บทที่ 16 เยี่ยมน้องชาย
ตำหนักองค์รัชทายาท
“หม่อมฉันได้กลับไปสอบถามท่านแม่มาแล้ว ท่านแม่บอกว่าสตรีผู้นั้นหน้าตางดงามจริง ๆ เหมือนน้องสาวผู้น่าสงสารของหม่อมฉันราวกับแกะ ทั้งยังดูมีชีวิตชีวามากกว่าเสียอีก” ลู่พ่านฝูรายงานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะนวดไหล่ให้ชิวหลินเหม่าอย่างระมัดระวัง
ชิวหลินเหม่าเอนกายลงบนเตียงพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะพูดอย่างช้า ๆ “ถ้าลู่จือฉิงผู้นี้หน้าตาเหมือนชายาที่ตายไปของเขาจริงแล้วละก็ เ้าว่าเขาจะกลับไปชอบนางหรือไม่”
“หากในตอนนี้ถ้าข้าไปยุ่มย่ามกับเขา เขาจะโกรธมากหรือไม่นะ?” รอยยิ้มของชิวหลินเหม่าเหมือนจะแข็งค้างไปเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาฟังดูลึกลับชวนให้ขนลุก
ความจริงแล้วชิวหลินเหม่าก็ถือว่าเป็บุรุษที่รูปงามคนหนึ่ง แต่กลับมีรังสีอำมหิตติดตัวอยู่เสมอ แม้แต่รอยยิ้มก็ทำให้นึกถึงดาบคมกริบ ไม่ใช่คนที่น่าคบหาเลยจริง ๆ
ลู่พ่านฝูรีบประจบสอพลอ “ฝ่าาทรงพระปรีชาสามารถยิ่งนัก เขาจะสู้พระองค์ได้อย่างไร ดูสภาพเขาตอนนี้สิ”
ชิวหลินเหม่าหัวเราะเสียงดังอย่างสะใจ “ดังนั้นตอนนี้ข้ายิ่งต้องค่อย ๆ เล่นกับเขา แมวที่จับหนูได้จะไม่ตบหนูตายในทีเดียว แต่จะค่อย ๆ เล่นกับมันก่อน”
“รอให้เขาตกอยู่ในกำมือข้าไม่ว่าจะหนีไปทางไหนก็ไม่พ้น รอให้เขาสิ้นหวังทีละน้อย แล้วก็วิ่งหนีอย่างหัวซุกหัวซุน…”
วันรุ่งขึ้นองค์รัชทายาทชิวหลินเหม่าที่ไม่ได้ออกไปไหนมานาน กลับมาเยือนที่จวนท่านอ๋องรุ่ย น้องสามของเขาอย่างกะทันหัน
ชิวหลินรุ่ยได้รับข่าวกรองทันเวลาพอสมควร เขารู้ดีว่าชิวหลินเหม่ามาทำไม จึงให้คนพาลู่จือฉิงและเซี่ยมู่หลบซ่อนตัว อย่าให้ชิวหลินเหม่า เห็นเป็อันขาด ไม่อย่างนั้นคงจะเกิดเื่ใหญ่แน่
เมื่อองค์รัชทายาทเสด็จมา เขาก็ต้อนรับด้วยตัวเอง
ชิวหลินเหม่ายิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัย มองคนในจวนของอ๋องรุ่ยที่คุกเข่าอยู่เต็มพื้น แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี”
จากนั้นก็เดินเร็ว ๆ ไปข้างหน้าเอื้อมมือประคองตัวชิวหลินรุ่ยขึ้นมาเอง
“น้องสามไม่ต้องมากพิธีขนาดนี้ก็ได้ นี่ดูจะห่างเหินไปหน่อย”
สีหน้าของชิวหลินรุ่ยเรียบเฉย ความเ็าตามปกติก็ลดน้อยลง เขาพูดอย่างจริงจังว่า “หลินรุ่ยเพียงทำตามธรรมเนียมเพื่อแสดงความเคารพต่อเสด็จพี่”
เขาจ้องตาชิวหลินเหม่า ในแววตากลับไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย
ชิวหลินรุ่ยสบตากับชิวหลินเหม่า ก่อนจะผายมือเชิญให้เข้าไปในจวน “เชิญเสด็จพี่เข้าไปนั่งข้างในเถิด”
สีหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของชิวหลินเหม่าไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย เขาเดินนำไปข้างหน้าอย่างสง่างามพลางกล่าวไปด้วยว่า “ที่พักของน้องสามช่างเรียบง่ายเสียจริง อ้อ!แต่ก็ดีขึ้นกว่าปีก่อนเยอะเลยนะ”
“หลินรุ่ยมีทรัพย์สินจำกัด ย่อมไม่กล้าฟุ่มเฟือย” เขาคิดในใจว่า‘การเขียนจดหมายยั่วยุเป็เื่หนึ่ง แต่การมาเยือนถึงที่ก็เป็อีกเื่หนึ่ง’
หรือว่าชิวหลินเหม่าจะมั่นใจถึงขั้นนี้แล้ว?
เขาได้ปรึกษากับเตี๋ยเฟย*[1]หรือไม่? พระมารดาขององค์รัชทายาทนั้นเ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งกว่าบุตรชายของนางมาก หากนางรู้เื่นี้เข้าในไม่ช้าฝ่าาก็จะรู้เช่นกัน...
ชิวหลินรุ่ยเดินตามหลัง สังเกตเห็นคนของชิวหลินเหม่าสิบกว่าคน กระจายตัวออกไปในจวนราวกับฝูงนก สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เสด็จพี่ไม่ไว้ใจข้าหรือ? แค่มาเยือนหนเดียว ยังต้องส่งคนมาตรวจดูความปลอดภัยอีก” ชิวหลินรุ่ยยิ้มเยาะ
ชิวหลินเหม่าหันหน้ามายิ้มอย่างสดใส “ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าได้ยินมาว่าจวนของเ้า่นี้ซ่อนหญิงงามเอาไว้ จึงมาขอชมสักหน่อยแต่กลัวจะรบกวนนางจึงให้คนมาหาก่อน”
“คนของข้ามีระเบียบวินัย ไม่ทำข้าวของเสียหายแน่นอน” ชิวหลินเหม่ายิ้มอย่างสุภาพแต่น่าขนลุก
ไม่นานก็มีผู้ใต้บังคับบัญชามารายงานที่ข้างหูของชิวหลินรุ่ยด้วยสีหน้าโกรธเคือง มีจอมยุทธ์ที่ไม่รู้มาจากไหนบุกเข้าไปในห้อง พังข้าวของกระจุยกระจาย
ชิวหลินรุ่ยเพียงแค่พยักหน้าไม่มีท่าทีใด ๆ ยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม
เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “เช่นนั้นก็เชิญเสด็จพี่ตามหาให้สบายใจเถิด แต่ในจวนของข้านั้นไม่มีหญิงงามอยู่หรอก ถ้าหากหาไม่พบก็ขอเสด็จพี่อย่าได้ถือโทษโกรธเคืองเลย”
ชิวหลินเหม่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “แน่นอนว่าข้าไม่โทษเ้า การตามหาหญิงงามเป็เื่รอง แต่การได้มาพูดคุยกับเ้าต่างหากที่เป็เื่จริง”
ทั้งสองเดินเล่นในจวนไปเรื่อย ๆ ชิวหลินรุ่ยยังคงสงบนิ่ง ไม่สนใจว่าคนในจวนจะโมโหจนแทบจะะเิ เขารู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของชิวหลิน
เหม่าดี แต่ก็ไม่ได้โกรธเพราะความอดทนเล็กน้อย จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้!
เหล่าจอมยุทธ์เดินหาจนทั่วทั้งจวนั้แ่ด้านตะวันออกไปจนถึงตะวันตก ก่อนจะกลับมารายงานผลด้วยการส่ายหน้าพร้อมกัน ชิวหลินเหม่าแสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่ในใจยังคงไม่เชื่อว่าจะไม่พบอะไรเลย
คนเป็ ๆ ทั้งคนจะไปซ่อนตัวที่ไหนได้?
ชิวหลินรุ่ยมองอย่างเ็า แล้วเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา “ข้าทำให้เสด็จพี่ผิดหวังหรือไม่?”
ชิวหลินเหม่าหัวเราะ “จะเป็ไปได้อย่างไรกัน ข้าเพียงแค่อยากมาพูดคุยกับน้องสามตามประสาพี่น้องเท่านั้น ไม่มีเจตนาอื่นใด”
แต่ในใจเขากลับคิดว่าจวนเล็ก ๆ ของเ้าสามจะมีที่ไหนให้ซ่อนคนได้? แล้วทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรบางอย่างออก
“ข้าจำได้ว่าเสด็จพ่อพระราชทานทะเลสาบปักผ้าไหม*[2]ให้เ้าใช่หรือไม่? ข้าไม่ได้ไปชมทิวทัศน์ที่นั่นมานานแล้ว”
ริมทะเลสาบปักผ้าไหม หมอกควันลอยอ้อยอิ่ง เกาะกลางทะเลสาบดูราวกับล่องลอย แต่กลับยิ่งทำให้ดูน่าค้นหามากขึ้น
ชิวหลินเหม่าเลิกคิ้วมองชิวหลินรุ่ย หวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของเขาบ้าง แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
เมื่อมองไปยังเรือลำน้อยที่ผูกไว้ริมฝั่งโคลงเคลงไปตามกระแสน้ำ ชิวหลินรุ่ยเป็ฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน “ฟ้ายังไม่มืด เสด็จพี่สนใจจะไปชมเกาะกลางทะเลสาบหรือไม่?”
แน่นอนว่าชิวหลินเหม่าตอบตกลงทันที
ชิวหลินรุ่ยกลับยิ้มฮฮฏฒษอย่างเขินอายและกล่าวว่า “ขอเสด็จพี่อย่าได้ถือโทษ ที่จวนของข้าทรัพย์สินน้อย เรือลำเล็กนี้บรรทุกได้เพียงคนเดียวในแต่ละครั้ง แต่ความงดงามของการชมทิวทัศน์ทะเลสาบก็อยู่ตรงนี้แหละ”
ชิวหลินเหม่ากลัวที่ไหน? ในเมื่อเขามีจอมยุทธ์มากมายอยู่ข้างกาย เขาชี้ไปที่เรือแล้วพูดว่า “ไม่เป็ไร พอดีมีสองลำพวกเราพี่น้องมาแข่งกัน ใครถึงเกาะก่อนก็ชนะ”
ชิวหลินรุ่ยพยักหน้า เมื่อก้มหน้าลง ดวงตาของเขาก็ซ่อนความรู้สึกที่ซับซ้อนเอาไว้
ตลอดทางไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไร พวกเขามาถึงเกาะได้อย่างง่ายดาย ชิวหลินเหม่าหรี่ตามองไปยังที่ไกล ๆ เพราะเขาเห็นเงาสีเหลืองอ่อนสะดุดตา
เขาเป็คนช่างสังเกตเพียงแค่มองเงาร่างที่ดูอ่อนช้อยนั้นก็คิดว่าต้องเป็หญิงงามแน่นอน เขาไม่มีทางมองผิดแน่!
[1] เตี๋ยเฟย หมายถึง พระสนมเอกของฮ่องเต้ มีความหมายตรงตัวว่า ‘สนมผีเสื้อ’ ซึ่งอาจเป็ชื่อในตำแหน่งหรือฉายาที่บ่งบอกถึงความงามสง่าและมีเสน่ห์ของพระสนมองค์นี้
[2] ทะเลสาบปักผ้าไหม หมายถึงทะเลสาบที่มีความงดงาม ธรรมชาติสร้างสรรค์อย่างประณีตดุจการปักผ้าไหม และการที่ฮ่องเต้พระราชทานทะเลสาบนี้ให้ชิวหลินรุ่ยก็เพื่องแสดงออกถึงความโปรดปรานที่มีต่อหลินรุ่ย