เนตรแห่งปราชญ์
สกิลตรวจจับที่แข็งแกร่งที่สุดของยูจุงฮยอกสกิลระดับ SS ที่ใช้มองทะลุข้อมูลของอีกฝ่ายที่เก็บซ่อนเอาไว้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งไม่ใช่แค่หน้าต่างคุณลักษณะสกิลที่ว่าก็คือ [เนตรแห่งปราชญ์] นี่แหละ
ถ้าเขาใช้สกิลเมื่อไหร่ผมก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะถูกเปิดเผยตัวตนไปได้แต่ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกโล่งใจ
ผมยังไม่รู้ ‘คุณลักษณะ’ กับรายชื่อ ‘สกิล’ ของตัวเอง
ต่อให้ถูกยูจุงฮยอกล่วงรู้ข้อมูลแต่โอกาสนี้ก็จะช่วยให้ผมได้รู้เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น และถ้าไปได้สวยละก็ผมอาจจะใช้ข้อมูลที่ได้รู้มาพวกนั้นหนีเอาตัวรอดไปจากสถานการณ์นี้ได้
[สกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่[1]’ถูกเปิดใช้งาน!]
[‘กำแพงที่สี่’ ตรวจพบสกิลตรวจจับ ‘เนตรแห่งปราชญ์’!]
ในตอนนั้นเองประกายไฟก็แลบขึ้นกลางอากาศ ร่างกายของยูจุงฮยอกกระตุกเซ
「 ...อึก อะไรกัน 」
ยูจุงฮยอกยกมือขึ้นกุมั์ตาข้างขวาของเขาเอาไว้มองผมด้วยแววตาสับสน
“แก...เป็ใครกันแน่”
โทษทีแต่ผมเองก็อยากรู้เื่นั้นเหมือนกัน
[สกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ได้ทำการปิดกั้น ‘เนตรแห่งปราชญ์’]
...ไม่น่าเชื่อ ไม่นึกเลยว่าผมจะมีสกิลที่สามารถใช้ป้องกัน ‘เนตรแห่งปราชญ์’ได้ด้วย ถัดจาก [บุ๊กมาร์ก] ก็เป็ [กำแพงที่สี่] งั้นหรือ
แบบนี้เื่ราวจะยิ่งซับซ้อนเข้าไปใหญ่ยูจุงฮยอกจะต้องไม่เชื่อใจผมแน่
「 ต้องฆ่ามันที่นี่ 」
คนคนนี้ไม่ใช่พวกที่จะยอมเชื่อใจในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จัก
“ยูจุงฮยอก”
ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องเปลี่ยนแผน
“นายจำเป็ต้องมีสหายที่ไว้ใจได้”
“...พูดพล่ามอะไร”
“นายไม่มีวันข้ามผ่านซีนาริโอที่ 46 ไปได้ด้วยตัวเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่”
ั์ตาของยูจุงฮยอกหรี่ลง
“แกรู้เื่นั้นได้ยังไง หรือว่าแก...”
“มันไม่สำคัญว่าฉันเป็ใคร”
ผมเอ่ยขึ้นในขณะที่มองจ้องเข้าไปในั์ตาของยูจุงฮยอก
“เื่สำคัญคือฉันมีประโยชน์ต่อนาย”
「 ไม่ใช่ผู้ย้อนกลับถ้าเป็ผู้ย้อนกลับของโลกนี้ ไม่มีทางที่ฉันจะไม่รู้ 」
「 ถ้าอย่างนั้นหมอนี่เป็ใครกัน 」
「 ...หรือว่า? 」
ในสถานการณ์ที่ผมไม่สามารถซ่อนไพ่ในมือได้อีกทั้งยังไม่อาจเผยไพ่ที่แข็งแกร่งที่สุดออกไป ก็เหลือแค่วิธีการเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือใช้ไพ่ที่จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด
“ยูจุงฮยอก ฉันรู้ ‘อนาคตที่นายไม่รู้’ ”
[ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ เปิดใช้งานสกิล ‘จับเท็จ’]
[สกิล ‘จับเท็จ’ ยืนยันว่าคำพูดของคุณเป็ความจริง]
ั์ตาของยูจุงฮยอกค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น
“...ได้ยังไงกัน”
“คิดว่าไงล่ะ”
「 เป็ไปไม่ได้ นอกจากแอนนา ครอฟต์ แล้วยังมีผู้เผยพระวจนะคนอื่นอยู่อีกงั้นเหรอ แถมยังเป็ในเกาหลีใต้? 」
‘ผู้เผยพระวจนะ’คุณลักษณะเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถมองเห็นอนาคตความสามารถพิเศษในการ ‘ลบล้างสกิลตรวจจับ’ ได้ทั้งหมด ในโลก‘สามวิธีรอด’ ของจริงมีเพียงตัวละครเดียวที่คุณลักษณะที่ว่านี้
「 มีแค่ผู้เผยพระวจนะเท่านั้นที่สามารถป้องกัน ‘เนตรแห่งปราชญ์’ ของฉันได้ 」
พอเห็นว่าผมไม่ได้ตอบอะไรยูจุงฮยอกก็กัดริมฝีปากแน่น
“หรือแกใช้ ‘เนตรพยากรณ์’ ได้?”
“ทำอะไรที่คล้าย ๆ กันได้น่ะ”
“รู้อยู่แล้วสินะว่าฉันจะมาที่นี่”
“ใช่”
「 งั้นหรือ ถ้าหมอนี่เป็ผู้เผยพระวจนะก็พอจะเข้าใจการกระทำทั้งหมดนี่ได้อยู่ 」
ทิศทางเริ่มแปรเปลี่ยนความปั่นป่วนของยูจุงฮยอกถูกถ่ายทอดมาที่ผมโอกาสมีเพียงแค่ตอนนี้เท่านั้น
“ยูจุงฮยอก ฉันรู้ว่านายมีพลังพิเศษนายเองก็รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตใช่มั้ยล่ะ”
“...”
“แต่ก็น่าจะรู้ดีว่าสิ่งที่นายรู้มันยังไม่สมบูรณ์”
จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของผู้ย้อนกลับนั่นก็คือทันทีที่ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตที่ตัวเองรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน‘อนาคตจะแปรเปลี่ยน’ หรือพูดง่าย ๆก็คือ กลายเป็ว่าผู้ย้อนกลับทุกคนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ใน ‘โลกที่พวกเขาไม่รู้จัก’
“ให้ฉันเป็สหายของนาย ฉันช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของนายได้”
ดังนั้นสำหรับยูจุงฮยอกในตอนนี้ไม่มีสหายใดที่น่าดึงดูดใจได้เท่า ‘ผู้เผยพระวจนะ’ อีกแล้ว
ถ้าเป็ผมในตอนนี้ละก็ต่อให้ไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะตัวจริง ผมก็ยังสามารถเล่นบทบาทที่คล้ายคลึงกันได้เพราะผมเป็นักอ่านเพียงหนึ่งเดียวของเื่ราวนี้
[เหลือเวลา 1 นาทีก่อนซีนาริโอจะสิ้นสุดลง]
ยูจุงฮยอกก้มหน้าลงเริ่มครุ่นคิด
「 ‘ผู้เผยพระวจนะ’ จะต้องมีประโยชน์แน่ 」
[เหลือเวลาอีก 50 วินาทีก่อนซีนาริโอจะสิ้นสุดลง]
「 ไม่ใช่แค่ซีนาริโอที่ 46 แต่ยังมีประโยชน์ตอนที่ต้องต่อสู้กับพวก ‘ซาราทุสตรา’ ในวันข้างหน้า แต่...จะไว้ใจได้จริงหรือ 」
[เหลือเวลาอีก 40 วินาทีก่อนซีนาริโอจะสิ้นสุดลง]
「 สหาย 」
ในที่สุดยูจุงฮยอกก็เงยหน้าขึ้นเป็ตอนเดียวกับที่ผมหันไปมองนาฬิกาด้วยความกระวนกระวายใจพอดี
“ตัดสินใจแล้ว ฉันจะให้แกเป็สหาย”
[พลังจิตใจของคุณถูกใช้หมดอย่างรวดเร็วจากการจดจ่อที่มากเกินไป]
[สกิลเฉพาะตัว ‘มุมมองนักอ่านพระเ้า’ ถูกยกเลิกการใช้งาน]
ไม่รู้ว่าเป็เพราะความเหนื่อยล้าหรือเพราะโล่งใจสกิลเฉพาะตัวเลยถูกปลดปล่อยเอาในจังหวะสำคัญพอดีมันทำให้ใบหน้าของยูจุงฮยอกให้ความรู้สึกยากจะเข้าใจเหมือนหนังสือปรัชญาที่ไม่มีคำอธิบายใด ๆ เขียนกำกับไว้
ยูจุงฮยอกพาผมวิ่งข้าม ‘สะพานเลขคู่’ แน่นอนว่าเขายังคงจับคอเสื้อผมเอาไว้เหมือนเดิมแต่...ถึงยังไงตอนนี้เื่ทั้งหมดก็คลี่คลายลงด้วยดีแล้วผมสามารถเกลี้ยกล่อมไอ้ผู้ย้อนกลับบัดซบนี่ได้สำเร็จ รู้สึกภูมิใจในตัวเองชะมัด
แต่ตอนที่พวกเรากำลังจะข้ามพ้นสะพานจู่ ๆ ยูจุงฮยอกก็หยุดวิ่ง ทั้ง ๆ ที่เขตพื้นที่ปลอดภัยก็อยู่ข้างหน้านี่แล้วแท้ ๆ
“ขอถามสักเื่เป็ครั้งสุดท้าย”
“อะไร”
“ถ้าแกเป็ ‘ผู้เผยพระวจนะ’ จริง ๆ งั้นก็คงอ่านอนาคตของตัวเองได้ด้วยใช่มั้ย”
วินาทีที่เห็นแววตาดื้อรั้นทั้งสองข้างของยูจุงฮยอกเส้นขนทั่วร่างก็พลันลุกชันขึ้นมา การทดสอบของไอ้เวรนี่ยังไม่จบ แรงจากมือที่กุมคอเสื้อผมไว้แน่นทำให้ผมหายใจไม่ออก
“แค็ก”
มือของเขาที่หิ้วผมไว้ค่อยๆ ขยับทีละน้อย ปลายเท้าของผมััได้ถึงสายลมที่พัดผ่านสิ่งที่อยู่ใต้เท้าเป็แค่อากาศว่างเปล่าอย่างแท้จริง
ท่ามกลางกระแสน้ำของแม่น้ำฮันที่มีแต่กลิ่นคาวเืพวกอิกทิโอซอรัสอ้าปาก รอจ้องจะตะครุบเหยื่อ
“ตอนนี้ฉันจะปล่อยมือนี่หรือไม่ปล่อยกันล่ะ”
เป็ครั้งแรกที่เหงื่อเย็นเฉียบไหลอาบท่วมแผ่นหลังพอลองคิดดูให้ดีถึงแม้จะไม่มีประโยคบรรยายใด ๆแต่ผมก็รู้เื่เกี่ยวกับเขาดียิ่งกว่าใคร ผมหลับตาลงนึกถึงภาพของยูจุงฮยอกที่ตัวเองรู้จัก
[เหลือเวลาอีก 20 วินาทีก่อนซีนาริโอจะสิ้นสุดลง]
และผมก็ตัดสินใจแล้ว
“ยูจุงฮยอก”
ถ้าเป็เขาคนนั้นละก็จะต้องทำแบบนี้แน่ไม่ว่าจะลองคิดทบทวนกี่ครั้งยูจุงฮยอกที่ผมรู้จักก็จะไม่มีวันตัดสินใจแบบอื่น
ผมพูดขึ้นขณะเดียวกันก็มองเ้าแห่งท้องทะเลที่กำลังแหวกว่ายทวนกระแสน้ำเข้ามาใกล้
“ขอบอกไว้สองเื่ก็แล้วกัน”
“...ว่าไงนะ”
“เื่แรก ฉันไม่ใช่ลูกน้องของนายและฉันหวังว่าั้แ่นี้เป็ต้นไปนายจะปฏิบัติต่อฉันอย่างเท่าเทียม”
“...”
“เื่ที่สอง ในเมื่อฉันยอมให้ความร่วมมือกับนายนายก็ควรสัญญาว่าจะร่วมมือกับฉันดี ๆ”
ยูจุงฮยอกพยักหน้าเขามองผมด้วยความสนใจ
“แล้วคำตอบล่ะ”
ผมหัวเราะก่อนจะเอ่ยตอบ
“ปล่อยมือนี่แล้วไสหัวไปซะ ไอ้บัดซบ”
แรงที่คว้าตัวผมไว้พลันหายวับไปแรงดึงรั้งมหาศาลเข้าแทนที่จนผมตระหนักได้ว่า นี่สินะที่เรียกว่าแรงโน้มถ่วงของโลก
ผมมองเห็นใบหน้าของยูจุงฮยอกรางๆ ในขณะที่ตัวเองกำลังร่วงหล่นไม่รู้ว่ายูจุงฮยอกจะยินดีอะไรขนาดนั้นหมอนั่นกำลังหัวเราะอย่างสดใสจนทำให้ตาพร่า
ไอ้ชาติหมา
“ฉันเชื่อแล้ว แกเป็ผู้เผยพระวจนะจริง ๆ”
ตำแหน่งที่ผมร่วงหล่นลงไปสิ่งที่กำลังรอผมอยู่คือปากของเ้าแห่งท้องทะเลตัวั์
ร่างของผมปะทะเข้ากับอุณหภูมิเย็นเยียบของแม่น้ำฮันผมสูดหายใจลึกขณะเดียวกันความมืดมิดอันแสนกว้างใหญ่ก็กลืนกินผม
[คุณล้มเหลวในการเคลียร์ซีนาริโอ]
[1] กำแพงที่สี่ (TheFourth Wall) กำแพงที่กั้นระหว่างนักแสดงกับคนดู เป็กำแพงล่องหนกั้นโลกสมมติที่ละครกำลังดำเนินไปออกจากโลกจริงหรือก็คือคนดูในการแสดงละครเวที เป็ที่รู้กันว่านักแสดงจะหันหากำแพงเพียงสามด้านเท่านั้นได้แก่ ด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลังของเวทีพวกเขาแทบจะไม่หันไปยังกำแพงด้านที่สี่ซึ่งเป็ด้านของผู้เข้าชมละครเลยเพื่อรักษามนตร์สะกดแห่งเื่ราวและให้นักแสดงถอยห่างจากโลกจริงให้มากที่สุดรวมทั้งเพื่อให้ผู้ชมหรือคนดูจดจ่อกับละครนั้น ๆ ให้ได้มากที่สุดด้วยเช่นกัน