ในคราแรกนั้นเถ้าแก่ของร้านอาหาร้าจะเข้าไปขอบคุณชายหนุ่มที่ช่วยเหลือพนักงานของเขาด้วยความซาบซึ้งใจ แต่หลังจากที่ชายหนุ่มพูดว่ารู้จักกับคนของสำนักกระบี่ขาว ทำให้เถ้าแก่ชะงักฝีเท้าลงอย่างหวาดหวั่นพลางครุ่นคิดอีกครา หากเขาเป็สหายกันจริงเหตุใดจึงต้องถือมีดเดินเข้าหาชายคนนั้นด้วยเล่า?
“อ้ากกกกก!” ยังไม่ทันที่เถ้าแก่เนี้ยจะคิดว่าชายหนุ่ม้าจะทำสิ่งใด เสียงกรีดร้องก็ดังออกจากปากของชายเคราะห์ร้ายอีกครา เถ้าแก่เนี้ยเงินหน้ามองด้วยสีหน้าตกตะลึง ชายหนุ่มก่อนหน้านี้เดินเข้าไปนั่งยองๆข้างๆเลี่ยบัน ก่อนจะปักมีดลงไปที่ขาของมันด้วยความรวมเร็วจนมิดด้าม
“นั่น.....มันแทงมีดทะลุขาผู้ฝึกยุทธ์ฝึกหัดระดับสาม......เ้าเด็กนี่เป็ใครกันแน่?” เถ้าแก่เนี้ยอุทานออกมาเบาๆ เพียงแต่เสียงกรีดร้องยังคงดังขึ้นอย่างโหยหวนและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เมื่อเหยียนชิงค่อยๆลากมีดขึ้นไปที่ต้นขาของมัน
“คิดว่าอย่างไรดีพี่ชาย? ข้าก็มีสหายอยู่ที่สำนักอะไรขาวๆนั่นเหมือนกัน เพราะเหตุนี้ข้าก็เลยถือว่าท่านเป็เพื่อน จึงมอบหนทางให้ท่านได้ตัดสินใจ เ้ายังอยากเก็บไอ้ของทำพันธุ์ของเ้าเอาไว้หรือไม่!?” เหยียนชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังดี พร้อมกับรอยยิ้มแห่งฤดูร้อนที่ผลิบานออกมาบนใบหน้าของเขา เพียงแต่ไม่มีใครในร้านมองว่ายิ้มของชายหนุ่มนั้นจะดูงดงามเลยซักนิด พวกเขาต่างคิดว่าชายหนุ่มเืเย็นถึงขนาดที่ถลกหนังไปยิ้มไปได้ทำให้บรรยากาศในร้านกลับมาเคร่งเครียดเช่นเดิม ทุกคนต่างเฝ้ามองชะตากรรมของชายผู้โชคร้ายอย่างใจจดใจจ่อ ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่มีใครจะเก่งกาจพอจะไปต่อยตีกับผู้ฝึกยุทธ์ได้หากไม่ได้เป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นเดียวกัน จึงทำได้เพียงเก็บความแค้นใจเอาไว้เท่านั้น
เพราะเหตุนี้การเฝ้ามองเลี่ยบันถูกทรมานจึงเป็สิ่งบันเทิงใจคนในร้านมากจนไม่มีใครคิดจะเข้าไปห้าม….
“ไม่...อย่า...ได้โปรดน้องชาย เหลือมันเอาไว้ เหลือมันเอาไว้ให้ข้าเถอะ ข้ายอมแล้ว....”เสียงเลี่ยบันร้องขอความเมตตาจากเหยียนชิงด้วยความเวทนา
“ไม่ใช่เลย เ้าเข้าใจอะไรผิดไปแล้ว คนที่เ้าควรจะขอร้องไม่ใช่ข้า แต่เป็นางต่างหาก” เหยียนชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบก่อนจะค่อยๆบิดมีดที่ปักอยู่ตรงต้นขาของชายคนนั้นจนเป็เกลียว
“อ้ากกกก!!” เสียงกรีดร้องอันน่าอนาถใจดังขึ้นมาอีกครา
“เ้าคิดจะล่วงละเมิดนางทั้งร่างกายและวาจา เ้ายังจะมีหน้ามาขอความเมตตาจากข้าอีกรึ? คนที่จะควรไปขออภัยคือนางไม่ใช่ข้า!!”เหยียนชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเงียบ “อีกอย่างหนึ่ง.....นางได้ให้สัญญากับข้าก่อนหน้านี้แล้วว่าจะกลับมาคุยกับข้าหากนางเสร็จงาน แต่เ้ากลับมาก่อกวนนางจนทำให้ทุกอย่างมันล่าช้า ลองบอกข้าหน่อยว่าข้าควรจะเมตตาเ้าเช่นไรดี?” น้ำเสียงของชายหนุ่มทุ้มต่ำลงไปเรื่อยๆจนบรรยากาศเย็นยะเยียบขึ้นมา เลี่ยบันได้แต่นั่งตัวสั่นอยู่ที่พื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ชั่วชีวิตที่เขาเกิดมายังไม่เคยสู้รบกับใครจริงจังเลยซักครา เขาเพียงแค่อาศัยชื่อสหายของเขาเพื่อข่มเหงผู้คนเท่านั้น แม้กระทั่งเ้าเมืองก็หลับตาข้างหนึ่งเมื่อเขาข่มขู่ด้วยชื่อสหายของเขา ชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะเป็คนแรกที่ไม่หวาดกลัวสำนักกระบี่ขาว ถึงมันจะบอกว่ามีสหายอยู่ที่สำนักนี้เช่นกัน แต่เหตุใดเขารู้สึกได้ว่ามันเพียงแค่พูดประชดประชันเท่านั้น?
“พี่สาว.......พี่สาว ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรด.......ได้โปรดให้อภัยข้าด้วย...” เลี่ยบันรีบกุลีกุจอคลานไปหมอบต่อหน้าหญิงสาวด้วยความรวดเร็วและกราบกรานนางทั้งๆที่ยังาเ็อยู่ ในเวลานี้เขาละทิ้งศักดิ์ศรีและเกียรติยศทุกอย่างที่มีเพื่อเอาชีวิตรอดไปก่อน ดังคำที่ว่าทิ้งเกียรติเพื่อรักษาชีวิตหากจะเอามาใช้บรรยายเลี่ยบันยามนี้ก็นับว่าไม่ผิดแปลกแม้แต่นิด
“เอ่อ......นี่.....ข้าก็ไม่ได้โกรธอะไรขนาดนั้น คุณชาย ท่านช่วยยกโทษให้เขาจะได้หรือไม่” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดขัด นางเป็เพียงหญิงบริกรเท่านั้นแต่กลับมีคนกำลังหมอบกราบอยู่ตรงหน้านาง นั่นทำให้นางรู้สึกใจอ่อนขึ้นมา นอกจากนี้ชายหนุ่มยังลงมือรุนแรงต่อมันจนไม่อาจหนีไปไหนได้ทำให้นางไม่คิดจะถือโทษเลี่ยบันอีกต่อไป
เถ้าแก่เนี้ยของร้านมองหน้านางด้วยสายตาเลิกลักคล้ายจะบอกใบ้อะไรบางอย่าง เพียงแต่หญิงสาวไม่เข้าใจสิ่งที่เถ้าแก่้าจะบอก เมื่อมองไปที่เหยียนชิงดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจอะไรบางอย่างแต่ก็แสร้งทำเป็นิ่งเงียบเอาไว้
เหยียนชิงเหลือบมองถุงที่อยู่ข้างเอวของเลี่ยบันก่อนจะแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมาพร้อมทั้งตวัดมือรวบมันเอาไว้ที่เขา “นี่ถือว่าเป็ค่าชดใช้ที่เ้าใช้สายตาโลมเลียนางและทำให้ข้าเสียเวลา เ้าคัดค้านหรือไม่?” เหยียนชิงเอ่ยถามเลี่ยบันอีกครา มีดที่เพิ่งดึงออกมาจากขาของเลี่ยบันยังคงมีคราบโลหิตติดอยู่ ภาพตรงหน้านั้นทำให้เลี่ยบันไม่กล้าที่จะปฏิเสธชายหนุ่มอีกต่อไป ถ้าหากว่าชายหนุ่ม้าแขนอีกข้างของเขา เขาก็คงต้องมอบให้ด้วยความหวาดกลัวเหลือคณา
“ไม่.....ข้าขอมอบมันให้ท่าน ถือว่าเป็ค่าชดใช้ที่ข้าทำรุ่มร่ามกับนาง....”
เหยียนชิงหันกลับไปถามความเห็นของหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังสั่นกลัวอยู่ นางเพียงพยักหน้าน้อยๆของนางเป็สัญญาณให้เขาปล่อยเลี่ยบันไป
“ถ้าพี่สาวกล่าวเช่นนั้นข้าก็ตกลง ส่วนเ้า รีบไสหัวออกไปจากเมืองนี้ซะ อย่ากลับมาให้ข้าเห็นอีกเป็อันขาด!” เหยียนชิงขู่เลี่ยบันจนขวัญหนีดีฝ่อ มันรีบไสตัวพุ่งออกจากร้านไปด้วยความหวาดกลัวจนไม่คิดจะหันกลับมามองข้างหลังแม้เพียงนิด เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นจากไปแล้ว เหยียนชิงจึงกลับมามีท่าทีเยือกเย็นเช่นเดิม เพียงแต่เมื่อหันไปคุยกับหญิงสาวบริกรคราใดชายหนุ่มก็จะเปลี่ยนเป็คนละคนอย่างรวดเร็ว
“…..เสือผู้หญิงชัดๆ”
บรรยากาศในร้านค่อยๆสงบลง หลายคนมองมายังชายหนุ่มด้วยความนับถือก่อนจะกลับไปนั่งที่ของตน เถ้าแก่เนี้ยที่เพิ่งจะรู้สึกตัวรีบสาวเท้าเข้ามาหาชายหนุ่มด้วยความกังวลใจ เขาหันหน้าไปดุพนักงานหญิงของเขาด้วยความโมโห
“เ้ามันไร้เดียงสา ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว เ้าคิดหรือว่ามันจะให้อภัยในสิ่งที่เ้าทำ มันจะต้องกลับมาตามล้างแค้นเ้าแน่ ทำไมเ้าไม่ฟังที่ข้าเตือนเ้าไปก่อนหน้านี้! เ้าจะทำให้พวกเราตายกันหมดทั้งร้าน”
“นี่....น้องชาย ข้าไม่อยากจะสอดแทรกเื่พวกเ้า แต่เ้านั่นคือเลี่ยบันแห่งกองโจรูเาสุนัขโหย ถึงมันจะขี้ขลาดและบ้ากามแต่มันก็มีกองโจรและศิษย์ของสำนักกระบี่ขาวหนุนหลังอยู่ น้องชายจะปล่อยมันไปจริงๆรึ เ้าไม่กลัวว่ามันจะมาสร้างปัญหาให้เ้าในอนาคตรึอย่างไร?” เถ้าแก่เนี้ยถามชายหนุ่มด้วยความกระวนกระวายใจ หากมันกลับไปยังรังโจรมันย่อมจะต้องยกพวกกลับลงมาล้างแค้นเป็แน่ เมื่อถึงเวลานั้นร้านของเขาก็คงจะไม่เหลือแม้กระทั่งตอตะโกให้เห็นเป็ต่างหน้าแม้แต่น้อย
เหยียนชิงยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เขาไม่ได้ตอบคำของเถ้าแก่แต่อย่างใด ชายหนุ่มเพียงแค่เงยหน้ามองขึ้นไปบนเพดานของร้านค้าเท่านั้นก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆกับเถ้าแก่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ทำให้เถ้าแก่รู้สึกขนลุกเมื่อจ้องมองใบหน้าของเขาทันที
“ข้าขอขึ้นไปบนปล่องไฟร้านท่านสักครู่ได้หรือไม่?”
ห่างออกไปจากนอกเมืองไม่ไกลนัก เลี่ยบันกำลังพยุงร่างกายโชกเืของตนวิ่งออกจากเมืองด้วยความเร็วที่เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้พร้อมทั้งกัดฟันด้วยความแค้น
“เ้าหนูนั่น กล้าทำให้ข้าอับอายขายหน้า มันจะต้องไม่ตายดี!” มันพูดขึ้นด้วยความบ้าคลั่ง ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สำนึกเสียใจในสิ่งที่ตนทำไปเท่าใดนัก ในตอนนั้นเองเลี่ยบันก็ล้วงเอาหยกสื่อสารสีเขียวทึมแผ่นหนึ่งขึ้นมาพลางส่งพลังปราณเข้าไปข้างใน ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงชายคนหนึ่งเอ่ยกับเขาผ่านทางหยกสื่อสาร
“พี่เลี่ย? เกิดสิ่งใดขึ้น ข้าไม่คิดมาก่อนว่าท่านจะติดต่อกับข้าในยามนี้” เสียงปลายทางเอ่ยด้วยความฉงนใจ แต่เลี่ยบันไม่มีอารมณ์จะถามหาสารทุกข์สุขดิบอะไรกับชายปลายสายยามนี้เท่าไรนัก
“ไป๋ชิง ช่วยข้าด้วย! ข้าโดนคนทำร้าย มันตัดมือของข้าไป!” เลี่ยบันะโใส่แผ่นหยกด้วยความคับแค้นใจ เขาไม่เคยถูกหยามเกียรติถึงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
“ผู้ใดกล้าทำร้ายท่านกัน? บอกข้ามา ข้าจะไปตัดหัวมันมาให้ท่าน!” น้ำเสียงของไป๋ชิงแข็งกร้าว เขากำลังตั้งใจฟังชื่อของคนที่มาทำร้ายสหายของเขาอย่างใจจดใจจ่อ
ในตอนนั้นเอง ลูกศรปราณสีเงินก็พุ่งทะยานจากในตัวเมืองไปยังเลี่ยบันด้วยความเร็วสูงจนเขาไม่อาจตั้งตัวได้
“ยามนี้ข้าอยู่ที่เมืองทะเลสาบเงาจันทร์ ข้ารู้เพียงแค่ว่า.............”
เสียงของเลี่ยบันขาดหายไปพร้อมๆกับศีรษะของเขาที่หลุดออกจากบ่า มันขาดออกจากกันแล้วกลิ้งขลุกๆลงมาที่ข้างเท้าของมัน ดวงตายังคงเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้นโดยที่ไม่มีโอกาสได้กรีดร้องแสดงความเ็ปแม้เพียงเสี้ยวเดียว สายโลหิตแดงเข้มพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศเกือบๆครึ่งจั้งจนในที่สุดมันก็ล้มลงไปไม่ไหวติงตลอดกาล
ที่ปล่องควันของร้านค้าในเมืองกลับปรากฏร่างของชายหนุ่มที่ค่อยๆลดคันธนูลงจากบ่า สายตาของเขากวาดมองไปที่ศพของเลี่ยบันด้วยความเวทนาก่อนจะเผยยิ้มเ้าเล่ห์ขึ้นมาอีกครา เหยียนชิงก้าวลงจากปล่องควันพร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“คนตายพูดไม่ได้~”
--------------------------------
ที่เมืองเทวะสุริยัน เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิเทพเมฆา กลุ่มคนสามคนเพิ่งจะเดินทางผ่านประตูเวทเคลื่อนย้ายทางไกลว่าวันกว่าๆ พวกเข้าค้นหาชายหนุ่มที่ประมุขได้หมายหัวเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะค้นหาอย่างไรก็ไม่พบร่องรอยของมันแม้แต่นิดเดียว จนในที่สุดทั้งสามคนต่างแยกย้ายกันค้นหาจนกระทั่งถึง่บ่ายของวัน ชายสองหญิงหนึ่งก็กลับมารวมตัวกันอีกครา แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มหนึ่งในสามคนนั้นหน้าตาจะดูไม่ค่อยจะดีเสียเท่าไร
“เป็อะไรไปศิษย์พี่ ท่านทำหน้าอย่างกับกินของผิดสำแดงมาอย่างนั้นแหละ” น้ำเสียงใสของหญิงสาวข้างเขาเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้นไป๋ชิง เ้ามีเื่ไม่สบายใจหรือเปล่า?” ชายชราอีกคนก็ถามเขาด้วยความสงสัยเช่นกัน
“สหายของข้าเหมือนว่าจะถูกทำร้าย ผู้าุโข้าขอเดินทางไปยังเมืองทะเลสาบจันทร์เสี้ยวก่อนได้หรือไม่?” ไป๋ชิงเอ่ยขอชายชราด้วยความไม่สบายใจ เสียงจากแผ่นหยกนั้นขาดหายไป บางที่สหายของเขาคง.....
“สหายของเ้า อย่าบอกข้าว่าเป็เลี่ยบัน? กับเ้าสารเลวนั่นเ้ายังคบมันเป็สหายได้อีกรึ” ชายชราตอบไป๋ชิงด้วยความโมโห ดูเหมือนเขาก็ไม่เห็นด้วยที่ไป๋ชิงจะไปคบหากับโจรูเาที่ป่าเถื่อนเ่าั้
“พี่เลี่ยมีบุญคุณกับคราในครั้งก่อน หากข้าไม่อาจไปช่วยเขาได้ ข้าจะนับเป็ตัวอะไรกัน มิใช่เป็พวกตระบัดสัตย์หรอกรึ? ผู้าุโ ข้าให้สัญญาว่าจะไปไม่นานแล้วจะรีบกลับมาแน่นอน” ไป๋ชิงขอร้องชายชราอีกคราด้วยความแน่วแน่
“เฮ้อ.........จงอย่าลืมว่าเ้าได้รับมอบหมายจากท่านประมุขสาขาให้หาตัวเ้าเด็กคนนั้น แต่ก็เอาเถอะ...ท่านก็ได้กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าให้พวกเ้าได้มาฝึกฝนกันด้วย ถ้าเ้าจะไปก็จงไปเสีย แต่จงพาไป๋เลี่ยไปด้วย หากมีเหตุไม่คาดคิดนางก็จะเป็กำลังให้เ้าได้” ชายชราถอนหายใจออกมาพร้อมทั้งเอ่ยให้เขาพาศิษย์น้องของเขาตามไปด้วยเพื่อความแน่ใจ
“ใช่แล้วศิษย์พี่ ให้ข้าไปกับท่านด้วยนะ!” เสียงของไป๋เลี่ยเจื้อยแจ้วอยู่ด้านหลังของเขา
ไป๋ชิงไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของผู้าุโ อย่างไรเขาก็เห็นว่าสองหัวนั้นย่อมดีกว่าหัวเดียว
“หากเ้าจัดการปัญหาของเ้าเสร็จแล้วก็จงรีบกลับ ข้าจะยังคงตามหาเ้าเด็กนั่นอยู่ในเมืองหลวง หากเ้ามีปัญหาอันใดก็จงติดต่อข้าผ่านทางหยกสื่อสารนี่” เมื่อชายชราพูดจบเขาก็โยนแผ่นหยกสีเขียวอ่อนให้แก่ไป๋ชิง ดูเหมือนว่ามันจะมีความสามารถติดต่อสื่อสารได้ดีกว่าหยกสีเขียวทึบนับเท่าตัว
“ข้ารู้ว่าเ้ามีหยกสื่อสารอยู่แล้ว แต่หยกสีเขียวทึบนั้นบางคราก็ขัดข้องบ่อยๆและสื่อสารไม่ถึงกันในบางครั้ง จงพกติดตัวเอาไว้เสีย อย่างไรก็ตามกันเอาไว้ย่อมจะดีกว่าตามมาแก้ในภายหลัง” ชายชราเอ่ยคล้ายกับรู้ความคิดของไป๋ชิง เมื่อพูดจบเขาก็เดินหายเข้าไปในฝูงชน ทิ้งชายหญิงให้ยืนนิ่งอยู่กลางเมืองหลวง
“จะทำเช่นใดดีศิษย์พี่ เราจะไปกันเลยหรือไม่?” ไปเลี่ยเอ่ยถามศิษย์พี่นางอีกครั้ง
“รีบไป…..บางทีข้าอาจจะไปถึงช้าจนไม่อาจช่วยเหลือพี่เลี่ยได้ทัน แต่คนที่ฆ่าพี่ของข้า มันจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”