บทที่ ๑
สุสานจิ๋นซีจักรพรรดิฉินสื่อหวงปิงหมาหย่ง (秦始皇兵馬俑) แปลว่า หุ่นทหารและม้าของฉินสื่อหวง
ความยิ่งใหญ่อลังการแฝงด้วยกลิ่นอายเย็นเยียบน่าเกรงขามของสุสานจิ๋นซีจักรพรรดิซ่อนเร้นไว้ใต้ผืนพิภพเนิ่นนานกว่าสองพันปีต้องมาถูกรบกวนด้วยพวกมนุษย์ตัวเล็กๆ แสนต่ำต้อย มิอาจเทียบความสูงส่งของจิ๋นซีจักรพรรดิได้
ฉินฉื่อหฺวังตี้ ผู้สร้างกำแพงเมืองจีนสิ่งก่อสร้างอันน่าตื่นตะลึงของคนทั้งโลก
ฉินฉื่อหฺวังตี้ จักรพรรดิผู้เกรียงไกรหลอมรวมผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ให้เป็อันหนึ่งอันเดียวกัน
ฉินฉื่อหฺวังตี้จักรพรรดิทรราชผู้เหี้ยมโหดในสายตาชาวโลก
ทว่าไม่มีผู้ใดปฏิเสธความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระองค์ที่แม้เวลาผันผ่านมาถึงสองพันปีแล้วชื่อเสียงเ่าั้ยังคงประทับยืนยาวจนถึงทุกวันนี้
เหล่ารูปปั้นตุ๊กตาดินเผาหน้าตาบึ้งตึงใบหน้าเหลี่ยม ริมฝีปากหนา ดวงตาคล้ายปิดคล้ายไม่ปิด ตุ๊กตาดินเผานับพันตัวแต่กลับมีใบหน้าและรูปร่างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแทบรู้สึกถึงิญญาที่วนเวียนอยู่ในสุสานทั้งที่หามีจริงไม่เหล่ารูปปั้นม้าศึกราวมีชีวิตพร้อมจะโผนทะยานไปข้างหน้า
ม่านกำมะหยี่สีดำแผ่ปกคลุมทั่วผืนฟ้าราตรีอันมืดมิดมาเยือนในที่สุด ในบริเวณสุสานที่อุ่นหนาฝาคั่งด้วยนักท่องเที่ยวคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เ้าหน้าที่เดินปิดไฟบางจุดด้วยฝีเท้าเงียบกริบเขาพยักหน้าให้เด็กหญิงที่ยืนมองเขาอยู่ก่อนแล้วอย่างคุ้นเคย ่เดือนเมษายนอากาศกำลังเย็นสบายแต่คนที่สวมเสื้อแจ็กเกตเนื้อบางสีฟ้าสดใสกลับมีเหงื่อซึมบนใบหน้าเล็กรูปหัวใจเธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานเท่าไรแล้วไม่รู้ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องไปยังรูปปั้นเ่าั้ มือเล็กลูบแขนตัวเองเบาๆ
“กลับบ้านได้แล้ว องค์หญิงน้อย”
เด็กหญิงตื่นจากภวังค์หันไปทางเสียงเรียกร่างน้อยย่อกายอ่อนช้อยงดงามแสดงความเคารพประดุจชายวัยกลางคนตรงหน้าคือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เธออมยิ้มกับแววตาตื่นตะลึงของบิดาที่ทำเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ชินกะพริบตาถี่ๆ เมื่อกี้มันคืออะไรกันภาพของบุตรสาวตัวน้อยผู้น่ารักกลับกลายเป็หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าคมซึ้งงามสง่าสวมอาภรณ์สีขาวเนื้อผ้าพลิ้วไหวประดุจเทพเซียนผมยาวดำลื่นประดุจสายน้ำถูกมวยขึ้นปักปิ่นหยกสีเขียวเหลือบแดงงดงามโฉมสะคราญบริสุทธิ์ราวกับดอกบัวแสนพิสุทธิ์ในผืนน้ำ
แย่แล้ว! เขาโหมงานหนักเกินไปแน่ๆต้องรีบกลับบ้านไปให้แม่อีหนูบำรุงเลี้ยงดูโดยเร็วที่สุด
“เซี้ยวใหญ่แล้วเรา แม่โทร.มาตามแล้วเย็นนี้มีน้ำแกงไก่ตุ๋นเกาลัดที่หนูชอบด้วยนะ”
ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนเปล่งประกายวิบวับใครจะมีความสุขเท่าหนูชัญญาไม่มีอีกแล้ว
ช่างประเสริฐเสียนี่กระไร
“มาทุกวันไม่เบื่อบ้างหรือไง” ชินผู้เป็บิดาวางมือบนไหล่บุตรสาวถามด้วยกระแสเสียงเอ็นดูเหลือล้น
เด็กหญิงส่ายหน้า “จะเบื่อได้อย่างไรคะหนูยังจำใบหน้าของรูปปั้นทั้งแปดพันคนยังไม่หมดเลย”
ชินเลิกคิ้ว “เอางั้นเชียว”
บุตรสาวของเขาเห็นสิ่งเหล่านี้เป็เื่น่ารื่นรมย์ได้อย่างไรกันหนอคิดแล้วชินก็ส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจนัก
“แล้วเดือนหน้าเราต้องไปที่ไหนกันอีกคะ”เธอถามอย่างกระตือรือร้น
“พระราชวังเร้นกายในหุบเขาที่เพิ่งถูกค้นพบในมณฑลฝูเจี้ยนพวกเราจะเป็ทีมแรกที่เข้าไปสำรวจและบันทึกรายละเอียด”
เด็กน้อยตาวาวยิ้มแก้มปริทั้งร่างสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น
“เย้ๆ ๆ ๆพวกเราจะได้ไปเป็ทีมแรกเลยหรือคะ สุโก้ย!อย่างแรกหนูขอดื่มชาขึ้นชื่อของฝูเจี้ยนก่อนเลย”
เด็กหญิงที่มักแสดงกิริยาเคร่งขรึมเกินวัยกำลังะโโลดเต้นอย่างมีความสุขเธอวิ่งนำหน้าบิดาไปหลายก้าวแล้วหันมากวักมือเรียกให้วิ่งไล่ตามเธอไป
ชัญญาหลงใหลในเื่ราวของยุคอดีตเฉกเช่นบิดา
ด้วยวัยเพียงสิบขวบเธอกลับติดสอยห้อยตามบิดามารดาไปทั่วโลกและมาหยุดนิ่งที่ประเทศจีนนานกว่าสามปีแล้วบิดาของเธอเป็นักโบราณคดีผู้มีชื่อเสียงรอบรู้เื่ราวสิ่งต่างๆ มากมายไขปริศนาโบราณสถานลึกลับซึ่งยังไม่เป็ที่เปิดเผยในประเทศต่างๆท่านไม่เคยหยุดอยู่กับที่ และนั่นถือเป็ความโชคดีของเด็กน้อย
ชินไม่เคร่งเครียดเื่การเข้าโรงเรียนของชัญญายิ่งเมื่อรู้ว่าบุตรสาวไม่ธรรมดา นั่นยิ่งทำให้เขาเลิกบังคับกะเกณฑ์เธอโดยปริยาย
ชัญญา แปลว่า ผู้ประเสริฐ ผู้รู้
พวกเขาตั้งชื่อบุตรสาวก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีกใครจะสามารถล่วงรู้อนาคตได้ว่า เธอจะกลายเป็ผู้รู้ความเกินกว่าเด็กทั่วไป
อายุหนึ่งขวบสามารถพูดภาษาไทยได้ชัดเจนเดินวิ่งคล่องแคล่ว กล้าคิดกล้าถาม
สองขวบเขียนอ่านภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้เล่นดนตรีได้หลายชิ้น
สามขวบสามารถทำข้อสอบของเด็กมัธยมต้นได้วาดภาพเหมือนจริงทั้งที่ได้เห็นเพียงครั้งเดียว
ห้าขวบเริ่มสนใจเกมออนไลน์ต่างๆไม่ใช่ชอบเล่น แต่ชอบเขียนโปรแกรมสร้างเกมขึ้นมาเล่นเอง
หกขวบเธอเริ่มติดตามบิดาไปยังโบราณสถานต่างๆจดจำเส้นสายสถาปัตยกรรมงดงามแฝงด้วยมนตร์ขลังอย่างหลงใหล และถ่ายทอดความแข็งแกร่งผสานความอ่อนช้อยลงในสมุดสเกตช์ภาพส่วนตัว
ปีนี้ชัญญาอายุสิบขวบชินไม่รู้ว่าในหัวสมองของบุตรสาวอัดแน่นด้วยสิ่งใดบ้าง มากมายเหลือคณานับสักเท่าใดเธอทิ้งเทคโนโลยีในมือทั้งหมดแล้วมาติดตามเขาเงียบๆเดินดูรอบโบราณสถานทั้งหมดด้วยสีหน้าดื่มด่ำราวกับได้พบสมบัติอันล้ำค่าทั้งที่วัยเพียงเท่านี้สมบัติล้ำค่าของเธอน่าจะเป็ตุ๊กตาบาร์บี้หรือไม่ก็ชุดน้ำชาสวยงามน่ารักสำหรับเด็กหญิง
เขาไม่กล้าคาดเดาอนาคตของบุตรสาวว่าจะเป็ไปทางใดเขาแค่พยายามให้เธอเป็มนุษย์ปุถุชนธรรมดาเท่าที่จะทำได้ ส่งเสริมจริยธรรมอันดีงามเพื่อให้เธอใช้ยึดถือปฏิบัติไม่ทำตนให้เป็ที่เดือดร้อนของผู้อื่น
และที่สำคัญที่สุดคือไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน
เด็กหญิงก้าวขึ้นนั่งในรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยจึงควักสมุดสเกตช์ภาพประจำกายออกมาพร้อมดินสอดำแท่งหนึ่งเปิดไฟในรถ หลับตา แล้วเขียนลงสมุด
ชินนั่งประจำที่คนขับแอบมองบุตรสาวแล้วยิ้มบางๆ ตัวอักษรจีนโบราณขีดเขียนบนกระดาษอาร์ตสีขาว อ่านได้เป็โคลงบทหนึ่งไม่รู้ว่าเด็กน้อยไปจำมาจากไหน เขาเห็นปากเล็กๆ ขมุบขมิบอ่านโคลงจึงเอ่ยแก้ตัวที่อ่านผิดให้บุตรสาว เด็กน้อยหันมาส่งยิ้มตาหยี เอ่ยขอบคุณเขาเบาๆ
บุปผาโรยราร่วงหล่น สายชลพลัดพรากสิงขร
สายร่างหนึ่งนางจากจรมิอาวรณ์ดวงใจไร้กาล
“หนูไปจำมาจากไหน” ในสุสานจิ๋นซีจักรพรรดิไม่มีโคลงบทนี้เขามั่นใจ
“หนูฝันค่ะ ั้แ่มาถึงจีนหนูฝันถึงโคลงนี้บ่อยมาก แต่ตัวหนังสือมันรางเลือนเหมือนมีหมอกหนาอยู่ตรงหน้าทำอย่างไรก็อ่านตัวอักษรบนป้ายสลักหินไม่ได้สักที แต่เมื่อกี้อยู่ดีๆหนูก็เห็นภาพแผ่นหินนั้นในหัว”
“ฝันอย่างนั้นหรือ ฮ่าๆ เ้าตัวเล็กเอ๊ยอยู่กับพ่อมากไปจนฝันเป็ตุเป็ตะแล้วละสิเนี่ย ไปเถอะ กลับไปอ้อนแม่กัน”
รถเคลื่อนตัวออกสู่ถนนมุ่งไปทางทิศตะวันออกกลับไปหารังอันอบอุ่นของครอบครัวนกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่นขอแค่มีกันและกันตลอดไป
เื่นี้เขียนไว้ั้แ่ปี 58ค่ะ ตอนนั้นเพิ่งอ่านนิยายจีนใหม่ๆ อ่านแล้วก็คันไม้คันมืออยากเขียนบ้าง
มีอะไรแปลกๆ ทักได้นะคะ
เลี่ยงหลิน