เสียงเคาะประตูดังไม่หยุดดังเสียจนปรีดิ์รติต้องะโกลบเสียง ขณะผุดลุกขึ้นนั่ง ยีผมหยิกฟูอย่างรำคาญใจ “แมวจะเคาะอะไรนักหนาล่ะฉันได้ยินแล้ว”
ปากก็บอกว่าได้ยินแต่ในหัวกลับหนักอึ้ง เหมือนแรงโน้มถ่วงจะดึงให้ศีรษะฟุบกลับไปนอนตามเดิมแต่เสียงเคาะประตูกลับหนักหน่วงและดังถี่ขึ้น จนต้องกระเด้งตัวลุกอีกรอบ เดินลงส้นหน้าหงิกเป็จวัก เปิดประตูผลัวะ พลางเท้าสะเอวเตรียมเหวี่ยงอย่างเคย
“หูจะแตกแล้วนี่เพิ่งจะหกโมงครึ่งเองนะ จะรีบปลุกหาพระแสงอะไรกันยะ”หล่อนเอี้ยวตัวไปมองนาฬิกาติดผนัง เห็นว่ายังเช้าอยู่มาก ครั้นประตูเปิดออกหันหน้ากลับมา จึงเห็นชัดว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกห้อง ไม่ใช่สาวใช้ที่เรียกขานหล่อนก็พาลอารมณ์เสียหนักกว่าเก่า
“นี่นาย...ไม่เคยรู้จักคำว่ามารยาทของผู้ดีมีอันจะกินบ้างหรือไงพระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นหัวไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนายก็มาเคาะประตูห้องคนอื่นเล่นๆแต่เช้าแบบนี้”
หล่อนปิดประตูกระแทกดังปัง! ใส่หน้าบอดีการ์ดหนุ่มโดยไม่คิดจะถามสักนิดว่ามีเหตุผลใด ในการมาปลุกหล่อนแต่เช้า ดังนั้นผลที่ตามมาคือเสียงเคาะประตูต่อเนื่องและยาวนานอยู่อย่างนั้น จนหล่อนอดรำคาญใจไม่ได้จำต้องเปิดประตูอีกครั้ง
“ถ้าฉันไม่กลัวว่าพ่อกับแม่แล้วก็คนในบ้านจะแตกตื่นเพราะเสียงเคาะประตูของนายรับรองว่าฉันไม่เปิดแน่...มีอะไรก็พูดมาเลยหวังว่าเหตุผลที่นายมาปลุกฉันั้แ่ไก่โห่ มันจะเข้าท่าหรอกนะ”
เมื่อโวยวายเสร็จหล่อนเพิ่งสังเกตเห็นว่า บอดีการ์ดหนุ่มนั้นสวมเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกางเกงผ้ายืดขายาวสีเข้ม มีผ้าขนหนูผืนเล็กคล้องคออยู่ มองเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่บนหน้าผากและไรผมมีกลิ่นเหงื่อผสมน้ำหอมอ่อนๆประจำกายลอยมากระทบประสาทัั...มันเป็กลิ่นที่หล่อนชอบ
ปรีดิ์รตินิยมใช้น้ำหอมของผู้ชาย...ในตู้จึงเก็บน้ำหอมกลิ่นผู้ชายมากกว่าของผู้หญิงและหนึ่งในกลิ่นที่โปรดปรานเป็อันดับแรกคือ Attiude by Giorgio Armani
ไม่น่าเชื่อว่าอีตานี่จะใช้น้ำหอมกลิ่นที่หล่อนชอบ...นานเกือบนาทีกับการเผลอไผลสูดกลิ่นน้ำหอมที่ลอยมาจนเขาเลิกคิ้วมองหล่อนด้วยความประหลาดใจ
“คุณหนูชอบกลิ่นน้ำหอมที่ผมใช้หรือครับ...พอดีผมเพิ่งจะไปวิ่งออกกำลังกายมามีแต่กลิ่นเหงื่อ”
เขาเอ่ยเข้าข้างตัวเองแต่แทงใจดำชะมัด...หล่อนจะชอบหรือไม่มันเกี่ยวกับเขาตรงไหน แล้วมีอย่างที่ไหน ทำท่าเอี้ยวตัวพิสูจน์ซ้ายขวายัดเยียดว่าหล่อนชอบกลิ่นตัวของเขา ดังนั้นหล่อนจึงตวัดสายตามองค้อน “อย่ามาสู่รู้หน่อยเลย...ว่าแต่นายจะพูดธุระได้หรือยังมาปลุกฉันแต่เช้าทำไม ถ้าไม่มี ฉันจะไปนอนต่อ”
หล่อนตั้งท่าจะดึงลูกบิดประตูเข้าหาตัวทว่าชายหนุ่มตรงหน้ายืดแขนมาขวางประตูเอาไว้พลันสายตาสอดส่ายเข้าไปในห้องนอนของหล่อนอย่างถือวิสาสะ
“ห้องนอนคุณหนูหรือครับนี่”
เขายังคงชวนคุยออกทะเลไม่บอกจุดประสงค์ที่มาปลุกหล่อนเสียที...แถมยังใช้สายตาละลาบละล้วงสอดส่ายแทบทุกซอกมุมภายในห้องที่มองเห็น ทำให้หล่อนนึกเคือง จึงผลักอกเขาอย่างแรง
“นายนี่มันแย่ชะมัดใครใช้ให้แอบมองห้องนอนของผู้หญิง เป็แค่บอดีการ์ด อย่ามาทำตัวรุ่มร่ามแบบนี้นะนี่นายคงคิดว่าพ่อกับพี่ฉันถือหางอยู่ใช่ไหม ถึงได้วางตัวอวดเบ่ง ละเมิด วุ่นวายชอบจุ้นจ้านเื่ของฉัน”
เขาหัวเราะลงลูกคอราวกับเป็ผู้ร้ายในคราบนักบุญ “ผมแค่อยากจะเห็นกับตาน่ะครับได้ข่าวว่าห้องนอนของคุณหนูทั้งรก ทั้งอับ เห็นว่ามีเสื้อผ้ากองไม่เป็ที่ชอบวางของเกลื่อนกลาด แล้วก็...”
เขาพูดไม่ทันจบก็จริง แต่สิ่งที่พูดทำให้หญิงสาวลมออกหูแต่เช้า ไม่นึกว่าจะต้องลุกจากเตียงนอนั้แ่ฟ้าเริ่มสางเพื่อมาประคารมกับบอดีการ์ดกวนประสาท “นี่ใครเอาเื่ห้องนอนของฉันไปโพทะนาเสียหายแบบนี้ยายแมวใช่ไหม...เดี๋ยวก่อนเถอะ เจอตัวเมื่อไหร่ ฉันจะดึงปากให้ห้อยเลย คอยดูนะ”
หล่อนเผลอกระทืบเท้าตึงตังเมื่อเจอเื่ขัดใจ “แมวไม่ใช่คนขี้ฟ้องหรอกครับ แต่เื่ห้องนอนของคุณหนูใครๆเขาก็รู้กันทั้งบ้านว่าทั้งรกแล้วก็สกปรก ถ้าผมรู้เพิ่มอีกคนจะเป็ไรไป”
หญิงสาวโกรธจนหน้าแดงไม่รู้เลยว่ากำลังถูกชายหนุ่มพูดยั่วยุให้อับอาย ตามคำขอร้องของมารดา ซึ่งเปรยผ่านบุตรชายคนกลางคิดอ่านอยากจะให้คืนฉายช่วยดัดนิสัยข้อนี้ของหล่อนให้หายไปด้วยอีกกระทงเขาจึงเสนอกับคุณนายของบ้านไปว่า ‘ถ้าคุณปานไว้ใจขอให้ผมหาหนทางจัดการเองละกัน จะได้ไหมครับ’
เมื่อได้รับคำอนุญาตคืนฉายจึงคิดว่า การที่ผู้หญิงคนหนึ่ง ถูกประชดประชัน...ลามไปจนถึงประจานในเื่ห้องนอนที่รก อย่างน้อยหล่อนต้องเกิดสำนึกในความอับอาย ส่วนจะแก้ไขหรือไม่ข้อนี้เขาคงจะปฏิบัติการเป็ลำดับขั้น
หน้าหล่อนแดงจัดเผลอตัวดึงผ้าขนหนูที่คล้องคอเขาอย่างแรง หวังกระตุกให้เขาเจ็บจนหน้าหงายแต่ยิ่งดึงแรงเท่าไหร่ ร่างที่ไม่ทันระวังก็เสียหลักเร็วเท่านั้นประตูห้องนอนจึงเปิดอ้า เมื่อโดนสองร่างโถมใส่กันขณะล้มลงกับพื้น
หล่อนจึงกรีดร้องเอาเป็เอาตาย “ไอ้บ้ากามนี่นายคิดจะเข้ามาลวนลามฉันในห้องนอนใช่ไหม”
เมื่อชายหนุ่มกระเด้งผลุงออกห่างแทนที่เขาจะประหม่าหรือตื่นกลัว เพราะข้อกล่าวหาที่หล่อนร้องปาวๆจนเสียงดังลั่นบ้านกลับกลายเป็ว่า เขายังคงก่อกวนอารมณ์ของหล่อนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบีบจมูกที่ย่นของตัวเองมีสีหน้าเหยเก เบี่ยงหน้าหลบไปด้านข้างพร้อมกับพ่นพิษด้วยถ้อยคำที่ทำให้หล่อนสุดแสนจะอับอาย
“นี่คุณยังไม่ได้แปรงฟันใช่ไหม”
หล่อนมือไม้สั่น...ใบหน้าร้อนผะผ่าวจนแดงเรื่อทั้งเขินทั้งอายปนกันไปหมด “นายหาว่าฉันปากเหม็นใช่ไหม”
ไม่น่าจะถามออกไปเลย...เพราะเขาตอกย้ำกลับมาเสียงดังฟังชัดว่า
“ครับ...ไม่ใช่เหม็นธรรมดา แต่เหม็นมาก”
...........................................