"เ้าสำนักฮวาหรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร" เสียงแหบพร่าดังออกมาจากโลงศพ "หรือวันนี้เ้าอยากตายอยู่ที่นี่" ออร่าแห่งความตายแผ่กระจายออกมาจากโลงศพทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
ดอกบัวเจ็ดสีเปล่งแสงส่องประกายดั่งแก้วมณี ออร่าแห่งความตายไม่สามารถคืบคลานเข้ามาได้อีกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแสงเจ็ดสีของดอกบัว
"ิญญาเฒ่า คิดเหรอว่าจะสังหารข้าได้" เสียงแ่จางอ่อนหวานดังขึ้นจากสตรีงดงามที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของดอกบัว ภายในน้ำเสียงแฝงไว้ซึ่งอำนาจและพลังที่มองไม่เห็น
"รนหาที่ตาย" เสียงแหบพร่าโเี้ดังออกมาจากโลงศพ จากนั้นเสียงกรีดร้องของเหล่าดวงิญญานับหมื่นก็ร้องโหยหวนออกมาจากด้านในโลงศพ
เสียงโกรธแค้นโศกเศร้าบาดลึกเสียดแทงไปจนถึงกระดูก จากนั้นฝาโลงก็แง้มเปิดออกเล็กน้อย โซ่เหล็กสีดำสองเส้นก็ค่อยๆคืบคลานออกมาจากด้านในโลงศพ
โซ่เหล็กสีดำพุ่งทะยานแหวกอากาศหมายฉีกกระชากร่างของสตรีผู้งดงามที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของดอกบัว เคล้ง เคล้ง เสียงโซ่เหล็กเสียดสีกระทบกันไปมามันเคลื่อนตัวประหนึ่งอสรพิษ ทั้งรวดเร็วและเฉียบขาดเต็มไปด้วยอำนาจแห่งความชั่วร้าย
คลืน!
แสงเจ็ดสีเปล่งประกายออกมาจากร่างของสตรีผู้งดงาม กลางหน้าผากของนางปรากฏภาพดอกบัวเจ็ดสีส่องสว่าง นางสะบัดมือจับจีบทำมุทรา อากาศรอบด้านเหมือนจะแข็งค้างจนกลายเป็หยุดนิ่ง โซ่เหล็กสีดำที่พุ่งเข้ามาหยุดชะงักอยู่กลางท้องฟ้าเหมือนกับงูที่ติดกับดัก ถึงแม้จะขยับตัวได้แต่ก็ไม่สามารถคืบคลานไปไหนได้อีก
บนโซ่เหล็กสีดำมีเหล่าดอกบัวหลากสีสันกำลังแย้มบาน
คลืน!เพลิงสีเขียวลุกไม่ขึ้นบนโซ่เหล็ก
"โย่วิ........"
"เ้าสำนักโย่วิช้าก่อน" เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและดุร้ายดังมาจากไกลๆตรงเส้นขอบฟ้า พยัคฆ์เมฆาที่สองปีกขยายใหญ่ราวกับจะปกคลุมฟ้าดินกำลังทะยานใกล้เข้ามา ้าหัวของพยัคฆ์เมฆาชายวัยกลางคนหน้าตาเหี้ยมหาญยืนอยู่้าด้วยท่าทางเคร่งขรึม
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเข่นฆ่ากันเอง หรือว่าเ้าสำนักโย่วิรู้จักกับคนที่เรียกบททดสอบ์ก่อนหน้านี้มา" เสียงของเขาดุดันเหี้ยมหาญ
ปัง!
โซ่เหล็กสีดำฉีกกระชากอากาศอย่างรุนแรงทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปรอบด้าน เหล่าดอกบัวหลากสีที่เบ่งบานอยู่บนโซ่เหล็กสีดำตอนนี้เหี้ยวเฉาปลิดปลิวไปในอากาศ
โซ่เหล็กสีดำสองเส้นถูกเก็บกลับคืนเข้าไปในโลงศพ
ปัง!
เสียงโลงศพปิดกระทบกันเสียงดังสนั่น จากนั้นเสียงแหบพร่าก็ดังออกมาจากโลงศพอย่างไม่หวาดกลัว
"เ้าสำนักตงวู่อย่าได้พูดซี้ซั้ว ข้าไม่ได้รู้จักกับคนผู้นั้น ที่มาวันนี้ก็เพื่อสืบหาที่มาของคนผู้นั้นว่าเขาเป็ใครมาจากไหนกันแน่" ออร่าแห่งความตายสีดำมืดเริ่มแผ่กระจายออกไปกลางอากาศ
"แต่เดิมคิดว่าจะมาที่นี่แล้วจากไปอย่างเงียบๆ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะต้องมาเจอกับเ้าสำนักฮวาหรงที่นี่"
"ในเมื่อเป็เช่นนั้นวันนี้ได้โปรดเห็นแก่หน้าข้า ทั้งสองท่านอย่าเพิ่งสู้กันเลย ทัณฑ์์เมื่อสักครู่นี้ไม่ใช่เล่นๆ ตัวตนของคนผู้นี้ยังไม่รู้ว่าเป็ใครมาจากไหน หากว่าเขามีเจตนาร้าย เช่นนั้นการที่พวกท่านสองคนสู้กันจนาเ็ก็คงไม่สามารถหารือข้อพิพาทกันในวันนี้ได้แน่" เ้าสำนักตงวู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"เช่นนั้นก็เห็นแก่หน้าท่านสักครั้ง วันนี้ข้าจะไม่ถือสาเอาความ แต่ถ้าหากมีครั้งหน้า.......หึหึ.." โลงศพเคลื่อนตัวจากไปพร้อมกับกล่าวคำพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงน่าสยดสยอง
คลืน!
กลีบดอกบัวร่วงโรยพลัดปลิวไปในอากาศ ไม่นานก็กลับมางอกงามเบ่งบานอีกครั้ง ดอกบัวนับหมื่นปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอำนาจคุกคามพุ่งตรงไปยังโลงศพที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้า
โฮก!
แต่ก่อนที่ดอกบัวจะได้โจมตีพยัคฆ์เมฆาก็ส่งเสียงร้องคำรามออกมา ด้วยอานุภาพของคลื่นเสียงทำให้ผืนฟ้าสั่นะเือย่างรุนแรง
"เ้าสำนักฮวาหรงได้โปรดเห็นแก่หน้าข้า วันนี้ความแค้นของพวกท่านกับสำนักโย่วิขอให้เก็บกลับไปก่อน ได้โปรดเห็นแก่เื่ส่วนรวมอย่าเพิ่งเปิดศึกกันเลย" เ้าสำนักตงวู่น้ำเสียงอ่อนลงมาก สายตาของเขาจ้องมองไปยังร่างของสตรีผู้งดงาม ดวงตาเผยถึงความถวิลหาแต่ก็เจือไว้ด้วยซึ่งความผิดหวัง
"เห็นแก่หน้าข้าด้วยอีกคน วันนี้อย่าเพิ่งเปิดศึกกันเลย" เมฆเปลวเพลิงลอยเข้ามาพร้อมกับร่างเงาของชายวัยกลางคนที่สวมใส่อาภรณ์ลายเพลิงสีทอง
"......" สตรีผู้งดงามกวาดตามองชายวัยกลางคนทั้งสอง จากนั้นเผยอริมฝีปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานแต่ก็เจือไว้ด้วยความอาฆาตแค้น
"วันนี้ไม่สู้ถือว่าเห็นแก่หน้าของพวกท่านและเห็นเื่ในวันนี้เป็สำคัญ แต่ถ้าหากครั้งหน้าพวกท่านกล้ายื่นมือเข้าห้ามปรามอีก ข้าจะไม่ไว้หน้าพวกท่าน"
คลืน!
เมื่อกล่าวจบสตรีผู้งดงามก็ควบคุมดอกบัวเจ็ดสีทะยานไปบนท้องฟ้าไกล มุ่งหน้าไปยังกึ่งกลางของเมฆบททดสอบ์
ชายวัยกลางคนทั้งสองคนมองหน้ากัน คนหนึ่งยืนอยู่บนหัวของพยัคฆ์เมฆามีท่าทางองอาจน่าเกรงขาม อีกคนยืนอยู่บนเมฆเปลวเพลิงอาภรณ์บนร่างเผยเห็นถึงความสูงส่งสง่างาม ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันแต่เริ่มเคลื่อนตัวไล่ตามดอกบัวเจ็บสีไป ดวงตาของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมอย่างถึงที่สุด
ใจกลางเมฆบททดสอบ์นาวาปราณห้าลำจอดเรียงอยู่ใกล้ๆกัน ด้านข้างของนาวาปราณสลักไปด้วยตัวอักษร "ไป๋" "กู่" "มู่" "หยาง" "เยว่" เรียงกันเป็ลำดับ
กลิ่นอายและพลังที่แข็งแกร่งแผ่กระจายออกมาจากนาวาปราณแต่ละลำ ตระกูลไป๋มีออร่าสีขาว ตระกูลกู่มีออร่าดุดันเหี้ยมหาญไร้สี ตระกูลมู่มีออร่าสีฟ้าอ่อน ตระกูลหยางมีออร่าสีแดงอมส้ม ส่วนตระกูลเยว่นั้นมีออร่าเหมือนกับแสงจากดวงจันทร์
ออร่าที่แผ่กระจายออกมาจากห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองจินหยางทำให้บรรยากาศโดยรอบสั่นะเื
อยู่ใกล้ๆกันัทองและเหล่าองครักษ์ที่สวมชุดสีทอง ก็มีออร่าสีทองเปล่งประกายออกมา ด้วยอำนาจสะกดข่มของแสงสีทองทำให้บรรยากาศรอบด้านสั่นไหวไปมา
ผ่านไปไม่นานโลงศพโลงหนึ่งก็ลอยเข้ามาถึงใจกลางเมฆบททดสอบ์ ถัดกันออกไปไม่ไกล ดอกบัวเจ็ดสี พยัคฆ์เมฆาและเมฆเปลวเพลิงก็ลอยใกล้เข้ามา
ไม่นานขุมอำนาจใหญ่แห่งทวีปภาคกลางก็มารวมตัวกันอยู่อย่างครบถ้วน ด้านข้างัทอง องครักษ์เกราะทองคนหนึ่งสาวเท้าก้าวออกมา จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขามว่า
"ข้ารับคำสั่งจากองค์จักรพรรดิได้เข้ามาตรวจสอบที่นี่ ผู้ใดมีเบาะแสโปรดแจ้งให้ข้าทราบด้วย"
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังร่างขององครักษ์เกราะทอง ทุกสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อองครักษ์เกราะทองเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ทุกคนที่รวมกันอยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็สุดยอดขุมพลังอำนาจแห่งทวีปภาคกลาง
"องครักษ์หวัง ตระกูลไป๋ไม่ทราบว่าคนผู้นี้เป็ใครมาจากไหน ไม่สามารถอธิบายหรือให้คำชี้แจงใดๆกับท่านได้" ชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาหล่อเหลาพูดขึ้น เสียงของเขาสงบนิ่งแต่ก็ห้าวหาญ
"ตระกูลกู่ก็ไม่ทราบเช่นกัน"
"ตระกูลมู่ก็ไม่ทราบเช่นกัน"
"ตระกูลหยางก็ไม่ทราบเช่นกัน"
"ตระกูลเยว่ก็ไม่ทราบเช่นกัน"
อีกสี่ตระกูลตอบเป็เสียงเดียวกัน ไม่นานสายตาขององครักษ์เกาะทองก็จับจ้องไปยัง โลงศพที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ดอกบัวเจ็ดสี พยัคฆ์เมฆา และเมฆเปลวเพลิง สายตาขององครักษ์เกราะทองเฉียบคมกล้าหาญ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ
"พวกท่านสี่สำนักใหญ่ล่ะ มีเื่ใดจะชี้แจงต่อราชสำนักหรือไม่"
เสียงแหบพร่าดังออกมาจากโลงศพ "ข้าไม่มีสิ่งใดต้องอธิบายกับราชสำนัก" เสียงแหบแห้งระคายหูที่ดังออกมาจากโลงศพ ฟังดูแล้วไม่ได้มีความหวาดกลัวอยู่เลยแม้แต่น้อย
"พวกข้าก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าคนผู้นี้เป็ใคร ไม่อาจชี้แจงต่อราชสำนักได้" ชายวัยกลางคนร่างกายกำยำที่ยืนอยู่บนเมฆเปลวเพลิงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
องครักษ์เกราะทองหันมองไปยังทุกขุมพลังอำนาจแห่งทวีปภาคกลาง เขาถีบอากาศดีดตัวขึ้นไปยืนอยู่บนท้องฟ้าสูง แสงสีทองเปล่งประกายออกมาจากร่างอากาศรอบด้านสั่นะเื พลังอำนาจและััของเขาแผ่กระจายออกไปหลายหมื่นลี้ องครักษ์เกราะทองใช้เวลาอยู่นาน เขาพยายามตรวจสอบทุกตารางนิ้วภายใต้ผาเทียมเมฆนี้
ใช้เวลาอยู่หลายเค่อแต่ก็ไร้วี่แววไม่สามารถััอะไรได้อีก ตอนนี้รอบด้านไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆเลย องครักษ์เกราะทองเก็บัักลับคืน เขาร่อนกลับลงมาที่เดิม จากนั้นก็หันไปมองข้อความกลางหน้าผา
ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่หน้าผาเช่นกัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------
"วันนี้รอดชีวิตมาได้ ก็ให้ถือว่าวันนี้เป็วันเริ่มต้นใหม่"
"วันนี้รอดตายได้รับชีวิตใหม่ ถือว่า์ยังเมตตา ยมราชยังไม่อยากได้ชีวิต ข้ามีความใฝ่ฝันคือท่องเที่ยวไปในยุทธภพ ได้เปิดหูเปิดตามองเห็นโลกที่กว้างใหญ่ และแม้ว่าโลกนี้จะไร้ซึ่งความยุติธรรม แต่ข้ายินดีก้าวข้ามมหาสมุทรแห่งความทุกข์ระทม และข้ายินดีเดินผ่านแม่น้ำเืทะเลโลหิต ถึงแม้ว่าภายภาคหน้าจะมีกองกระดูกสูงท่วมหัว ข้าก็ยังจะเดินต่อไป เดินต่อไป และเดินต่อไป เดินต่อไปจนกว่าจะสุดทาง"
"เคยฝันว่าจะถือดาบท่องเที่ยวไปทั่วหล้า มองดูความรุ่งโรจน์ของเหล่ามวลมนุษย์และโลกา จิตใจของจอมยุทธ์ประกอบด้วยความบ้าระห่ำ ยามนี้ออกเดินทางไกลทะเลทั้งสี่ล้วนคือบ้าน"
-------------------------------------------------------------------------------------------------
"หากวันนี้สืบหาตัวตนของคนผู้นี้ไม่ได้ ในอนาคตภาคกลางคงได้นองไปด้วยเื คนผู้นี้ต้องเป็ผู้าุโที่เร้นกายอยู่ในยุทธภพ วันนี้สามารถก้าวข้ามผ่านบททดสอบ์เช่นนี้ได้ คนผู้นี้ต้องไม่ธรรมดา วันนี้ข้าขอความร่วมมือจากทุกท่าน ต่อให้ต้องพลิกผาเทียมเมฆทั้งหมดก็ต้องหาเบาะแสของคนผู้นี้ให้จงได้" เสียงขององครักษ์เกราะทองดังก้องไปทั่วทั้งผาเทียมเมฆ จากนั้นเหล่าทหารที่สวมใส่ชุดเกราะสีทองก็แยกกันไปคนละทิศคนละทางเพื่อตามหาจอมยุทธ์ผู้ลึกลับที่ตัวตนยังคงเป็ปริศนาอยู่
กลุ่มคนของห้าตระกูลใหญ่ก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน พวกเขาแยกตัวออกไปกันคนละทิศคนละทาง ตอนนี้ผาเทียมเมฆเต็มไปด้วยยอดฝีมือที่มีพลังแข็งแกร่ง
สี่สำนักใหญ่ก็สั่งการให้คนที่ตัวเองพามาออกไปตามหาร่องรอยหรือเบาะแสของจอมยุทธ์ปริศนาเช่นกัน ทั่วทั้งผาเทียมเมฆเต็มไปด้วยความอลหม่านวุ่นวาย หลายคนเริ่มปะทะกับเหล่าสัตว์อสูรแล้ว สัตว์อสูรบางตัวมีพลังบำเพ็ญอยู่ในขั้นเซียน แต่เมื่อต้องเจอกับจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากมายขนาดนี้ พวกมันก็ทำได้แค่เพียงต้องหนีอย่างสุดชีวิต
ห่างไกลออกไปจากจุดศูนย์กลางของเมฆบททดสอบ์ประมาณสามร้อยลี้ ร่างโปร่งแสงในชุดคลุมสีม่วงครามกำลังจ้องมองเหล่าจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งด้วยแววตาที่เป็ประกาย ดวงตาด้านซ้ายมีแสงสีทองจางๆเปล่งประกายอยู่ เขาหันหลังกลับจากนั้นก้าวเดินออกไปด้วยความเร็วคงที่ ฝีเท้าแ่เบาไม่ได้รีบร้อน
ทุกพื้นที่ภายใต้หน้าผาเทียมเมฆสับสนอลหม่าน แต่ตัวตนที่โปร่งแสงของเขากลับไม่มีใครมองเห็นหรือััมันได้เลย