ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 13/06/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 5
ไฟในออฟฟิศชั้นบนค่อย ๆ ดับลงทีละดวงเมื่อเลขาคนสุดท้ายโค้งลาออกจากลิฟต์ ธากดปากแน่น ริมฝีปากคล้ายถูกซีลด้วยเส้นตรงคมจัด ขณะยืนรอเงียบ ๆ หน้าห้องประชุมใหญ่ ชั้นที่ทีมการเงินใช้ทำโอเปอเรชันแบบปิดตัวเลข
เขายกข้อมือขึ้นดูเวลา 22:41 น.
ไฟเซนเซอร์หน้าประตูประชุมยังคงสว่าง แสดงว่าข้างในยังมีคนทำงานอยู่
“ผมขอดูไฟล์พรีเซนต์อีกทีครับ...จะรีเช็กค่าตัวแปรซ้ำตรง KPI หน้า 17”
เสียงลมหายใจแ่พร่าแทรกผ่านอินเตอร์คอมด้านข้างห้องประชุม ธาหยุดเท้าทันทีที่ได้ยิน
“...ขอห้องว่างสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ครับ เดี๋ยวเคลียร์ตัวเลขเสร็จแล้วจะออกเลย”
ไม่ใช่คำร้องขอโดยตรง แต่เป็เสียงพูดค่อย ๆ เหนื่อยชัดเจนในน้ำเสียง อาจพูดกับทีม อาจพูดกับตัวเอง แต่ทุกพยางค์ทิ่มตรงอกเขาอย่างจัง
เขายืนนิ่งกับแสงไฟออฟฟิศที่เริ่มหรี่ลงตามเวลาเลิกงาน
ยังไม่ทันจบประโยค เสียงไอสะอึกก็ดังผ่านไมค์ พร้อมเสียงกระดาษร่วงกราว
“วิน?”
ธาตัดสินใจกดรหัสปลดล็อกเข้าไปทันที
แสงจากไฟเซนเซอร์วาบขึ้นทีละจุด ขณะประตูบานใหญ่เปิดช้าเผยให้เห็นร่างโอเมก้าที่ยังคงยืดตัวตรงบนโต๊ะประชุม แต่ท่าทางไม่มั่นคง แขนที่เคยใช้ค้ำแฟ้มโน้มมาด้านข้างเหมือนจะลื่นหลุดจากแรงพยุง
“วิน!” เสียงเรียกที่สองติดความดุดันในจังหวะเดียวกับที่ธาก้าวเท้าพรวดเข้าไปคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ก่อนร่างนั้นจะทรุดล้มลงพื้น
“อย่ามาแตะ...” วินเอ่ยอย่างหอบเบา ริมฝีปากซีดจัด ขอบตาคล้ำใต้แว่นบางราวไม่ได้หลับมาเกิน 48 ชั่วโมง
“คุณกำลังจะหมดสติ” ธาตอบกลับ เสียงเข้มจัดจนแทบเป็คำสั่ง
“ผมยังไหว” เขาโต้กลับ มือพยายามผลักออก แม้เรี่ยวแรงแทบไม่หลงเหลือ
ทว่าสิ่งที่มาพร้อมเสียงไมค์แจ้งเตือนคือ กลิ่นฮีทอ่อน ๆ ที่ค่อย ๆ ไหลออกจากร่างโอเมก้าคนนั้น...เร่งความร้อนในอกอัลฟ่าให้เต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
<< อุณหภูมิร่างกายเกิน 38.3 องศา ฮีทกำลังเข้าสภาวะ Quick Spike >>
ไฟแดงเรืองวาบจากปลอกพันธะตรงข้อมือซ้ายของวิน ส่องผ่านแขนเสื้อเชิ้ตขาวชื้นเหงื่อ
ร่างของวินทรุดพับลงในจังหวะถัดมา
“วิน!!!”
ธาเข้าประคองเต็มตัวทันก่อนอีกฝ่ายจะล้มกระแทกพื้น มือเขากอดรัดแน่นขึ้นด้วยสัญชาตญาณ สะโพกหนึ่งข้างยันรับน้ำหนักอีกคนทั้งตัวโดยอัตโนมัติ
ไหล่ของวินกระตุกแ่เมื่อเขาัักลิ่นอัลฟ่าชัดเจนที่คอเสื้อสูท มือเรียวที่เคยผลักถูกเหนี่ยวไว้ข้างลำตัว หายใจถี่ ๆ ราวจะกลั้นกลิ่นตัวเองไม่ไหว
...เพราะแม้แต่โอเมก้าที่ตั้งใจต่อต้านพันธะก็ไม่อาจปฏิเสธกลิ่น Rut ได้
“...กลิ่นคุณ” เสียงพูดพร่าบอกจากอกอีกฝ่าย ทั้งที่หัววินแนบกับแผ่นอกสูทของธาเต็มใบ
“ผมรู้” เขาตอบเสียงต่ำ พร้อมจัดท่าให้โอเมก้าในอ้อมแขนเอนซบชิดขึ้นอีกเล็กน้อย “ตอนนี้คุณต้องหยุดคิดทุกอย่าง แล้วนอนซะ”
“ทำไม...” วินเอ่ยขึ้นอีก ริมฝีปากขยับแตะผ้าเนื้อดีตรงหน้าอกซ้ายของชายสูทเสียงเบา “ผมไม่ได้ขอให้ใครดูแล...”
“แต่คุณกำลังทรุดลงต่อหน้าผม” น้ำเสียงธาขาด่ชั่ววินาที ก่อนเขาจะตัดใจเอื้อมแขนอีกข้างช้อนร่างนั้นขึ้นแแ่เข้าสู่วงแขนอย่างไม่ถามอีก
ปลายแก้มวินแตะแนบกับหน้าอกอุ่น กลิ่นอัลฟ่าแทรกผ่านเนื้อสูทหอมคล้ายกลิ่นไม้หอมจากเตาผิง ทำให้กำแพงในใจบางส่วนเริ่มร้าว
วินไม่ได้พูดอะไรอีก มีเพียงเสียงหอบแ่ และน้ำหนักตัวที่ค่อย ๆ เอนเข้าหาธามากขึ้น
“เราจะกลับคอนโด” ธากระซิบ
ไฟเซนเซอร์เปิดตามจังหวะฝีเท้าอีกครั้ง ขณะร่างสูงแบกโอเมก้าในอ้อมแขนพ้นจากห้องประชุม
แอ่งเหงื่อบนสูทราคาแพงซึมเป็วงบนแผ่นอกและข้างลำตัวของเขา แต่ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะปรายตามอง
กลิ่นฟีโรโมน Rut ยังคงอวลในอากาศ...ปะปนกลิ่นกายโอเมก้าที่เริ่มสั่นไหวในอกซ้ายของเขา
และในค่ำคืนที่ไม่มีใครเห็น...กฎ ไม่แตะต้อง ได้ถูกทำลายลงแล้วอย่างสมบูรณ์
เสียงนาฬิกาแขวนบนผนังห้องนั่งเล่นเดินแ่ในจังหวะที่กลืนหายกับลมหายใจของคนที่เฝ้าข้างเตียงตลอดคืน
ร่างสูงนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้หุ้มเบาะ หมุนตัวให้ฝ่ามือแตะหน้าผากที่ยังอุ่นจัดของคนบนเตียงทุกครึ่งชั่วโมง ผ้าเย็นที่เปลี่ยนวนมาั้แ่ตีหนึ่งถูกซับใหม่อีกครั้งอย่างไม่ขาดมือ
ไฟหัวเตียงส้มสลัวเผยเสี้ยวหน้าที่ซีดเซียวบนหมอนขาว ใต้รอยกลีบปากที่แห้งตึง วินขมวดคิ้วเหมือนกำลังฝัน บางครั้งครางแ่ ๆ ออกมาไม่เป็คำ
ธาขยับเข้าใกล้ ย่อตัวนั่งข้างเตียงอีกครั้ง
ผ้าผืนใหม่เย็นฉ่ำไถลงบนหน้าผาก สองสามวินาทีนั้นอุณหภูมิใต้ผิวมือไม่เปลี่ยน...แต่จังหวะชีพจรใต้ข้อมือซ้ายวินกลับเต้นแปลก
สั่นถี่กว่าที่ควรจะเป็
เขาชะงัก ก่อนหยิบข้อมืออีกฝ่ายขึ้นแนบฝ่ามืออย่างระวัง รอยเงาของแสงจากกำไลพันธะจาง ๆ ล้อมรอบข้อมือสีซีด...มันเรืองเหมือนคลื่นน้ำ ไม่ใช่แสงปกติที่คุ้นเคย
“หึ...” ธาเงียบไปครู่หนึ่ง ลมหายใจหลุดแ่ “อย่าเล่นกับไฟในตอนที่ไม่ไหว”
เขากำลังบอกตัวเองมากกว่าวิน
อีกฝ่ายนอนนิ่ง...แต่กลับเอื้อมปลายนิ้วมาคว้าแขนเสื้อเขาตอนธาขยับตัวจะลุกขึ้นอีกครั้ง
“อือ...อย่าไป...”
เสียงพร่าราวคนละเมอ ทำมือที่วางอยู่บนข้อพับหยุดชะงัก ฝ่ามือธาเผลอกระชับปลายนิ้วลงกับฝ่ามือเล็กที่กุมชายเสื้อเขาไว้แน่น
‘ปล่อยสิวะ...’ เขานึกอยากพูดแบบนั้น แต่ไม่เคยเอ่ย
วินไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองรั้งอะไรไว้...หรือบางทีอาจรู้แต่เลือกจะรั้งแค่ในฝัน
ข้อมือที่โอบกอดแขนเขาไว้ทำให้ธากลืนน้ำลายฝืด เหงื่อเย็นซึมข้างขมับ มันไม่ใช่แค่ความใกล้ชิด แต่มันเป็กลิ่นบางอย่าง...จางมากพอให้รับรู้ว่าฮีทในร่างกายอีกฝ่ายเริ่มส่งสัญญาณอ่อน
ขนาดวินไม่มีแรงจะลืมตา ยังสามารถกระตุ้นพันธะให้เต้นระส่ำ
ธาข่มตัวเองไว้ ฝืนกระพริบตาถี่ กลืนความวูบวาบลงคอ
แล้วเขาก็ก้มลง ชิดใบหูวิน กระซิบสั้น ๆ
“นายปลอดภัยแล้ว”
เขาไม่รู้ว่าคำนี้พูดให้ใครมากกว่ากัน ระหว่างคนป่วยบนเตียง...หรืออัลฟ่าคนหนึ่งที่กำลังเหยียบเบรกความรู้สึกตัวเองจนฝ่าเท้าเจ็บ
มือของวินคลายจากชายเสื้อเหมือนสัญญาณตกลงพักรบ ร่างบางทิ้งตัวลงลึกในฟูกที่ชื้นเหงื่อ
เสียงครางแ่หายไป เหลือเพียงลมหายใจสม่ำเสมอที่ผ่อนคลายขึ้นเรื่อย ๆ
อุณหภูมิเริ่มลดลงช้า ๆ พร้อมกับแสงพันธะที่ค่อย ๆ จาง...และเสียงลมหายใจของคนข้างเตียง ที่ยังคงเฝ้ามองอย่างไม่ยอมขยับไปไหน
นิ้วเรียวยาวสอดเข้าใต้ผ้าห่ม กระชับปลายผ้าที่ล่นจากไหล่ ก่อนขยับมานั่งข้างเตียงเงียบ ๆ ไม่พูด ไม่ขยับ และไม่หลบสายตาตัวเองที่เผลอจับจ้องเสี้ยวหน้าวินมากเกินพอดี
ใต้แสงไฟหัวเตียงส้มสลัว...เส้นผมเปียกเหงื่อของวินดูคล้ายคนเพิ่งขึ้นจากฝน
ธาเอื้อมมือไล้ปลายนิ้วลงขมับอีกฝ่ายเบา ๆ แล้ววางฝ่ามือทาบบนเสื้อของตัวเอง
ตรงตำแหน่งนั้น...ปลายนิ้วของวินเคยกุมไว้แน่น
ไม่พูดคำไหน ธาแค่หายใจเข้าอีกครั้ง
และยังคงนั่งเฝ้าอยู่ที่เดิม...จนเช้า
กลิ่นขิงร้อนอ่อนจางลอยแตะปลายจมูกั้แ่ยังไม่ทันขยับตัวเต็มแรง แสงเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านบางเฉียบพาดผ่านชายผ้าห่มแค่ริ้วเดียว แต่เพียงพอจะปลุกความรู้สึกกลับคืนในอก
วินกระพริบตาช้า ๆ ก่อนจะขยับมือข้างที่ยังจับชายผ้าห่มไว้หลวม ๆ ว่างเปล่าแล้ว
แทนที่จะรู้สึกโล่ง กลับมีอะไรบางอย่างแน่นคาอยู่ในลำคอ มันไม่ใช่ความเจ็บ ไม่ใช่ไข้ตกค้าง แต่เหมือนความรู้สึกผิดฝังอยู่ตรงนั้น...ติดค้างจากเมื่อคืน
เขายันตัวขึ้นช้า ๆ มองหาผ้าปิดตา ผ้าขนหนู หรือแม้แต่กลิ่นอัลฟ่าที่อาจหลงค้างในอากาศ ทว่าห้องนี้สะอาดเกินคาด...เกินกว่าที่ควรจะเป็หลังใครบางคนเฝ้าไข้ทั้งคืน
ไม่มีร่องรอยของกลิ่นที่ควรจะกระตุ้น ไม่มีรอยยับบนเก้าอี้ที่เขานึกว่าอีกฝ่ายคงนั่งเฝ้าตลอด...
มีเพียงถาดข้าวต้มใบเล็กวางนิ่ง ๆ อยู่บนโต๊ะหัวเตียง พร้อมฝาครอบที่ยังมีไอน้ำอ่อนเกาะอยู่รอบขอบจาน
...เขามาั้แ่เมื่อไหร่
…แล้วออกไปเงียบ ๆ แบบนั้นอีกแล้วหรือ
วินกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเอื้อมเปิดฝาครอบช้า ๆ กลิ่นขิงร้อนแตะจมูกทันทีจนเปลือกตาปิดลงเองตามสัญชาตญาณหนึ่งวูบ
เม็ดข้าวพองนุ่มสีขาวแทรกด้วยแผ่นขิงซอย ข้างถ้วยมีช้อนสแตนเลสวางแนบผ้ารองจานอย่างเรียบร้อย...ทุกอย่างสะอาดและเงียบเชียบเสียจนรู้สึกว่าไม่ควรแตะ
เขานั่งนิ่งอยู่แบบนั้นเกือบนาที กำลังลังเลระหว่างจะเดินออกจากห้องเพื่อหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่ทำให้ใจหนักอึ้ง หรือจะพาตัวเองไปขอโทษอะไรสักอย่าง...ทั้งที่ไม่ได้พูดเสียคำ
ก่อนจะตัดสินใจอะไรได้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังแ่จากปลายโถง
"ตื่นแล้วเหรอ"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นพร้อมเงาของคนที่ปรากฏบริเวณประตู ทว่าวินยังไม่ทันตอบ ธาก็เดินเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนวางโน้ตบุ๊กที่อยู่ในมือไว้บนเคาน์เตอร์เล็กข้างเตียงโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
ไม่มีคำทัก ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีการตอกย้ำเื่เมื่อคืน
มีเพียงความนิ่งของสายตา...ที่คล้ายกับรู้ว่าวินกำลังหลบซ่อนอะไรไว้ใต้เปลือกตาที่ไม่กล้าสบตอบ
"กินอะไรหน่อย เดี๋ยวค่อยอาบน้ำ" ธาเอ่ยแ่ในที่สุด ก่อนหยิบถ้วยข้าวต้มขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่อีกข้างกำลังหยิบช้อนตักข้าวอย่างเงียบ ๆ
"ผมกินเองก็ได้"
"แต่คุณยังไม่ยอมขยับจากที่นั่นเลย"
วินสะอึกเล็ก ๆ เสียงพูดเรียบ ๆ นั่นไม่ได้ประชด...แต่ตรงจนรู้สึกได้ถึงแรงกดบางอย่างบนอก
ธาไม่ได้พูดต่อ เขาเป่าข้าวในช้อนเบา ๆ ก่อนจะจ่อปลายช้อนตรงหน้าอย่างนิ่ง ๆ ท่ามกลางแสงเช้าที่ทาบผ่านผิวหน้าเขาเป็ริ้วอ่อนจาง
"อ้าปาก"
"..."
"เถอะน่า"
ในจังหวะนั้น ไม่มีใครยิ้ม ไม่มีคำพูดปลอบ ไม่มีคำว่า 'ห่วง' หรือ 'ดูแล' แต่การที่อีกฝ่ายยังอยู่ตรงนี้ เป่าข้าวในช้อน และยื่นมาใกล้ขนาดนี้...มันเพียงพอจะทำให้คำเ่าั้กลายเป็ของจริงโดยไม่ต้องพูดออกมา
วินค่อย ๆ ขยับตัวเข้าใกล้ ปลายริมฝีปากเขาแตะปลายช้อนที่ยังอุ่นไอน้ำ แล้วรสขิงก็แทรกเข้ามาในลำคอเหมือนกับความอุ่นที่แทรกเข้าไปในใจ...เงียบ ๆ
ไม่มีใครพูดอะไรอีกสักพัก
จนกระทั่งวินกลืนคำที่สามลงคอ ก่อนเอ่ยเบาแทบไม่ได้ยิน
"...รสชาติไม่แย่"
ธาไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่ขยับช้อนอีกคำก่อนเป่าเบา ๆ แล้วจ่อมาที่ปากอีกครั้ง
คราวนี้...วินไม่ลังเลที่จะรับมันไว้
บางทีการพึ่งพาไม่ได้แปลว่าต้องยอมแพ้เสมอไป...ถ้าเรายินยอมจะรับมันไว้ด้วยมือของตัวเอง
และบางที...
...รอยยิ้มที่คลี่อยู่ตรงริมฝีปากในตอนนี้ ก็อาจจะไม่ต้องเป็ของใครอื่นอีกแล้วนอกจากเขาเอง