เมื่อออกมาถึงถนนใหญ่ที่ซึ่งคนค่อนข้างพลุกพล่านเฉิงอิ้นจึงเชิญคุณหนูลงจากรถม้าเปลี่ยนเป็เดินเท้ามาหยุดยังหน้าร้านน้ำชาเหมาเฟิงบนป้ายหน้าร้านวันนี้ขึ้นอักษรว่า 'ดื่มชาสนทนากล่าววิชาลับ'
หลินหลานหรูรับหมวกปิดขอบด้วยผ้าโปร่งบางสีขาวจากเฉิงอิ้นมาสวมเช่นนี้แล้วคงไม่มีผู้ใดจดจำนางได้ ส่วนเฉิงอิ้น...ช่างเขาเถอะ
"คุณหนูหลิน?"
ชะงักกึก เอ๊ะ?
เป็ผู้ใดเรียกชื่อนางมือเล็กขาวผ่องรีบเลิกผ้าโปร่งขึ้นเหลือบมองเ้าของเสียงด้านหลัง ...เป็ไป๋เซี่ย!เหตุใดมาอยู่ที่นี่ อา...คงสนใจข่าวลือเช่นกันกระมัง
...ยุทธภพมีข่าวเล่าลือกันปากต่อปากว่า...ไม่รู้เกิดนิมิตหมายหรือเหตุอาเพศใดพักหลังมานี้ในเมืองหนานจิงเกิดการรวมตัวของกลุ่มชาวยุทธ์เป็จำนวนมากหลายสำนักใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่สำนักลั่วซานต่างมองเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลนี้
อาศัยที่ว่าไป๋เซี่ยเคยเป็คนในสำนักจึงช่วยสืบข่าวสืบไปสืบมากระทั่งพบว่าชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างถูกล่อลวงด้วยข้อมูลของเคล็ดวิชาลับที่เคยเป็ตำนาน
ไป๋เซี่ยไม่รอช้านำเื่นี้ไปแจ้งต่อเ้าสำนักกระทั่งมีการปรึกษาหารือระหว่างสำนักใหญ่อย่างเร่งด่วน ส่งคนมาสอดแนมและสืบข่าว
ที่จริงประเด็นหลักๆคือใครดีใครได้ ล้วนแต่ละโมบโลภมากในเคล็ดวิชาลับด้วยกันทั้งนั้น
เพียงแต่เสียดายๆข่าวนี้คุณหนูหลินเป็คนประโคมขึ้น นางเองยังไม่รู้ ผู้ใดจะรู้ได้ หึๆเดิมทีก็ทำเพื่อหลอกฝูเต้าเช่นนั้นก็ถือว่านางจัดสนามประลองยุทธ์ให้พวกเขาในเมืองหนานจิงแล้วกัน
หลินหลานหรูเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็วกล่าวกับไป๋เซี่ยด้วยวาจานอบน้อมแต่ไม่ได้ย่อกายคารวะเขา "เป็ท่านอาจารย์ไป๋หรูเอ๋อร์เสียมารยาทแล้ว เชิญท่านอาจารย์ก่อนเ้าค่ะ"
นางไม่อยากพูดมากความให้เสียเวลาจึงกล่าวตัดบทไป๋เซี่ยไปหลายประโยคไป๋เซี่ยที่ยืนอ้าปากจะกล่าวสักหน่อยแต่หาช่องให้ออกไม่พบสุดท้ายก็มีแต่ลมออกมาพรืดๆ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อจึงเดินสะบัดชายเสื้อคลุมยกเท้าเดินข้ามธรณีประตูร้านน้ำชา พอเข้าไปแล้วก็ไม่วายสร้างปัญหาให้เหลาป่าน[1]
หลินหลานหรูเดินตามหลังไป๋เซี่ยไปติดๆร้านน้ำชาวันนี้ดูครึกครื้นเป็พิเศษให้รู้สึกมีชีวิตชีวาไม่ชวนเคร่งเครียดเหมือนอย่างก่อนเห็นได้จากทุกมุมเสาประดับด้วยผ้าแพรหลากหลายสีสัน งดงามสะดุดตา
เสี่ยวเอ้อมองเห็นแขกประจำร้านน้ำชาเขาจดจำคุณหนูน้อยเงินหนักและชายตาบอดผู้นี้ได้ขึ้นใจ จึงกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับส่วนไป๋เซี่ยอยู่ที่ใดล้วนมองไม่เห็นแล้วจากนั้นเสี่ยวเอ้อก็รีบเชิญให้คนทั้งสองขึ้นไปนั่งยังมุมพิเศษ้าโดยมีเฉิงอิ้นหิ้วกล่องในถุงผ้าสีแดงเดินตามมาติดๆ
ขณะเดียวกันก็แว่วเสียงพูดคุยของคนในร้านดังให้ได้ยิน
"เมื่อครู่ข้าเจอเ้าสำนักลั่วซานนั่งทานข้าวในร้านลิ่วอู้ละ"
"ข้าๆข้าเจอเ้าสำนักง๊อไบ๊เดินสวนในตลาด"
"ฉิบหาย! เื่ใดกันเหล่าเ้าสำนักใหญ่มาทำอะไรในเมืองหนานจิง"
จับปีศาจกระมัง
หลินหลานหรูแง้มผ้าโปร่งออกน้อยๆกวาดตามองสำรวจกลุ่มคนในโถงร้านน้ำชา เก็บภาพทุกภาพไว้ในสมองซึ่งบรรยากาศในร้านน้ำชาชั้นล่างเวลานี้มีคนอยู่เพียงไม่กี่กลุ่มอีกสักประเดี๋ยวคงมากันเพียบ
รอจนนางขึ้นบันไดตามเสี่ยวเอ้อมาถึงชั้นสองเนื่องจากผู้คนค่อยๆ ทยอยเข้ามาจึงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจพวงนางอย่างโจ่งแจ้งเว้นแต่คนผู้เดียว นั่นคืออดีตท่านอาจารย์สอนวิชาหมัดมวยของพี่ชายนางท่านนี้
ไป๋เซี่ยแต่แรกเข้ามาก็้าที่นั่งบนชั้นสองด้วยว่าตนเองมีหน้ามีตา ชื่อเสียงก็มีมากมายไม่น้อย เขาควรได้ขึ้น้าถึงจะถูก
เสี่ยวเอ้อเองก็ลำบากใจเพราะที่นั่งชั้นสองมีเ้านายจองไว้ทั้งชั้นแล้ว ขออภัยไป๋เซี่ยไปก็หลายรอบส่วนไป๋เซี่ยยามนั้นได้แต่มองตามหลังคุณหนูหลิน ท่าทางของเขาฮึดฮัดไม่ค่อยพอใจเดินออกจากร้านน้ำชาไปแล้วก็วกกลับเข้ามาใหม่เลือกที่นั่งริมฝั่งหน้าต่างใกล้ประตูทางเข้า นั่งปักหลักเป็ฐานแ่านับจากนั้น
ในใจไป๋เซี่ยคงคิดกระทั่งเด็กน้อยอย่างหลินหลานหรูยังให้การต้อนรับเป็อย่างดีทีเขาเล่าเหตุใดไม่เท่าเทียบกันบ้าง คิดแล้วก็ฉุน ซดน้ำชาต่างน้ำเสียงดังซู้ดๆไม่เหลือเค้าความเป็อาจารย์ผู้ทรงเกียรติสักกระผีก
หลินหลานหรูกลับมองว่าเขาไม่เข้าใจอำนาจของเงินหรือไรแค่ชื่อเสียงดังไกลไม่กี่ลี้ไม่อาจซื้อใจคนได้เพียงข้ามคืนลำพังให้ท้องอิ่มยังไม่ได้
บนชั้นสองนางเลือกที่นั่งติดระเบียงไม้ด้านในจากตรงนี้สามารถมองเห็นทั่วทุกมุมภายในโถงชั้นล่าง ด้านหลังนางยังติดหน้าต่างมองลงไปเป็ถนนหลังร้านน้ำชา แม้คนไม่พลุกพล่านเช่นหน้าร้านแต่ก็พอมีอยู่
"ชาวยุทธ์?" นางถามเฉิงอิ้นหลังกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินลอบมองขึ้นมาอย่างไม่ให้มีพิรุธทว่ามีหรือจะหลุดพ้นสายตาของนางได้ รอบแรกที่กวาดตามอง นางก็จับสังเกตได้แล้วที่ไม่ได้สนใจนั่นเพราะพวกเขามองข้ามศีรษะนางผู้ติดตามของนางต่างหากที่เป็เป้าสายตา
แรกเริ่มเดิมทีความเป็มาของเฉิงอิ้นค่อนข้างอันตรายกับเหล่าชาวยุทธ์แล้ว เขามีค่าหัวถึงหนึ่งแสนตำลึงยังดีที่สภาพของเขาตอนนี้นับว่าห่างไกลจากคนพิการที่ระบุไว้ในแผ่นประกาศล่าค่าหัวจึงวางใจได้บางว่าคงไม่ถูกจับได้ง่ายๆ
เฉิงอิ้นยืนนิ่งด้านหลังเขาเห็นกลุ่มคนที่คุณหนูกล่าวถึงแล้ว "ไม่ใช่ขอรับ คนเ่าั้ไม่ใช่ชาวยุทธ์"
หลินหลานหรูเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ที่เสี่ยวเอ้อเตรียมให้เป็พิเศษด้วยอากัปกิริยาเอื่อยเฉื่อย"เ้ารู้ได้อย่างไร"
"เมื่อครั้งข้าหลบหนีเคยเจออยู่สองสามหน ส่วนใหญ่กระจายกันอยู่ในเจ้อเจียง"
"เจ้อเจียง หางโจว? ที่นั่นมีอะไร"
"สกุลเย่าขอรับ"
แววตานางสว่างวาบ ประกายความสนใจใคร่รู้เต้นระริกไปมาในนั้น"เหตุใดจึงเป็สกุลเย่า"
เฉิงอิ้นเล่าว่า"...เย่าหย่งิ แม่ทัพเย่าแห่งชายแดนตะวันออกกุมอำนาจทางทหารถึงสองในหกของฮ่องเต้ เวลานั้นข้าหลบในเจ้อเจียงนานหลายเดือนจึงรู้มาว่าแท้จริงแล้ว สกุลเย่าคือสกุลเดิมของฮองเฮาองค์ปัจจุบันเย่าหย่งิก็คือพี่ชายแท้ๆ ของฮองเฮาขอรับ"
น่าสนใจ น่าสนใจยิ่งเวลานี้ควรอยู่เจ้อเจียงแต่กลับไม่อยู่ หือ? ...เกี่ยวอันใดกับเย่าเสวี่ยเฟิ่งหรือไม่บุตรชายแม่ทัพเย่าหย่งิเช่นนั้นหรือถึงจะเคยเจอแค่ครั้งเดียวที่วัดต้าิเมื่อหลายวันก่อน ทว่ายามนี้ชื่อสกุลเย่ากระตุ้นให้นางนึกขึ้นมาได้
หลินหลานหรูกับเฉิงอิ้นยังพูดคุยกันไปอีกหลายประโยคพลันซินแสนักเล่าเื่ประจำร้านน้ำชาเหมาเฟิงแหกปากดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนรอบด้านและดึงให้ทุกสายตาจับจองมาที่ตนไม่เว้นแม้กระทั่งหลินหลานหรู
นางถอดหมวกสวมออกนานแล้ว ด้วยว่ามีม่านกำบังตารอบข้างจึงมองเห็นซินแสนักเล่ายิ้มเบิกบานปักหลักยังเวทียกสูงเหนือเอวเขานั่งขัดสมาธิหลังโต๊ะประจำตำแหน่งอย่างที่เคยเห็นจนชินตาแต่ที่ต่างออกไปคือเสียงแหกปากอันดังกว่าปกติ บ่งบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังประหม่า
"...เหล่าชาวยุทธ์ผู้อาจหาญ และเหล่าบัณฑิตนักกวีทั้งหลายวันนี้ได้พบกันอีก ถือวาสนามีจึงพบพานไร้วาสนาแม้เพียงกำแพงกั้นยังยากพบหน้า..."
"ดี! ดี! พูดได้ดี"เสียงทุบโต๊ะตบมือพออกพอใจจากเหล่าชาวบ้านชาวยุทธ์ดังระรัว
ซินแสเหล่าเฟิงเรียกความสนใจได้สำเร็จแล้วจึงยิ้มกล่าวอย่างชื่นมื่น"ยามรื่นเริงได้เสพสุข ยามเจอภัยได้ปัดเป่า ยามนี้ตัวซินแสมีเื่เล่ามีหรือจะไม่แจกจ่ายแบ่งปัน หวังเพียงน้ำใจจากพวกท่านเศษเล็กเศษน้อยย่อมรับได้..."
ซินแสเหล่าเฟิงยังคงกล่าวพรรณนาเปิดบทในแบบของเขาต่อไปแต่ละคำฟังแล้วรื่นหูยิ่ง
หลินหลานหรูเห็นตัวเอกของงานเดินเข้ามายังร้านน้ำชาแล้วทั้งยังนั่งลงข้างๆ ท่านอาจารย์ไป๋ กล่าววาจาทักทายกันอย่างยิ้มแย้มนางจึงยกมือกวักเรียกเสี่ยวเอ้อ ก่อนล้วงเงินตำลึงหนักๆ ส่งให้เขา กล่าวเสียงใสว่า"พูดดีย่อมให้รางวัลจริงหรือไม่"
เสี่ยวเอ้อได้ยินคุณหนูกล่าวเช่นนั้นก็ยิ้มตายีนั่นเพราะด้านล่างโต๊ะคุณหนูยังยื่นเงินตำลึงให้เขาอีกก้อน รับเงินมาแล้วเสี่ยวเอ้อไม่รอช้ารีบเร่งฝีเท้าเดินลงบันไดไปยังชั้นล่างกระซิบบางอย่างกับซินแสเหล่าเฟิงพร้อมส่งเงินตำลึงให้
ซินแสเหล่าเฟิงไม่ทันฟังจบพลันใถลกขากางเกงลุกพรวดพู่กันบนโต๊ะกลิ้งไหลไปมา เล่นเอาเหล่าชาวบ้านชาวยุทธ์ บัณฑิตหน้าใสอาจารย์หน้าดุมองตามกันเกรียวราวเจอสิ่งประหลาด เหล่าเฟิงลอบกลืนน้ำลายยอบตัวลงนั่งอย่างจนใจ
ขณะเดียวกันก็แอบๆชำเลืองมองเ้าของเงินตำลึงบนชั้นสองด้านหลังม่านบังตามีคุณหนูน้อยในชุดผ้าไหมหรูหราสีชมพูสดผู้หนึ่งชูถ้วยน้ำชาเป็เชิงทักทาย
ไอ๊หยา รอยยิ้มนางช่างเหมาะจะใช้สังหารผู้อื่นโดยแท้เหล่าเฟิงเห็นแล้วเหงื่อกาฬไหลพลั่กๆ ใจอยากวิ่งลงจากเวทีแต่ติดที่รับเงินมาแล้วจำต้องแอบดึงกระดาษแผ่นเล็กๆ ซึ่งซ้อนทับอยู่ในตำราบนโต๊ะออกมาลอบปาดเหงื่อไปอีกสองสามครั้ง
จากนั้นค่อยรวบรวมความกล้าดำเนินการเล่าเื่ตามหัวข้อต่อไป
"ท่านทั้งหลาย!" ขึ้น 'ท่าน' มาคำแรกเสียงแปร่งประหนึ่งแม่นางน้อย
หลินหลานหรูขำพรืดยกมือเท้าคางหัวเราะคิกๆ ใบหน้าเบิกบานของเหล่าเฟิงบนเวทีหายไปสิ้นที่นางเห็นคือสีหน้าของคนอดกลั้นถ่ายหนักมาสามวัน อา...เหตุใดย่ำแย่ถึงเพียงนี้
"เหล่าเฟิง จะเล่าเื่ตลกหรือเื่ใดกัน แม่นางน้อยชุดแดงตกน้ำในอ่างทอง?" จอมยุทธ์ชุดเขียวเปิดปากเย้าแหย่ยกขาข้างหนึ่งวางพาดบนเก้าอี้กลม
ซินแสเหล่าเฟิงกระไอกระแอมในลำคอไปสองทีเรียกให้ทุกคนสงบเสียงลง ในใจรู้สึกอับอายอยู่บ้างอาศัยว่าเล่าเื่มานานจึงสามารถสลัดความรู้สึกส่วนตัวทิ้งได้หมด วางท่าพร้อมสรรพทดสอบเสียงเบาๆ ก่อนเริ่มกล่าว "เอาละๆหนก่อนข้าได้พูดถึงเื่ราวของบัณฑิตตกอับผู้หนึ่งหนนี้ข้าจะเล่าเื่ราวในยุทธภพบ้างเป็เช่นไร"
"ดี! เหล่าเฟิงเชิญกล่าว"
พริบตาต่อมาโถงร้านน้ำชาชั้นล่างถูกบรรดาชาวบ้านชาวยุทธ์จับจองทุกโต๊ะ คนนั่งก็นั่งคนยืนก็ยืน ขอแค่หูได้ฟังถนัดไม่เกี่ยงเื่ปวดขาร้านน้ำชาเหมาเฟิงเวลานี้จึงไม่ต่างจากโรงงิ้วหาความสงบสนทนากวีประพันธ์ต่อกลอนมิได้
บรรดาเ้าสำนักใหญ่เจอหน้าต่างยิ้มแย้มมองสบตากันเป็ประกาย
...ประกายอาฆาต!!
ที่เป็เช่นนั้นไม่รู้บัดซบตัวใด!เล่นปล่อยข่าวลือแปลกๆ สั่นคลอนความสงบในยุทธภพมาวันนี้ยอดปรมาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์เดินพกกระบี่ล้ำค่า เชิดหน้ากอดอกมาเยือนหนานจิง เจอะเจอกันยังร้านน้ำชา ได้แต่คิดไปเองว่า...ช่างบังเอิญยิ่ง
บังเอิญจริงหรือ? แน่นอนว่าย่อมมีพวกพละกำลังดีพร้อมสติปัญญาเื่เช่นนี้อย่างไรก็น่าสงสัย ร้านน้ำชาเหมาเฟิงเล็กๆกับซินแสนักเล่าเื่เหล่าเฟิงผู้นี้เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวไปเอาข้อมูลเหล่านี้มาจากที่ใดกัน
กระทั่งเคยจับเหล่าเฟิงมาเค้นคอถามคำตอบที่ได้คือ ...มีโจรเท้าเบาย่องกริบนำแผ่นกระดาษมาวางซ้อนตำราบนโต๊ะยามดึกจากนั้นเหล่าเฟิงเห็นเข้าจึงนำมาเชื่อมเื่ผูกราว สอดแทรกข้อมูลพวกนั้นลงไปไม่ได้มีเจตนากุเื่สร้างชื่อเสียง เพียงเห็นว่าเนื้อหาเ่าั้มีมูลความจริงหลายส่วนจึงหยิบมาเล่าก็เท่านั้นเอง
โกหก!เหล่าเฟิงผู้นี้นับว่าฉลาดยิ่ง
เขาเป็นักเล่าเื่ผู้คนนับถือยกให้เป็ซินแสชั้นทอง จะพูดความจริงให้ตายเร็วได้อย่างไร ย่อมโกหกเท็จส่วน จริงส่วนอยู่แล้วเพราะอย่างนั้นจึงได้ยิ้มหน้าบานอยู่ในร้านน้ำชาวันนี้ได้ แต่เหมือนว่าชีวิตน้อยๆของเหล่าเฟิงกำลังจะสิ้นวันนี้ละ
มุมอับด้านหนึ่งในร้านน้ำชาบุรุษเ้าของกระบี่ดำยืนพิงหลังกับผนัง จับจ้องเหล่าเฟิงบนเวทียกสูงเขม็งแน่นอนว่าเป็เขาที่เค้นถามเอาข้อมูล แต่ไม่มีประโยชน์อันใด
ที่ผ่านมาเื่ราวที่หลุดออกจากปากซินแสผู้นี้ล้วนแต่นำพากองโจรอันเคยรุ่งโรจน์ของเขาตกอับข้ามวันข้ามคืนกระทั่งเบรกรั้งยังไม่อยู่ ร่วงลงราวกับใบไม้แห้งจึงสงสัยว่าผู้ใดอาจหาญเล่นงานกองโจรชุดดำอย่างพวกเขากันวันนี้ปล่อยให้เหล่าเฟิงมีชีวิตรอดอีกวันเชื่อว่าผู้บงการต้องวนอยู่รอบตัวซินแสผู้นี้แน่ คนอย่างเกาฟังเป็โจรมาั้แ่เกิดฆ่าคนมามากกว่าอายุ ไม่คิดให้ผู้ใดจูงจมูกเดิน
เหล่าเฟิงเล่าต่อ"...ทุกท่านคงเคยได้ยินเื่ 'เพลงพิณต้องห้าม' ใช่หรือไม่"
เงียบกริบ...
หา?
ใจเย็น ก็แค่ตะลึงพรึงเพริดกันอยู่
ฮาาาาา!!
เสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหวจอมยุทธ์บางคนถึงกับชักดาบชักกระบี่ออกจากฝักชี้ปลายดาบอันคมกริบน่าหวาดเสียวมายังเวที กล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่ว่า"เหล่าเฟิงท่านรู้สิ่งใดมา"
ซินแสเหล่าเฟิงลอบปาดเหงื่อในใจไม่กล้าขยับแม้ปลายก้อย หากไม่แล้วหัวจะหลุดจากบ่าไม่รู้ตัวเหล่าเฟิงย่อมรู้ว่าแต่ละเื่ที่ได้รับมา ล้วนแต่ยั่วอารมณ์ชาวยุทธ์ทั้งนั้นเพลงพิณต้องห้าม ตนเองก็เคยได้ยินมาบ้าง
ครึ่งปีก่อนมีข่าวของบทเพลงต้องห้ามในเมืองหนานจิงทำเอายุทธภพปั่นป่วนระส่ำระสาย ขัดแย้งกันไปหลายต่อหลายสำนักยามนี้แต่ละสำนักมารวมตัวกัน เหอะๆ ช่างล่อเสือล่อจระเข้มากัดกันโดยแท้
จอมยุทธ์ชุดเขียวะโขึ้นยืนบนเก้าอี้ตะเบ็งเสียงข่ม "เ้าจะชักกระบี่ทำไมหากหัวตาแก่เฟิงขาดแล้วข้าไม่รู้เื่ต่อจากนี้ข้าจะตัดหัวเ้าแล้วควักลูกตามาทำยาจีน!"
"เ้า!"
เ้านั่นแหละจะยืนทำไม บัง...
ตึง!!ยามนั้นจอมยุทธ์ชุดขาวลุกขึ้นยืนแสดงอำนาจตบกระบี่กับโต๊ะห้ามทัพไว้ ทุกคนจึงได้เก็บอาวุธยอมนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมทุกคำเล่าจากปากเหล่าเฟิงที่ผ่านมาล้วนแต่มีมูลความจริงหลายส่วน
ในที่แห่งนี้หากมองดีๆเป็บรรดาจอมยุทธ์ถึงเจ็ดส่วน แม้จะแปลกทั้งยังเกรงว่าจะมีเื้ัแต่ถ้าทราบข่าวคราวเื่เคล็ดวิชาเพลงพิณต้องห้ามละก็ ต่อให้ฆ่าคนทั้งร้านน้ำชาก็คุ้มค่าพอให้แลก
สุดท้ายทุกคนก็แค่หวังเคล็ดวิชาลับเพื่อให้ตนะโขึ้นเป็เ้ายุทธภพ...แทนคนก่อน
หลินหลานหรูละสายตาจากโถงน้ำชาด้านล่างหันมากล่าวกับเฉิงอิ้น "วันนี้ครึกครื้นนัก เ้าคอยดูหากชาวยุทธ์พวกนั้นลงมือเมื่อไร อย่าให้เหล่าเฟิงตาย"
"เพราะเหตุใดขอรับ"
"ข้ารับปากคุ้มครองชีวิตเขาไม่อยากเสียสัจจะ…ไม่สิ เขายังไม่ควรตายวันนี้"
เฉิงอิ้นตอบรับเสียงขรึม"ทราบแล้วขอรับ"
ส่วนโถงน้ำชาด้านล่างเหล่าเฟิงแอบตัวสั่นงันงก ลอบมองขึ้นมายังชั้นสองพอเห็นว่าคนยังอยู่จึงเบาใจลงไปได้บ้าง หากแต่การกระทำนี้ของเหล่าเฟิงทำให้เกาฟังเริ่มสงสัย
"เหล่าเฟิงเชิญท่านเล่าต่อ"จอมยุทธ์ชุดขาวผายมือเชิญ สะบัดเสื้อคลุมย่อกายลงนั่งยังเก้าอี้ตัวเดิม
"ขะ...อะแฮ่มข้าจะเล่าความเป็มาของเื่นี้ เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงยังไม่ทราบ..."เพลงพิณต้องห้ามไม่ใช่ตำนาน คนทั่วไปฝึกได้เพลงพิณไพเราะจอมยุทธ์ฝึกขยันเคล็ดวิชาสังหาร ที่สังหารไม่ใช่เสียงเพลงแต่เป็กำลังภายในที่ส่งออกมาพร้อมกับบทเพลงต่างหาก รู้แล้วชาวบ้านทั้งหลายเชิญกลับไปได้แล้วละปล่อยให้ชาวยุทธ์หมกมุ่นกันต่อไปเถิด "...เดิมมีชื่อเรียกตำราเพลงพิณสี่ผสานสังหารหมู่มาร สองวิหคหนึ่งกิเลน ขุนเขาสายน้ำ"
บึ้ม!!
ราวะเิปะทุรอบสองกึกก้องยิ่งกว่าของเดิม กระทั่งจอมยุทธ์ชุดขาวเขียวยังนั่งไม่ติดที่ะโขึ้นโต๊ะสอบถามเหล่าเฟิง ทว่าสถานการณ์ยังไม่เลวร้ายถึงขั้นลงมือชักกระบี่"ตาแก่เฟิง ท่านรู้มากไปแล้วใช่หรือไม่ท่านยังรู้อะไรอีกรีบบอกมาเร็วเข้า"
ะโขึ้นโต๊ะไปเช่นนั้นความสง่างามเยี่ยมยุทธ์เฉกเช่นปรมาจารย์ริบหรี่ยิ่งเกาฟังที่เอาแต่จ้องเหล่าเฟิง หางตาเห็นคิ้วยังขมวด ไหนจะที่นั่งริมฝั่งหน้าต่างไป๋เซี่ยถึงกับพ่นน้ำชาพรูดเต็มหน้าคนตรงข้าม บวกสำลักไปอีกหลายยก
ส่วนตัวเอกของงานครั้งนี้คือฝูเต้า ผู้เฒ่าฝูลูบเคราลูบหน้าเช็ดน้ำชาด้วยมือเปล่า แทนที่จะขุ่นเคืองไป๋เซี่ยตากลับส่องประกายวิบวับ มุมปากโค้งยิ้มเป็แป๊ะ ยกมือกล่าวลาไป๋เซี่ยหมุนตัวแล้วเดินจากไปอย่างปลื้มปีติ ...ซะ ซะอย่างนั้น
ประโยคเมื่อครู่จากปากเหล่าเฟิงคือคำใบ้ของชื่อบทเพลงทั้งสี่ปรมาจารย์กู่ฉิน กวีเอกเพลงพิณอย่างฝูเต้าไม่มีทางมองไม่ออกเดิมทีเขาไม่รู้ชื่อเพลงทั้งหมด แต่รู้วิธีฝึก แม้ฝูเต้าไม่มีกำลังภายใน แค่ได้ข้อมูลที่ตนคลั่งไคล้ก็ยิ้มหน้าบานแล้ว
ส่วนวิธีฝึกกลับไปบ่ายวันนี้ก็มอบให้หลินหลานหรูเถิดด้วยนิสัยของฝูเต้าต้องร้อนรนอยากทดลองวิชา ยิ่งไม่ชอบเห็นศิษย์เหนือกว่า
ดังคำกล่าวที่ว่าเมื่อศิษย์รู้วิชาอาจารย์ย่อมลำบาก[2] ในสี่เพลงนี้ยังมีเพลงหนึ่งที่เขายังไม่สอนนางด้วยว่าไม่มีผู้ใดเล่นเป็ ฝูเต้าจึงเป็เป้าหมายสำคัญถึงเวลานั้นเขาต้องรีบร้อนแสดงออกให้นางเห็นแน่หลุมพรางนี้ก็เชิญเขาะโลงไปเองเถิด
______________________________
[1] เหลาป่าน คือชื่อเรียกเถ้าแก่ร้านน้ำชา
[2] เมื่อศิษย์รู้วิชา อาจารย์ย่อมลำบากเป็คำกล่าวโบราณ เมื่อสอนทักษะวิชาใดให้ลูกศิษย์จนลูกศิษย์เจนจัดแล้วศิษย์ที่เหนือกว่าอาจารย์ย่อมทำให้เกิดการแข่งขัน และส่งผลกระทบต่ออาจารย์