ที่ผ่านมาในยุทธจักรมีคำยกย่อง หนึ่งบุรุษ สองเซียน สามสมณะ สี่กงจื่อ
ที่ว่าหนึ่งบุรุษคือ ‘บุรุษแซ่เซียว’ สองเซียนได้แก่ ‘สองเซียนเทิดฟ้า’สามสมณะ นั่นคือ ‘สามมหาสมณะเส้าหลิน’ สี่กงจื่อ ย่อมเป็น ‘สี่กงจื่ออัจฉริยะ’
การเรียงฉายาเป็นอันดับเช่นนี้ ย่อมมีนัยว่าผู้อยู่อันดับต้นพลังฝีมือเหนือกว่า ทว่าแท้จริงมีเพียง ‘บุรุษแซ่เซียว’เท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ ว่าเลิศภพจบแดน มิอาจมีผู้ใดเสมอเหมือน
เจ็ดปีมานี้ สามมหาสมณะบำเพ็ญตบะอยู่บนเขาเส้าซื่อ แทบตัดขาดจากโลกภายนอก
สองเซียนเทิดฟ้าหลังเก็บตัวเจ็ดปีในห้องศิลา ก็มิเคยลงจากเขาอู่ตังเลย
ส่วนสี่กงจื่ออัจฉริยะ หลังเหตุการณ์ในหมู่ตึกพันอักษรเมื่อเจ็ดปีก่อนก็แทบไม่ปรากฏกายในยุทธจักรอีก
ใครจะคาดคิดว่า ทั้งหมดต่างพร้อมใจกัน มุ่งสู่หมู่ตึกพันอักษร!
นักพรตเฉินซื่อกล่าวเหน็บแนมว่า
“งานชุมนุมครั้งนี้ ผู้ใดย่อมไม่อาจปฏิเสธ ดูเถอะแม้แต่คุณชายฟางซึ่งเก็บตัวอยู่เจ็ดปี ยังอุตส่าห์เดินทางมาจนถึงที่นี่ อ้อพวกท่านทั้งห้าตระกูลก็มิต้องกังวลเกินไป ศิษย์พี่ของเราและสามมหาสมณะไม่เข้าร่วมการประลองอย่างแน่นอน พวกท่านเพียงเป็นผู้นำเหล่าศิษย์ไปร่วมงานเท่านั้น ผู้เข้าประลองล้วนเป็นศิษย์รุ่นหลัง”
ติงฝูหรงเข้าใจน้ำเสียงของนักพรตดียิ่ง เพียงยิ้มรับกล่าวว่า
“ท่านก็อย่าเข้าใจผิด ข้าพเจ้าเดินทางไปครั้งนี้เพียงเพราะอยากพบปะเหล่าสหาย มิได้คิดเข้าร่วมงานประลอง”
ฟางเสวี่ยเฟยพยักหน้า กล่าวหนักแน่นว่า
“ข้าพเจ้าก็ไม่คิดเข้าร่วมงานประลอง”
นักพรตเฉินซื่อได้ฟังดังนั้น รู้สึกเหนือความคาดหมายนัก กล่าวถามว่า
“ไฉนตระกูลติงกับตระกูลฟาง จึงไม่เข้าร่วมประลอง?”
ติงฝูหรงยิ้มแย้มยิ่งกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าไม่ต้องการคัมภีร์พันอักษร”
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวสำทับขึ้น
“ข้าพเจ้าก็เช่นกัน”
นักพรตเฉินซื่อขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยความสงสัยยิ่ง
“คุณชายฟาง...ถ้าอย่างนั้น ท่านออกจากบ้านมาครั้งนี้ ด้วยเหตุผลใด?”
“ข้าพเจ้าเพียงเบื่อหน่ายที่ต้องนั่งจับเจ่า อยากพบหน้าเหล่าสหายบ้าง...”
นักพรตเฉินซื่อแค่นหัวร่อ กล่าวว่า
“ท่านเข้าใจว่าเราไร้เดียงสา? คนซึ่งปลีกตัวจากยุทธจักรไปเจ็ดปี จู่ๆ คิดหวนคืนด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้? เฮอะไว้พบกันที่หมู่ตึกพันอักษรจะดีกว่า สนทนากับพวกท่านมานานเราขออำลา”
อี่ไป๋เฮ่อเห็นมันบอกว่าไป ก็เดินพาไป๋เถี่ยเยี่ยนจากไปดื้อ ๆ อย่างนั้นต้องร้องทักท้วงว่า
“ท่านไม่คิดนำข้าพเจ้า ไปพบคุณหนูรองแล้ว?”
นักพรตเฉินซื่อหันไปทางรถม้า กล่าวเสียงเย็นชา
“ถึงอย่างไรท่านก็ต้องไปหมู่ตึกพันอักษรมิใช่หรือ? ในเมื่อท่านมีขาเดินไปเองไยต้องให้เราลำบากพาไป...จอมยุทธ์อี่ ท่านต้องการอะไร ถึงจงใจให้ท่านไป๋ทำร้าย...”
“ข้าพเจ้าถูกหมัดสัตตบรรพตมิใช่เบา ท่านก็เห็นกับตา...”
นักพรตเฉินซื่อหัวเราะฮึ ๆ เบา ๆ
“ท่านหมิงกับท่านไป๋ ไหนเลยเป็นคู่มือท่าน แต่จู่ ๆท่านไป๋กลับทำร้ายท่านได้หนึ่งหมัด นี่เป็นเรื่องใดกัน? เฮอะไปถึงหมู่ตึกพันอักษร ย่อมพบเซียนแพทย์ตระกูลหลิน อาการแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยยิ่งท่านพักฟื้นสองถึงสามวัน ก็ฟื้นกำลังเป็นปกติแล้ว
“ท่านแกล้งถูกทำร้ายเช่นนี้ คิดเล่นอะไรก็ช่าง ตลอดทางที่เราไม่พูดออกมาเพราะอยากดูว่าท่านจะมีลวดลายใด เฮอะ เวลานี้เชิญท่านตามสะดวกเถอะ...อ้อคุณชายฟางเมื่อทราบแล้วว่า ผู้ใดเร่งรุดไปไกล่เกลี่ยเหตุการณ์บ้างท่านคงคลายกังวลกระมัง เชิญท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ ให้สบายใจจะดีกว่า...”
อี่ไป๋เฮ่อนิ่งไม่ตอบคำ...
ฟางเสวี่ยเฟยเพียงประสานมือคารวะ ส่งเสียงอืมม์
นักพรตเฉินซื่อกล่าวจบ พลันออกเดินพาไป๋เถี่ยเยี่ยนจากไปมิสนใจบุรุษผู้นั่งในรถม้าอีก
รอจนนักพรตเฉินซื่อจากไปไกล ฟางเสวี่ยเฟยหันไปประสานมือ คารวะทางรถม้ากล่าวนอบน้อมยิ่ง
“พี่ไป๋เฮ่อ เชิญลงมาสนทนากัน...”
“เจ้าได้ยินเสียงเราไม่ชัดหรือ...”
ฟางเสวี่ยเฟยอ้ำอึ้ง กล่าวเสียงอ่อย ๆ ว่า
“มิใช่...”
“อย่างนั้นจำเป็นอย่างไร ต้องให้เราลงจากรถม้า...”
“เราพี่น้องไม่ได้พบกันนานปี ควรที่จะ...”
“ถึงหมู่ตึกพันอักษร เจ้าจะได้เห็นหน้าเราเอง ไยต้องรีบร้อนพบกัน”
ติงฝูหรงรีบเข้าไกล่เกลี่ย
“น้องเสวี่ยเฟย เชิญพี่ไป๋เฮ่อตามสะดวกเถอะ...”
ฟางเสวี่ยเฟยนิ่งงันไป แววตาหม่นหมอง จับจ้องประตูรถม้า ราวต้องการเจาะทะลุให้เห็นผู้อยู่ภายใน กล่าวน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
“พี่ไป๋เฮ่อ อาการบาดเจ็บของท่าน เป็นอย่างไรบ้าง ให้ข้าพเจ้า...”
อี่ไป๋เฮ่อเพียงส่งเสียง ตอบเนือย ๆ บ่งบอกว่า ไม่ต้องการรับความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย
“บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ไม่มีอะไรน่าห่วง”
ฟางเสวี่ยเฟยพอได้ฟังน้ำเสียงนั้น ถึงกับต้องกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอรู้สึกเป็นรสชาติ ยากบรรยายจริง ๆ
เมื่อหลายวันก่อน ขณะมันพบพี่น้องตระกูลซ่างกวน พวกนางเพียงแค่นหัวร่อและใช้สายตาคมกริบดุจกระบี่ ขับไล่มันออกจากสุสาน ของพี่จินหมิงและพี่เหม่ยเซียนหลังจากนั้นมันถึงกับ ร่ำสุราเมามายอยู่หลายวัน
แต่บุรุษผู้อยู่ในรถม้าคนนี้...เมื่อครู่ขณะประลองกำลังภายในกับนักพรตแห่งอู่ตัง ประมุขตระกูลฟางย่อมทราบดีอี่ไป๋เฮ่อพยายามชวนนักพรตเฉินซื่อสนทนา เพื่อให้นักพรตผู้นี้เสียสมาธิเป็นการช่วยเหลือมันทางอ้อม แต่ละคำพูดที่กล่าวล้วนเข้าข้างมันอย่างยิ่งน้ำเสียงที่กล่าวดุจพี่ชาย พยายามปกป้องน้องอย่างสุดจิตสุดใจ
ทว่าเวลานี้ไฉน...
“ในเมื่อเป็นเพียง อาการบาดเจ็บเล็กน้อย มิสู้ให้ข้าพเจ้าใช้ลมปราณ...”
อี่ไป๋เฮ่อยังยืนกรานปฏิเสธ น้ำเสียงกระด้างขึ้นเล็กน้อย
“อาการบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าอย่าเปลืองเรี่ยวแรงเลย”
ติงฝูหรงเดินไปแตะไหล่ฟางเสวี่ยเฟย เป็นการปลอบโยน นางย่อมทราบดีถึงปฏิกิริยาของอี่ไป๋เฮ่อ...
คนภายนอกอาจมองว่า สี่กงจื่อกลมเกลียวกันยิ่ง มีแต่ผู้ใกล้ชิดทราบว่า แท้จริงมิได้เป็นเช่นนั้น...
หลังเหตุการณ์ในหมู่ตึกพันอักษร เมื่อเจ็ดปีก่อนฟางเสวี่ยเฟยกับปู้เอี้ยนต้าซือ ยังกลมเกลียวกันยิ่งแต่...อี่ไป๋เฮ่อกลับเป็นเช่นนี้
ซินแสลิขิตฟ้าไม่ทราบ เหตุใดจึงเกิดรอยร้าว ระหว่างบุรุษทั้งสอง...
นางทราบเพียงว่า หลังตัดสินให้อี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ฟางเสวี่ยเฟยพลันเร่งรุด กลับหมู่ตึกตระกูลฟางทันที อีกสองวันให้หลังอี่ไป๋เฮ่อไปขอพบมันที่หมู่ตึกตระกูลฟาง แต่ฟางเสวี่ยเฟยกลับไม่ยอมให้พบ
ทว่าอี่ไป๋เฮ่อก็ดื้อรั้นยิ่ง นั่งรออยู่ในห้องโถงถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนจนเช้าวันที่แปดมันจึงตัดสินใจบุกเข้าไปภายใน คนของตระกูลฟางพยายามขัดขวางกลับถูกทำร้ายบาดเจ็บมากมาย กระนั้นฟางเสวี่ยเฟยก็ไม่ยอมออกมาอยู่ดี
ติงฝูหรงตั้งใจจะไปหาฟางเสวี่ยเฟย จึงพบเจอเหตุการณ์นี้นางพูดเกลี้ยกล่อมอี่ไป๋เฮ่อแต่ไม่สำเร็จ ดีที่เวลานั้นประมุขตระกูลหลินผ่านมาทราบเรื่อง จึงเข้าห้ามปรามอี่ไป๋เฮ่อ จนยอมรามือกลับไป
หลังวันนั้น ฟางเสวี่ยเฟยก็ไม่ออกจากหมู่ตึก พบปะผู้ใดอีกเลย...
ส่วนอี่ไป๋เฮ่อระเหเร่ร่อนไปทั่ว ไม่พบปะผู้ใดง่าย ๆ ...
ติงฝูหรงพยายามเข้าไกล่เกลี่ย
“พี่ไป๋เฮ่อเข้มแข็งเพียงไหน เจ้าน่าจะรู้ดี บาดเจ็บเล็กน้อยเจ้ามิต้องกังวลจนเกินไป”
ฟางเสวี่ยเฟยส่งเสียงอืมม์รับคำ หากในใจนั้นปวดร้าวยิ่ง
ประมุขตระกูลฟางฉุกคิดขึ้น ในเมื่อสองเซียน สามสมณะออกหน้าเหตุการณ์ที่หมู่ตึกพันอักษร ย่อมไม่น่าห่วงแล้วเวลานี้พี่ฝูหรงกับพี่ไป๋เฮ่ออยู่ที่นี่ ควรช่วยกันขบคิดข้อข้องใจทั้งหลายให้กระจ่างจะดีกว่า
ดังนั้นจึงรีบย้อนเหตุการณ์ ตั้งแต่หลังจากติดตามนาคามูระ โยชิอิไปจนถูกโจรสลัดพรรคมังกรวารีดำ ซุ่มทำร้ายได้อย่างไร ท่านโยชิอิถูกพิษสลายพลังได้รับบาดเจ็บอย่างไร เดินทางไปพบปู้เอี้ยนต้าซือ เพื่อขอให้ท่านช่วยจนกลางดึกอารามถูกทำลาย ทั้งหมดหายตัวไร้ร่องรอยจนถึงเรื่องพบมือกระบี่ลึกลับทั้งห้าเมื่อรุ่งเช้ารวมทั้งกระบี่ของพี่น้องตระกูลหลิน ซึ่งตกอยู่ในมือพวกมันเล่าทั้งหมดนี้ให้ติงฝูหรง และอี่ไป๋เฮ่อรับฟังโดยละเอียด
ระหว่างรับฟัง เมื่อได้ยินชื่อโจรสลัดพรรคมังกรวารีดำอี่ไป๋เฮ่อถึงกับอุทาน ด้วยความประหลาดใจ หลังฟังจนจบอี่ไป๋เฮ่อครุ่นคิด ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
“เมื่อใกล้รุ่งคนของห้าสำนัก ส่งข่าวถึงนักพรตผู้นี้ เราจึงพลอยทราบเรื่องท่านต้าซือไปด้วย แต่คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่อง กับพี่น้องตระกูลหลินด้วย...”
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวอย่างลังเลว่า
“ความจริงเรื่องนี้มิอาจยืนยัน ข้าพเจ้าเพียงคาดเดาเท่านั้น...”
ติงฝูหรงส่งเสียงอืมม์กล่าวว่า
“เจ้าคิดไม่ผิดหรอก พวกนางไหนเลย ยอมให้กระบี่ห่างมือต้องเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอน ผู้ใดกัน...นี่เป็นฝีมือผู้ใด...”
“พี่ฝูหรงท่านเดินทางไปทั่วแผ่นดิน ไม่ทราบในระยะหลายปีหลังนี้ มีบุคคลแปลกประหลาดใดเกิดขึ้นบ้างหรือไม่?”
ติงฝูหรงครุ่นคิดครู่ใหญ่ พลางส่ายหน้าช้า ๆ กล่าวว่า
“ความจริงยุทธจักร เกิดคนพิสดาร เรื่องเหนือความคาดหมายทุกวันแต่ผู้มีความสามารถขนาดรับมือ ท่านโยชิอิ พี่ไป๋เฮ่อ ปู้เอี้ยนต้าซือพี่น้องตระกูลหลิน โอ้ ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
“หากเกิดบุคคล ผู้มีความสามารถเช่นนี้ขึ้น ต้องมิอาจงำประกายเก็บตัวอย่างเงียบเชียบได้ จากที่น้องเสวี่ยเฟยเล่า...พี่ไป๋เฮ่อท่านเคยประมือกับหัวหน้าโจรสลัดผู้นั้น ไม่ทราบฝีมือของมันเป็นอย่างไร?”
อี่ไป๋เฮ่อนิ่ง รำลึกถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อน ครู่ใหญ่ค่อยกล่าวว่า
“นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อน เราล่องเรือท่องเที่ยวฉางเจียงวันหนึ่งได้ข่าวโดยบังเอิญว่า โจรสลัดพรรคมังกรวารีดำซึ่งมีถิ่นหากินชายทะเลแดนอาทิตย์อุทัย คิดขยายเขตเข้ามาแถบฉางเจียงเราจึงแฝงตัวไปกับเรือสินค้าใหญ่ลำหนึ่ง คิดไปสืบข่าวดูมิคาดเดินทางไม่ทันพ้นปากแม่น้ำ เรือกลับถูกโจรสลัดซุ่มจู่โจมซ้ำเป็นพรรคมังกรวารีดำนั่นเอง
“เหล่าลิ่วล้อฝีไม้ลายมือธรรมดายิ่ง เวลานั้นเราคิดว่าพวกมันเพียงอาศัยกำลังคนมากกว่า จึงมีชื่อเสียงขึ้นมา กำลังจะขับไล่พวกมันไปได้อยู่แล้วไหนเลยคาดคิดจู่ ๆ ดาบใหญ่เล่มหนึ่ง ฟันใส่เราอย่างหักโหม เรายืนยันได้ทั้งกำลังข้อและพลังภายในของมัน มิได้ยิ่งหย่อนกว่าเราเด็ดขาด”
อี่ไป๋เฮ่อหวนคิดถึงรูปร่าง และพลังฝีมือของโจรสลัดผู้นั้น กล่าวช้า ๆอย่างชัดเจน
“มันเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ สวมหมวกปีกกว้างปกปิดหน้าตา ตอนนั้นเราสงสัยยิ่งเหตุใดในเหล่าโจรสลัด จึงมีบุคคลเช่นนี้อยู่ด้วย ดาบใหญ่ของมันฟันลงแต่ละครั้งหนักหน่วงรุนแรง แม้กระบวนท่าเรียบง่าย ไร้ความพิสดารอันใดแต่ทุกดาบเปี่ยมลมปราณ ทั้งยังเกรี้ยวกราดยิ่ง
“กระบวนท่าเดียว รับร้อยเปลี่ยนพันแปลง จากเพลงกระบี่ทุกค่ายสำนักได้โดยแท้พบคู่มือเช่นนี้เราย่อมเกิดความคิดเอาชนะ จึงสู้กับมันอย่างหักโหมสุดท้ายต่างฝ่ายต่างถูกลมปราณกระแทก รับบาดเจ็บสาหัส มันหลบหนีไปได้เราเองก็ไม่มีปัญญาจะติดตาม หลังจากนั้นเราพักรักษาตัวอยู่เกือบเดือนอาการบาดเจ็บและพลังภายใน จึงกลับฟื้นฟูเป็นปกติ”
“หนึ่งเดือน...คนผู้นั้นทำให้พี่ไป๋เฮ่อ ต้องรักษาอาการบาดเจ็บร่วมเดือนไฉนมิเคยได้ยินชื่อเสียงมันเลย?”
ติงฝูหรงอธิบายขึ้นว่า
“นั่นไม่แปลก เพราะมันเองย่อมต้องรักษาตัว เป็นเวลานานเช่นกันมิแน่ว่ายังนานกว่าพี่ไป๋เฮ่อ ดังนั้นจึงไม่เผยตัวในยุทธจักรอีกขณะนี้มันปรากฏตัวขึ้น แสดงว่าต้องฟื้นฝีมือเป็นปกติแล้ว”
อี่ไป๋เฮ่อส่งเสียงอืมม์ เห็นด้วยกับติงฝูหรง
“คาดว่ามิใช่เพียงเป็นปกติ แต่พลังฝีมือของมัน ต้องก้าวหน้าขึ้นอีกมากไม่อย่างนั้นไหนเลย กล้าต่อกรกับมือสังหารไร้รักเช่นนี้”
ติงฝูหรงพยักหน้าเห็นด้วย ทอดถอนหายใจกล่าวว่า
“การสืบข่าวคงต้องพึ่งพา บัณฑิตไร้ร่องรอยแล้ว”
ฟางเสวี่ยเฟยน้ำเสียงประหลาดใจยิ่ง
“พี่ฝูหรงท่านก็พบพี่หยางแล้ว...ไฉนบังเอิญยิ่ง?”
“มิใช่บังเอิญ เราตั้งใจไปอารามปู้สื่อคิดเชื้อเชิญท่านต้าซือไปร่วมงานชุมนุม เดินทางถึงเมื่อรุ่งเช้าพอเข้าไปภายในอาราม จึงรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้น ระหว่างจะจากมา ได้พบบัณฑิตไร้ร่องรอยค่อยทราบเรื่องราวทั้งหมด เราพอฟังก็หนักใจยิ่ง จึงเร่งเดินทางตามเจ้ามา อ้อก่อนจากมาพี่หยางฝากบอกว่า สืบพบเบาะแส น้องจวี๋ฮวากับน้องอิงฮวาแล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง...”
อี่ไป๋เฮ่อพอรับฟังถึงตรงนี้ กลับตวาดน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
“ฟางเสวี่ยเฟย! หยางป๋อหูเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ด้วย!”