ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 92 เกราะราชันสำแดงเดช

            หลินหยางมีเพียงคำถามเดียวเท่านั้นที่อยากจะถามเฉินเฉาเกอ“นี่เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?”

            เฉินเฉาเกอตอนนี้ถูกหลินหยางกดดันจนอึดอัดรู้สึกจุกในลำคอจนพูดไม่ออก

            เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังอยู่บนชั้นพิพากษาในนรกอยู่ก็ไม่ปานความผิดบาปทั้งมวลล้วนถูกหลินหยางแปรเปลี่ยนมาเป็นแรงกดดันอันหนักหน่วงที่ส่งมาผ่านทางสายตาของเขาจนเฉินเฉาเกอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะถูกกลืนหายไป

            “จ...เจ้า...เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า!”เฉินเฉาเกอถึงกับพูดติดอ่าง

            เรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้มันอยู่นอกเหนือจินตนาการเขามากเกินไป

            “เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า!!”

            “มารดามันเถอะ เจ้าหูหนวกอยู่หรืออย่างไรทำไมไม่ตอบ!!”

            หลินหยางถามซ้ำอีกครั้งเหมือนกับกำลังตบหน้าเฉินเฉาเกอซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

            “เหอะ เรียกไอ้สวะนั่นว่ามนุษย์นี่ถือว่าหยาบคายมาก”

            เหล่าคนของอาณาจักรชูอวิ๋นต่างพากันด่าทอสาปแช่งเฉินเฉาเกอมันทั้งไม่สำนึกบุญคุณยังไม่พอ ยังคิดจะทำตัวเป็นลูกทรพีฆ่าพ่ออีก นับว่าชั่วช้าจนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบเทียบมันได้อีกแล้ว

            แต่คำถามของหลินหยางก็ถูกขัดขวางเสียก่อน

            ซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนเริ่มลงมือแล้ว

            พวกเขาไม่มีทางยอมปล่อยให้หลินหยางแค่คนเดียวมาทำลายแผนการทั้งหมดของพวกตนลงหรอกพวกเขาต่างหากที่เป็นใหญ่ในที่แห่งนี้แค่ดาบเล่มเดียวกับนกหนึ่งตัวก็คิดจะทำตัวเป็นวีรบุรุษกู้โลกแล้วหรือ?

            ฝันไปเถอะ!

            ซ่างกวันหงเรียกเอาอาวุธของตัวเองออกมา

            เป็นดาบใหญ่ที่มีขนาดยาวเกือบสองเมตรส่วนของใบมีดสีแดงหม่นๆ ที่อยู่ติดกับด้ามดาบนั้นมีหัวกะโหลกหัวหนึ่งกับใบมีดเอาไว้ส่วนคมของมันนั้นมีร่องรอยที่เกิดจากคราบเลือดสดๆ เปรอะเปื้อนเอาไว้เป็นจำนวนมาก

            ดาบเล่มนี้เป็นดาบที่มีชื่อเสียงอย่างมากในราชอาณาจักรโล่ยื่อ

            “คมอสูรกระหายเลือด”เป็นอาวุธระดับวิถีราชันขั้นกลางที่มีคุณภาพสูง

            ไม่น่าเชื่อว่าซ่างกวันหงที่ดูผอมแห้งคนนั้นกลับชอบใช้ดาบใหญ่ที่ดูดุดันอำมหิตแบบนั้นเป็นอาวุธแค่ดูจากคราบเลือดจำนวนมากที่เปรอะเปื้อนอยู่ตรงส่วนคมของดาบก็รู้แล้วว่าอสูรอัคคีผู้นั้นเคยใช้ดาบนี้ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

            “หุบปากไปซะ!!”

            ซ่างกวันหงพลันตวัดดาบออกไปทีหนึ่ง

            พลังงานอันชั่วร้ายที่อัดแน่นอยู่ในตัวดาบอยู่แล้วก็รวมเข้ากับพลังฟ้าดินนอกรีตที่ตัวเขาฝึกฝนขึ้นมาเองจนรวมเป็นหนึ่งดาบคมอสูรกระหายเลือดก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมาในทันใดพลังงานอันแสนชั่วร้ายนั่นถูกฟันออกไปกลายเป็นคลื่นดาบโปร่งใส พุ่งเข้าใส่หลินหยางอย่างรุนแรง

            การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้ดูดุดันอำมหิตอย่างที่คิดไว้แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่ดูลึกลับน่ากลัวจนชวนขนลุก

            หลังคลื่นดาบถูกฟันออกไปแล้วอุณหภูมิภายในห้องก็ลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งทันที โคมไฟในห้องพลันดับลง

            เหล่าทหารองครักษ์เองก็รู้สึกราวกับว่าดวงวิญญาณของตัวเองกำลังถูกคลื่นดาบนั่นดูดออกไป

            การโจมตีของยอดฝีมือระดับสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นกลางพร้อมกับดาบระดับวิถีราชันขั้นกลางนี้มันแข็งแกร่งจนไม่สามารถหาคำอธิบายใดอย่างแท้จริง

            และที่แย่หนักไปกว่านั้นคือหลินไป๋ชวนเองก็ลงมือด้วยแล้วเช่นกัน

            เทพยุทธ์ผู้นี้ก็เป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางที่เคยสยบหลี่จิ้งจนต้องถอยไปได้ครั้งหนึ่ง

            เมื่อครู่เขาถูกหลินหยางด่าเสียจนแทบคลั่งและยิ่งรับไม่ได้กับคำถามที่มันถามเฉินเฉาเกอว่า ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า ด้วย

            เขาพลันชกหมัดออกไปจนเกิดเป็นลมพายุอันเกรี้ยวกราดสายหนึ่งซึ่งเป็นพลังที่มีลักษณะคล้ายกับของซ่างกวันหงถึงแม้มันจะไม่ได้มีรูปร่างเหมือนหัวกะโหลกอันน่าหวาดกลัวแต่ความรู้สึกชั่วร้ายที่พลังนี้ปล่อยออกมานั้นเหมือนกันจนเดาได้ไม่ยากว่าพลังของทั้งสองนั้นน่าจะมีที่มาแหล่งเดียวกัน

            แค่ท่าพิฆาตของซ่างกวันหงก็รับมือยากมากพออยู่แล้วคราวนี้ยังมีหมัดของหลินไป๋ชวนเข้ามาอีก ยิ่งรับมือยากเข้าไปใหญ่

            เหล่าขุนนางก่อนหน้านี้ยังรู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้างนั้นก็ต้องกลับมาเป็นกังวลจนหัวใจเต้นแรงอีกครั้ง

            สื่อซือหมิงที่เป็นผู้นำเหล่าขุนนางข้าราชการช่วยกันส่งเสียงให้กำลังใจหลินหยางเหมือนเหล่าทหารองครักษ์นั้นพวกเขาพลันรู้สึกถึงความอันตรายที่หลินหยางกำลังเผชิญ จึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเตือนว่า

            “ระวังตัวด้วยผู้อาวุโสหลิน...”

            เพียงแต่คราวนี้สื่อซือหมิงนั้นรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างก่อนนั่นก็คือเหล่าคนของตระกูลเวินที่ควรจะเป็นเป็นห่วงหลินหยางมากที่สุดนั้นพวกเขากลับไม่แสดงความเป็นห่วงออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

            เขาหันขวับไปมองก็พบว่านอกจากเวินติ่งเทียนแล้วเหล่าคนของตระกูลเวินทั้งหมดนั้นกลับทำแค่ยืนกุมมือสองข้างพร้อมกับมองไปทางหลินหยางด้วยสีหน้าเรียบเฉยเท่านั้น

            โดยเฉพาะสาวน้อยรูปงามผู้หนึ่งนั้นตอนนี้กำลังมองไปที่หลินหยางแววตาเป็นประกายราวกับว่านางกำลังมองดูเจ้าชายของตัวเองที่กำลังขี่ม้าขาวมาช่วยพวกนางอย่างงดงาม

            หมายความว่าอย่างไรกัน?

            ทำไมถึงยังนิ่งได้ขนาดนี้อยู่เล่า?

            ในขณะที่สื่อซือหมิงที่กำลังสงสัยอยู่นั้นท่าพิฆาตทั้งสองกระบวนท่าก็ได้พุ่งเข้ามาประชิดตัวหลินหยางแล้ว

            หั่วเอ๋อร์รีบบินถอยไปยังด้านหลังทันทีแต่มันไม่ได้บินหนีเพราะรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด แต่มันบินไปพลางบ่นพึมพำไปพลางว่า “ไอ้เวรเอ๊ย คราวนี้ข้าคงรับมือไม่ไหวแล้ว ผลงานสำคัญคงจะโดนเจ้าหลินอี้น้อยแย่งไปหมดแน่ๆเลย...”

            ส่วนหลินหยางในตอนนี้พลันเปลี่ยนชุดเกราะของตัวเองกลายเป็นชุดเกราะสีเงินขาวทันที

            ชุดเกราะชุดนี้มีลักษณะคล้ายกับชุดเกราะวิญญาณทมิฬอยู่หลายส่วนแต่บริเวณส่วนข้อต่อเช่น เข่า ศอก เป็นต้นจะมีส่วนปลายแหลมที่ยื่นออกมาอย่างคมกริบ เป็นชุดเกราะออกศึกที่แค่ดูจากภายนอกก็รู้สึกว่ามันแข็งแกร่งมากแล้ว

            ชุดเกราะสีขาวนี้สร้างขึ้นมาจากส่วนผสมของวัตถุดิบระดับสี่ประมาณสิบชนิดภายนอกชุดเกราะมี “เส้นชีพจรราชัน” จำนวนมากพันกันยุ่งเหยิงเส้นชีพจรเหล่านี้จะทำหน้าที่ผสานพลังฟ้าดินที่แฝงอยู่ในวัตถุดิบแต่ละชิ้นให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์

            และนี่ก็คือชุดเกราะราชันเหล็กขาวที่หลินหยางใช้เวลาในการสร้างมันนานถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ

            เป็นสุดยอดผลงานที่ก้าวข้ามยุคสมัยนี้ไปแล้วโดยสมบูรณ์

            ในจังหวะที่หลินหยางกำลังเปลี่ยนชุดอยู่นั่นเองท่าพิฆาตของทั้งซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนก็มาถึงตัวเขาแล้ว

            บริเวณหน้ากากส่วนที่ปกปิดดวงตาที่แต่เดิมโปร่งใสก็พลันเปล่งแสงสีเหลืองออกมาผู้คนราวกับมองเห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากนั่นกำลังแย้มยิ้มอย่างเย็นชา

            พลังฟ้าดินสีเหลืองเข้มเปล่งออกมาจากทั่วร่างของเขาจากนั้นมันก็แปรเปลี่ยนเป็นกำแพงอันแข็งแกร่งดุจผืนพสุธาแผ่นหนึ่งกั้นขวางการโจมตีเอาไว้

            พลังฟ้าดินธาตุพสุธา - ป้องกัน!

            หลินหยางประสานมือเป็นรูปกากบาทอยู่ตรงบริเวณอกจากนั้นก็ต้านรับการโจมตีนั่นเอาไว้โดยไร้ซึ่งความหวั่นเกรง

            ตึง!

            ไม่มีเสียงระเบิดดังโครมครามเกิดขึ้น

            ได้ยินแต่เพียงเสียงที่ดังขึ้นราวกับมีค้อนเหล็กสองอันทุบลงบนผืนแผ่นดินการโจมตีสุดน่ากลัวและทรงพลังทั้งสองพลันถูกพลังฟ้าดินธาตุพสุธาสลายทิ้งจนมลายหายไปสิ้น

            ตึกตึกตึก

            หลินหยางถูกผลักถอยหลังไปสามก้าวแล้วจึงทรงตัวได้

            นอกจากตระกูลเวินแล้ว คนอื่นๆ ทั้งหมดล้วนตกตะลึงจนเหวอไป

            โดยเฉพาะซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนที่กำลังมองดูหลินหยางด้วยสีหน้าอย่างกับคนเห็นผี

            อ...ไอ้หนูนี่... มันรับได้?

            ไม่ใช่แค่รับได้อย่างเดียวเท่านั้นแถมมันยังไร้ซึ่งบาดแผล อย่างมากสุดก็ถูกผลักถอยหลังไปสามก้าวเท่านั้น

            นั่นมันชุดเกราะบ้าอะไร!!!

            แต่หลินหยางไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูได้ตกใจเลยแม้แต่น้อยพลังฟ้าดินสีเหลืองที่ถูกสร้างเป็นกำแพงรอบตัวเขาค่อยๆ แตกสลายไปราวกับดินที่แห้งและแตกออกจากนั้นดวงตาทั้งสองของเขาพลันระเบิดแสงสีเพลิงออกมาอย่างรุนแรง

            พลังฟ้าดินธาตุอัคคี - โจมตี!!

            ถ้าหากซ่างกวันหงหยุดมาสังเกตชุดเกราะของหลินหยางดูดีๆละก็ มันต้องตกใจจนอ้าปากค้างแน่นอน

            เพราะนี่คือยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันชิ้นแรกของทวีปชี่อู่ที่สามารถปล่อยพลังฟ้าดินออกมาได้สองธาตุพร้อมกันชุดเกราะที่หลินหยางใช้เวลาในการสร้างนานขนาดนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็คือสุดยอดผลงานที่ก้าวข้ามยุคสมัยไปแล้วอีกชิ้นหนึ่ง

            เพียงแต่ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ไม่มีใจจะไปสนใจเรื่องแบบนั้นแล้วได้ยินแต่เสียงระเบิดของเปลวเพลิงพุ่งขึ้นฟ้าอย่างมหาศาล

            หลินหยางพลันเปลี่ยนเป็นเทพอัคคีในเกราะเหล็กแทบจะทันทีประกายเพลิงศักดิ์สิทธิ์นั่นพุ่งทะยานสูงถึงสามเมตรกว่าแทบจะชนกับเพดานของพระตำหนักแห่งนี้แล้ว

            แม่เจ้า!

            แรงกดดันแบบนี้ทำเอาเหล่าคนของตระกูลซ่างกวันนั้นตกใจจนเผ่นหนีกันไปหมดแม้แต่คนของฝั่งชูอวิ๋นเองก็ยังหน้าถอดสี

            สื่อซือหมิงกล่าวออกมาว่า “ผู้อาวุโสหลินระวังอย่าไปเผาโดนเพดานนะ! นั่นน่ะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษที่อดีตจักรพรรดิเคยหลงเหลือไว้ในอดีตเมื่อนานมากๆแล้ว!”

            ดูท่าทาง

            พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายอะไรอีกแล้วอีกทั้งยังคิดจะเก็บรักษาวัตถุโบราณไว้อีก

            แต่ก็ไม่รู้ว่าหลินหยางได้ยินหรือเปล่าเห็นแต่เพียงเทพอัคคีผู้เกรี้ยวกราดนั่นกำลังบุกทะลวงไปเบื้องหน้าโดยทุกก้าวที่เขาเดินออกไปล้วนทิ้งรอยเท้าที่มีเปลวไฟลุกโชนเอาไว้ด้วยพลังไฟที่ระเบิดออกมานั่นราวกับภูเขาไฟที่กำลังปะทุออกมาเข้าไปกดดันศัตรูตรงหน้าโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด

            หลินหยางในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เพลงดาบเฟิ่งอู่หวังหลีอีกต่อไป

            แค่พลังฟ้าดินธาตุอัคคีของชุดเกราะวิญญาณเหล็กขาวเมื่อรวมเข้ากับวิชาร่างสถิตภูตอัคคีแล้วเขาแทบจะไร้ความหมาย พลังโจมตีที่ปล่อยออกมานั้นอยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนกว่าชั่ง

            ซึ่งนั่นเป็นพลังของระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแล้ว

            โอ้โห

            หลินหยางสะบัดดาบออก พลังฟ้าดินธาตุไฟก็เปล่งออกมาจากดาบเฟิ่งอู่จนมีเปลวเพลิงยื่นออกมายาวราวห้าเมตรกว่าจากนั้นก็ฟาดฟันใส่บนลำตัวของหลินไป๋ชวน

            ตูม

            เทพยุทธ์ที่เป็นดั่งตัวตนอันแข็งแกร่งเด็ดขาดของอาณาจักรชูอวิ๋น

            กลับถูกฟาดจนตัวม้วนคล้ายกิ้งกือ ดวงตาทั้งสองมันแทบจะกระเด็นออกมาจากนั้นก็กระอักเลือดขึ้นฟ้าไปร่างกายของเขาถูกซัดปลิวกระเด็นออกไปนอกพระราชวังทันทีราวกับว่าวที่สายป่านขาด

            ช่างเป็นยอดฝีมือที่น่าสงสารจริงๆใครจะคิดว่าเขาในวันนี้กลับต้องออกจากที่แห่งนี้ไปด้วยวิธีสุดอนาถแบบนี้...

            นอกจากนี้

            พลังดาบอันรุนแรงของหลินหยางนั้นยังก่อให้เกิดคลื่นลมแรงดุจพายุอันเกรี้ยวกราดพัดเอาเหล่านักฆ่าชุดดำที่ก่อนหน้านี้อุตส่าห์หนีรอดไปได้แล้วปลิวว่อนขึ้นฟ้าราวกับเศษผ้าถูกพัดกระเด็นออกไปจากพระตำหนักแห่งนี้

            ส่วนไอ้สวะจอมทรยศอย่างหวังหมิงชงที่ก่อนหน้านี้มีท่าทีโอหังอวดดีสุดขีดนั้น ตัวมันที่มีระดับพลังแค่ระดับชุ่ยถี่นั้นก็ถูกสายลมอันเกรี้ยวกราดนี้เป่าจนพุ่งไปกระแทกเข้ากับเสาค้ำต้นหนึ่ง

            ส่วนหัวถูกกระแทกจนกะโหลกแตก เลือดสดๆสาดกระเซ็นไปทั่ว ตายอนาถคาที่ในทันที

            หลังการโจมตีครั้งนี้จบลง

            เหล่าอำนาจมืดที่ทำตัวอำมหิตสุดแสนก็เหลือแค่สองพ่อลูกตระกูลซ่างกวันเฉินเฉาเกอ และผู้อาวุโสระดับอวิ้นหลิงของตระกูลซ่างกวันอีกหนึ่งคนเท่านั้น

            แต่นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการบุกโจมตีของหลินหยางเท่านั้น

            เอานี่ไปกิน!!

            หลังจากนั้นการโจมตีของหลินหยางก็ดุดันยิ่งกว่าเดิม

            แต่ละดาบที่ฟาดฟันออกไปนั้นหนักแน่นดุจขุนเขา ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานได้เลย

            เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวพลังดาบสั่นสะเทือนผืนพสุธา ส่วนพื้นของพระตำหนักกว่าครึ่งถูกทำลายจนแหลกละเอียดทำเอาสื่อซือหมิงรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก

            “ไอ้หยานั่นมันพื้นที่สร้างขึ้นจากหยกเขียวอายุกว่าห้าร้อยปีเลยนะ...”

            ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าพวกซ่างกวันหงได้ยินคำพูดแบบนี้เข้าไปแล้วจะรู้สึกอย่างไรแต่ถึงอย่างไรพวกมันก็ไม่มีเวลามาสนใจอะไรแบบนี้อยู่แล้วในหัวพวกมันตอนนี้กำลังคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถหนีเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของหลินหยางได้

            หลบเร็ว!!

            ทั้งสี่คนส่งเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกกระโดดขึ้นฟ้าหลบการโจมตีสุดน่าสะพรึงกลัวของหลินหยางไปได้อีกครั้งหนึ่งอย่างเฉียดฉิว

            แต่หลินหยางนั้นกำลังรอพวกเขาอยู่นานแล้ว

            หนึ่งหมัด หนึ่งฝ่ามือ

            อัดกระแทกใส่บริเวณหน้าอกของซ่างกวันอวิ๋นและผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งเต็มๆโดยไม่พลาดเป้า ซัดเอาสองคนนั้นพุ่งทะยานออกไปนอกพระตำหนักอย่างรุนแรง

            ส่วนเฉินเฉาเกอนั้น บนตัวของไอ้สวะนี่บัดนี้มีพลังอันดำมืดสุดชั่วร้ายกำลังแผ่กระจายออกมาดูท่าทางมันเองก็ได้เรียนรู้วิชานอกรีตแบบเดียวกับของพวกหลินไป๋ชวนแล้วเหมือนกันทำให้พลังฝีมือของมันในตอนนี้เทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นแล้ว

            แต่นั่นมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย

            หลินหยางพลันเข้าไปทักทายเฉินเฉาเกอทีหนึ่ง

            รอยเท้าข้างหนึ่งของหลินหยางพลันถูกประทับลงบนใบหน้าของเฉินเฉาเกออย่างแนบสนิทโดยไม่มีบิดพลิ้วนอกจากจะสามารถเหยียบจนจมูกของไอ้ชั่วนี่จนแหลกละเอียดได้แล้วใบหน้าของมันก็ถูกเหยียบจนยุบลงไปด้วยเช่นกันเสียงกระดูกแหลกละเอียดนั่นดังลั่นไปทั่วทั้งพระตำหนัก

            กร๊อบ กร๊อบ

            เฉินเฉาเกอถูกถีบจนกระเด็นตามพวกพ้องของมันออกไปแล้ว