บทที่10ทะลวงขั้นเก้า
เมื่อฟื้นฟูลมปราณกลับมาได้จ้าวเฟยหลงก็ไม่รอช้าวิ่งเข้าไปยังฝูงลิงที่กำลังตื่นตระหนกอยู่นั้นทันที
“ข้าขอใช้พวกเ้าทดลองเพลงหมัดเทพพยัคฆ์คำรณ หน่อยก็แล้วกัน”
แต่รอบนี้เขาใช้เพียงท่วงท่าเท่านั้นมิฉะนั้นหากใช้ทั้งกระบวนท่าแล้วพลังลมปราณหมดกายคงต้องถูกลิงฝูงนี้ฉีกร่างเป็ชิ้นๆแน่นอน
“หมัดเทพพยัคฆ์คำรณ” จ้าวเฟยหลงะโเสียงดังแล้วเข้าจู่โจมฝูงลิงกำปั้นศิลา
แต่เดิมลิงกำปั้นศิลาก็เป็นักสู้ระยะประชิดชั้นยอดอยู่แล้วการที่ศัตรูเข้ามาในเขตแดนวรยุทธ์ของมันเท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ หมัดขนาดใหญ่แข็งแกร่งดังศิลาถูกปล่อยออกมาหมัดแล้วหมัดเล่าแต่ก็ยังไม่สามารถััได้แม้กระทั่งเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มทำเอาพวกมันโมโหเป็อย่างมากเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้พวกมันคลุ้งคลั่ง ทำทุกอย่างในการเข้าต่อสู้กับเขา
เวลาการต่อสู้สองชั่วยามเสียงร้องะโข่มขวัญ เสียงร้องของความไม่พอใจ เกรี้ยวกราดดังเล็ดลอดออกมาเป็ระยะ จ้าวเฟยหลงใช้ร่างกายและท่วงท่าจากเพลงหมัดเทพพยัคฆ์คำรณเข้าปะทะกับลิงกำปั้นศิลาเวลาที่การต่อสู้จวนตัวก็ใช้ท่วงท่ายาตราเทพหงส์เพลิงหลบหลีก
จากการต่อสู้อันดุเดือดนี้ร่างกายของจ้าวเฟยหลงได้รับการพัฒนามากขึ้นเขาทำความเข้าใจวิชาเทพที่ใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้ได้ดีมากขึ้นการบ่มเพาะของเขาได้รับการยกระดับขึ้นจนอยู่ในขั้นแปดชั้นสูงสุดพื้นฐานของพลังอัดแน่นตอนนี้เขาพร้อมแล้วในการทะลวงระดับแต่ยังฝืนกดข่มเอาไว้เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมที่สุดนั่นเอง
“เอาละ! ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วคงต้องยุติการแลกเปลี่ยนฝีมือกับพวกเ้าตรงนี้แล้วนะ”
เสียงจ้าวเฟยหลงดังขึ้นฝูงลิงกำปั้นศิลาถึงกับงงงวยเด็กหนุ่มคนนี้ต่อสู้กับพวกมันมาสองชั่วยามแต่กลับไม่าเ็อะไรเลยแล้วตอนนี้กลับทำบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกออกมา
จ้าวเฟยหลงทำการโคจรพลังลมปราณ พลันพลังลมปราณสีทองเปล่งประกายทั่วทั้งตัวราวกับว่าพระอาทิตย์กำลังส่องแสงเขากำหมัดแน่นส่งพลังลมปราณไหลมารวมกันที่หมัดขวาเพื่อใช้ หมัดเทพพยัคฆ์คำรณ
ความกดดันจากจ้าวเฟยหลงทำให้ฝูงลิงกำปั้นศิลาเคลื่อนไหวไม่สะดวกพวกมันรับรู้ถึงอันตรายถึงชีวิตที่ออกมาจากตัวของเด็กหนุ่มผู้นั้นแววตาหวาดกลัวฉายขึ้นในดวงตา แล้วเสียงของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“หมัดเทพพยัคฆ์คำรณ” แสงสีทองพุ่งออกมาจากกำปั้นรูปร่างดั่งกรงเล็บของจ้าวพยัคฆ์ขาวผู้เกรียงไกร
พุ่งเข้าหาฝูงลิงกำปั้นศิลา อากาศที่โดนพลังลมปราณเคลื่อนผ่านบิดเบี้ยว
พื้นดินะเิออกเป็ร่องลึกราวๆสิบจั้งทุกทิศทางต่างสั่นสะท้านเพราะแรงพลังที่ราวกับเทพอสูรสำแดงเดชอันเกรียงไกรไร้ผู้หาญกล้าจะต้านทาน
เมื่อพลังหมัดมาถึงตรงบริเวณที่ฝูงลิงกำปั้นศิลายืนอยู่พวกมันพยายามอย่างสุดชีวิตต้านแต่ก็ไม่อาจสามารถต่อต้านพลังของวิชายุทธ์ระดับเทพได้
“ตูม! ตูม!”
เสียงะเิสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น คลื่นพลังทำลายล้างะเิขึ้นบนฟ้าะเืเลื่อนลั่นไปทั้งเทือกเขาัเร้นฝุ่นฟุ้งตลบเป็ม่านควันหนา หลุมขนาดสิบจั้งค่อยๆมองเห็นในภายหลัง
จ้าวเฟยหลงทุ่มเทพลังของเขาทั้งหมดลงไปในหมัดนี้หมายจะเผด็จศึกนี้ให้ได้ในครั้งเดียว หากเกิดผิดพลาดอาจเป็เขาที่ต้องสิ้นชื่อในวันนี้แทน
ผ่านไปราวสิบลมหายใจฝุ่นเริ่มจางลงไปร่างของลิงกำปั้นศิลาทั้งฝูงก็เริ่มมองเห็นลางๆทุกตัวนอนแน่นิ่งกับพื้นไร้ลมหายใจ บางตัวแขนขาไม่ครบ ชิ้นส่วนกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น
“สุด...สุดยอดจริงๆ”
จ้าวเฟยหลงเองก็อดตกตะลึงกับพลังของหมัดนี้ไม่ได้มันรุนแรงขนาดสังหารลิงกำปั้นศิลาทั้งฝูงเลยหรือนี่เมื่อรวบรวมสติได้เขาก็เดินลากขาอย่างเหน็ดเหนื่อยไปที่ซากของฝูงลิงร่างกายของพวกมันมีค่ามาก บางส่วนใช้หลอมยา หรือหลอมยุทธภัณฑ์ได้
“หึหึ...ข้าได้กำไรแล้วงานนี้”
เขาเก็บหนังและกำปั้นของลิงกำปั้นศิลาเอาไว้ขาย เนื้อของพวกมันเก็บไว้เป็อาหารหากได้กินเนื้อสัตว์อสูรก็จะบำรุงกล้ามเนื้อ พลังกายของผู้ที่กินก็จะเพิ่มขึ้นด้วยและเขาไม่ลืมที่จะเก็บเอาดวงจิตอสูรทั้งยี่สิบอันมาด้วย
“หากดูดซับพลังปราณทั้งหมดนี้ข้าต้องเข้าสู่ขั้นเก้าของนักยุทธ์ได้แน่”
เมื่อจัดการฝูงลิงเรียบร้อยเขาก็ไม่ลืมที่จะปีนไปเก็บหญ้าเืัทั้งสามต้นแต่ขณะที่กำลังจะเก็บเข้าถุงหนังสัตว์อสูรดวงจิตโลกาที่อยู่นิ่งมาตลอดกลับเคลื่อนไหวดูดซับเอาหญ้าเืัไปหนึ่งต้นอย่างหน้าตาเฉย
จ้าวเฟยหลง ทั้งงง ทั้งใเหตุใดดวงจิตโลกาจึงต้องแย่งเอาสมุนไพริญญาจากตนด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจมากเพราะเขายังเหลืออีกสองต้นเท่านี้ก็เพียงพอต่อความ้าแล้ว
เขาเดินรอบๆลานน้ำตก จนเมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดรบกวนจึงถอดเสื้อผ้าลงอาบน้ำชำระความสกปรก เสร็จแล้วก็เดินหาถ้ำเพื่อพักผ่อน ผ่านไปราวหนึ่งเค่อก็เจอถ้ำที่พอใจจึงเดินเข้าไปพักผ่อนใช้ค่ายกลที่เก็บมาได้ปิดปากถ้ำเพื่อไม่ให้สิ่งใดมารบกวน
จากนั้นหาที่นั่งและทำสมาธิฟื้นฟูพลังลมปราณและร่างกายดวงจิตโลกาแผ่กระจายพลังกระตุ้นวงปราณธาตุไม้พลังลมปราณสีเขียวเย็นสบายค่อยๆกระจายเข้าไปรักษาาแของจ้าวเฟยหลง เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามแผลบนร่างกายก็หายเป็ปรกติไม่มีแม้ร่องรอยให้เห็น
“ดวงจิตโลกาสามารถรักษาาแของข้าได้ด้วยหรือนี่ ช่างเป็ความสามารถที่มศัจรรย์ยิ่งนัก”
จ้าวเฟยหลงอัศจรรย์ใจอย่างมาก ขณะนี้เขาถือครองมหาสมบัติของโลก พลังของมันลึกล้ำจนมิอาจจินตนาการถึง
ตอนนี้จึงไม่เป็ห่วงเื่การต่อสู้อีกต่อไป ขอเพียงไม่ตายทันทีเขาก็สามารถรักษาอาการาเ็ได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็นำเอาดวงจิตอสูรหนึ่งดวงออกมากำไว้หลับตาโคจรวิชาวัฏฏะปราณเทพั ปราณจากดวงจิตอสูรที่อยู่ในมือจึงถูกดูดซับไปอย่างรวดเร็ว
“ปราณของลิงกำปั้นศิลาช่างก้าวร้าวยิ่งนักหากกำราบปราณเหล่านี้ไม่ได้ คงเป็ข้าที่ถูกปราณของลิงกำปั้นศิลาควบคุมกลายเป็หุ่นเชิดของพวกมันแน่ๆ”
ปราณของลิงกำปั้นศิลาเมื่อถูกดูดซึบเข้าร่างของจ้าวเฟยหลงก็วิ่งพล่านไปทั่วร่างเข้าโจมตีเส้นลมปราณของจ้าวเฟยหลงในทันทีทำให้เขาเ็ปไปทั่วทั้งร่าง แต่ก็ไม่อาจทำให้ความตั้งใจของเขาลดลงไปได้
“ยอมให้ข้าได้ดูดซับซะไอ้ลิงน้อย!!”
จ้าวเฟยหลงะโในใจแม้จะเ็ปขนาดไหนก็ตาม วิชาวัฏฏะปราณเทพัเร่งเร้าลมปราณที่ยิ่งใหญ่ในร่างกายของจ้าวเฟยหลงพุ่งเป้าไปที่ปราณของลิงกำปั้นศิลาแล้วเข้ากดข่มพวกมันเอาไว้แม้พลังปราณของลิงกำปั้นศิลาจะขัดขืนเท่าใดก็มิอาจหลุดพ้นไปได้
ดวงจิตโลกาเมื่อััได้ถึงปราณแปลกปลอมได้เข้าสู่ร่างกายของจ้าวเฟยหลงมันจึงดูดซึบปราณของลิงกำปั้นศิลาให้เข้ามาภายในตนเอง
“ไม่! ไม่!ไม่! นั่นมันของข้าน่ะเ้าจะแย่งไปแบบนี้ไม่ได้”
จ้าวเฟยหลงร้องออกมาเมื่อพบว่าลมปราณของลิงกำปั้นศิลาถูกดูดกลืนไปโดยดวงจิตโลกาในรวดเดียวไม่เหลือแม้แต่เพียงน้อยแต่เพียงสามลมหายใจปราณบริสุทธิ์ไหลออกมาจากดวงจิตโลกาไหลผ่านวงธาตุดินเข้าสู่โครงร่างตันเถียน
“อืม...มันทำการหลอมรวมลมปราณที่เข้าสู่ร่างแล้วกลั่นให้เป็ปราณบริสุทธิ์คืนให้แก่ข้านี่นา”
จ้าวเฟยหลงก็ถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นการทำงานของดวงจิตโลกาที่นิ่งสงบในดวงจิตของเขาแต่เพราะอะไรไม่รู้ เหมือนตัวเขาได้ยินเสียง “หึ! อย่างไม่พอใจเบาๆ”
เมื่อดูดซับจนหมด ดวงจิตอสูรก็สลายไปปราณในร่างเต็มเปี่ยมพื้นฐานขั้นที่แปดอัดแน่นจนไม่สามารถกักเก็บปราณได้อีกต่อไป พริบตานั้นเสียงดัง“ปัง!” ก็ดังขึ้นกำแพงขั้นถูกทำลาย
จ้าวเฟยหลงทะลวงเข้าสู่นักยุทธ์ขั้นเก้า พลังของเขาก้าวหน้าไปอีกขั้นในตอนนี้เขามั่นใจว่าหากต้องสู้กับสัตว์อสูรระดับหนึ่งอีกครั้งจะสามารถสังหารพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็นเลยแม้แต่น้อยและต่อให้เป็สัตว์อสูรระดับสองเขาก็สามารถเอาชนะได้เช่นกัน
รุ่งเช้าจ้าวเฟยหลงออกเดินทางสู่ยอดเขาใหญ่ในเขตชั้นในของเทือกเขาัเร้นที่ใกล้ที่สุดเพราะ
ดอกโลหิตฟ้า จะเบ่งบานได้ในที่สูงอากาศเย็นสามารถรับแสงแดดได้ตลอดทั้งวันการที่ได้รับแสงตะวันตลอดทั้งวันแบบนี้ทำให้มันมีสีแดงและถูกขนานนามว่าดอกโลหิตฟ้า
สองเดือนผ่านไปการค้นหาดอกโลหิตฟ้าก็ยังไม่สามารถบรรลุผลได้จ้าวเฟยหลงพบเจอสัตว์อสูรและเข้าต่อสู้ไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งหมาป่าดำ หมีขนเหล็กงูเกล็ดอำพัน ซึ่งล้วนแต่เป็สัตว์อสูรระดับสองทั้งสิ้น
การต่อสู้เป็ตาย นับเป็การขัดเกลาตนเองที่ดีหาใดเปรียบของจ้าวเฟยหลงเพราะการที่ได้รับประสบการณ์จากการต่อสู้จริงคือสิ่งที่ประเสริฐสุดในการบ่มเพาะพลังของผู้ฝึกยุทธ์ตอนนี้เขาเองก็ได้พัฒนาขึ้นในทุกๆวัน
“เ้าอยู่ไหน!! ดอกโลหิตฟ้า ข้าตามหาเ้าไปทั่วมาสองเดือนแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แวว”
จ้าวเฟยหลงพึมพำเบาๆ แหงนหน้ามองยอดเขาใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า“คงต้องเป็ที่นั่นแล้วซินะ ยอดเขาอื่นก็ดูมาหมดแล้ว”
จ้าวเฟยหลงใช้ ยาตราหงส์เพลิงขึ้นไปบนยอดเขา หลังจากขึ้นไปถึงก็พบรังนกขนาดใหญ่รังหนึ่งสามารถใส่คนได้ราวสิบถึงสิบห้าคนภายในรังมีกองเสื้อผ้าและถุงหนังระเกะระกะไปหมด ใกล้ๆกันโครงกระดูกมนุษย์และสัตว์อสูรกองทับถมกันสูงจนพ้นขอบรัง
“ดูท่าแถวนี้จะมีนกนักล่าที่แข็งแกร่งมากอยู่ข้าคงต้องรีบแล้ว”จ้าวเฟยหลง สอดส่ายสายตามองหา ดอกโลหิตฟ้า ไปทั่วยอดเขาเพื่อจะได้รีบเก็บสมุนไพริญญาและรีบออกจากที่นี่
“นั่น!...” เหนือรังนกขึ้นไปอีกราวสิบจั้งจ้าวเฟยหลงมองเห็นดอกไม้สีแดงใบดอกใหญ่โค้งมน สีแดง ก้านสีเขียวคล้ำ ซึ่งก็คือ ดอกโลหิตฟ้า ทั้งหมดสองดอกที่เขาตามหาอย่างเหน็ดเหนื่อยมานานกว่าสองเดือนในตอนนี้มันอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น
“กีซ!!!”
เสียงร้องอันทรงพลัง แผ่คลื่นออกมาเข้าไปในโสตประสาท พลังของมันสามารถะเิสมองของจอมยุทธ์ได้สบายๆโดยที่จอมยุทธ์เ่าั้ไม่อาจแม้แต่กระทั่งปกป้องตนเอง
“นั่นมัน เหยี่ยวมงกุฏทอง สัตว์อสูรระดับสอง”รูปร่างของมันสูงใหญ่ ปีกกางสองข้างยาวราวเก้าจั้ง ขนสีขาวแสมสีดำ ที่หัวมีกลุ่มขนสีทองคล้ายมงกุฏ มองเขม็งมาที่จ้าวเฟยหลงพร้อมกับจิตสังหารที่แผ่ออกมา
“จิตสังหารของมันรุนแรงเหลือเกิน”จ้าวเฟยหลงโคจรพลังลมปราณต่อต้านคลื่นเสียงแล้วก็แผ่พลังสังหารของตนออกมาหักล้างจิตสังหารของเหยี่ยวมงกุฏทอง
เมื่อเห็นเหยื่อตัวน้อยที่มาเสนอตัวถึงที่ดิ้นรนต่อสู้เหยี่ยวมงกุฏทอง รู้สึกขัดใจอย่างมาก มันพุ่งตัวเหินขึ้นไปบนฟ้าแล้วหมุนตัวกลับลงมาด้วยความเร็วสูงกระพือปีกอย่างรุนแรงปล่อยกระลมออกไปยังจ้าวเฟยหลง
พลังลมนั้นหมุนวนราวพายุใหญ่ด้วยแรงลมนี้สามารถตัดผ่าหน้าผาจนเป็ร่องลึกหากตัวตนระดับนักยุทธ์ต้องพบเจอการโจมตีนี้มีแต่ต้องตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตูม!..ตูม!..ตูม!
เสียงะเิของหน้าผาดังขึ้น บริเวณที่กระแสลมเข้าปะทะ พังทลายย่อยยับทันทีจากหน้าผาราบเรียบบัดนี้กลายเป็ร่องหลุมขนาดใหญ่กลางผาใหญ่ เหยี่ยวมงกุฏทองมองหาเหยื่อของมันหลังจากฝุ่นควันเริ่มจางหาย
เมื่อทุกอย่างเริ่มมองเห็นชัดเจนเหยี่ยวมงกุฏทองต้องตกตะลึงเป็อย่างมาก มันมองไม่เห็นซากเหยื่อแม้แต่น้อยพลางส่ายหัวไปมาเหยื่อของมันอ่อนแอจนไม่อาจต้านทานพลังกลายเป็เศษฝุ่นไปแล้ว
แต่มันไม่อาจรู้เลยว่าจ้าวเฟยหลงใช้ยาตราเทพหงส์เพลิง ทิ้งภาพติดตาแล้วะโขึ้นมาบนหลังของมันแล้ว ั้แ่ก่อนที่จะโดนลมจากปีกของมันทำอันตราย
เสียงะโดังกึกก้องเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง จนทำให้เหยี่ยวมงกุฏทอง สั่นสะท้านไปทั้งกายและใจ
ดาบเพลิงตะวัน ปรากฏขึ้นในมือของจ้าวเฟยหลงถูกฟันออกมาด้วยท่าทางที่สง่างามแต่แกร่งกร้าวยิ่งนัก ราวกับเทพัปรากฏกายอยู่ตรงหน้า
“ัพฤษาสยบปฐี!!!”
ท่าที่หนึ่งของเพลงดาบเก้าดาบเทพัครองฟ้า ปราณดาบสีทองอร่ามให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของเทพักำแหงหาญไร้ผู้ใดเทียบเคียง ฟาดลงใส่หัวของเหยี่ยวมงกุฏทอง
ร่างของมันหยุดเคลื่อนไหวทันทีราวกับเป็อัมพาฒ หัวถูกแบ่งเป็สองซีกร่วงหล่นลงในรังของมันเองเสียงดังสนั่นไปทั่ว จ้าวเฟยหลงไม่รอช้ารีบปีนขึ้นไปเก็บ ดอกโลหิตฟ้าทั้งสองดอกทันที ยังไม่ทันที่จะได้ชื่นชม ดอกโลหิตฟ้าหนึ่งดอกก็หายเข้าไปในดวงจิตโลกา
“เ้าจะเอาไปทำไมกันนะ” จ้าวเฟยหลงตัดพ้อดวงจิตโลกา
เสร็จแล้วก็ไม่ลืมไปเก็บซากของเหยี่ยวมงกุฏทองและของที่อยู่ในรังของมันด้วย
“ฮ่าๆ! กำไรอีกแล้ว”จ้าวเฟยหลงหัวเราะลั่นไม่นึกว่าการตามหาดอกโลหิตฟ้าในครั้งนี้จะทำให้เขาได้รับสมบัติติดมือกลับไปด้วยซึ่งสิ่ง
ของที่พบเจอมีทั้งคัมภีร์ยุทธ์ระดับมนุษย์และปราณ
ยุทธภัณฑ์ระดับสามัญและและระดับปราณเสื้อผ้า เม็ดโอสถที่ใช้ฟื้นลมปราณระดับสามัญอีกจำนวนหนึ่ง
“เอ๊ะ!! นี่มันคืออะไรนะ”จ้าวเฟยหลงหยิบสิ่งที่คล้ายก้อนหินมีสีแดงสองก้อนออกมาจากถุงหนังที่กำลังถืออยู่