ในความฝันอันเลือนราง จันทร์เพ็ญมณีฝันเห็นถึงภาพแผ่นหลังของใครบางคน.... ใครบางคนที่เธอคุ้นเคย เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาคนผู้นั้น เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ๆ เธอก็รู้ว่าเป็ใคร
“ท่านทิวากร...นั่นคือท่านหรือเ้าคะ?” เธอเอื้อนเอ่ยถามไป แต่ชายตรงหน้าที่ใส่ชุดไทยโบราณสีขาว กางเกงโจงกระเบนสีน้ำเงินก็หาได้หันกลับมามองเธอไม่ ชายผู้นั้นค่อยๆ เดินห่างออกไปอย่างรวดเร็วราวกับนั่นไม่ใช่การเดิน
“ท่านทิวากร!! รอข้าด้วยเ้าค่ะ!!” จันทร์เพ็ญมณีออกวิ่งไปในความมืด หวังจะตามชายหนุ่มให้ทัน แต่ทว่ากลับสายไปเสียแล้ว ร่างของชายหนุ่มนั้นได้หายไปในความมืดเสียแล้ว....
“ฮือๆๆ ท่านทิวากร... เหตุใดถึงได้ทิ้งข้าไว้เพียงคนเดียว...?” จันทร์เพ็ญมณีล้มตัวลงนั่งร้องไห้ หยาดน้ำตาไหลออกมาจากจิตใจที่แหลกสลาย
“จันทร์เพ็ญมณี.....” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น จันทร์เพ็ญมณีเบิกตากว้างและค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาเธอใเสียแทบช็อก มันคือภาพของชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ถูกคมหอกและดาบนับไม่ถ้วนแทงจนเืไหลท่วมทั้งตัว
“จันทร์เพ็ญมณี....ข้าขอโทษ...ที่ทิ้งเ้าไป....” ชายหนุ่มกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ สีหน้าของเขามีความเ็ปทั้งทางร่างกายและจิตใจ น้ำตาของเขาไหลรินอาบแก้ม
“ท่านทิวากรเ้าคะ!!!” จันทร์เพ็ญมณีลุกพรวดขึ้น เธอยื่นแขนไปข้างหน้าคล้ายกับจะคว้าอะไรบางอย่าง แต่คว้าได้เพียงอากาศธาตุที่ว่างเปล่าเท่านั้น ภาพที่เธอเห็นตรงหน้าคือห้องสีขาวที่เธอไม่คุ้นเคย และที่แขนข้างขวาที่เธอยื่นไปนั้นมีสายยางบางๆ สีขาวเส้นหนึ่งที่เชื่อมกับน้ำเกลือที่ห้อยจากที่แขวนของมันอยู่
มีเสียงเปิดประตูเข้ามาในห้องพยาบาลที่มีเครื่องมือทางการแพทย์และสายน้ำเกลือที่โยงเข้ากับแขนของหญิงสาว เธอพึ่งสังเกตเห็นมันและกำลังงงงวยกับภาพที่เห็นตรงหน้า สถานที่แห่งนี้ช่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย
“อ้าว!! ตื่นแล้วเหรอ? อาการเป็ยังไงบ้าง? คุณสลบไปตั้งสามวันแน่ะ!!” ทิวเอ่ยทักขึ้นมาและเลื่อนปิดประตูห้องพยาบาล ก่อนที่จะเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ เตียงคนไข้
“ท่านทิวากร!!?” จันทร์เพ็ญมณีส่งเสียงดังขึ้นมาอย่างตกตะลึง เพราะใบหน้าของชายหนุ่มช่างละม้ายคล้ายคลึงกับคนรักของเธอที่ตายไปในาราวกับแกะ
“หืม? ทิวากร? ใครเหรอ? ผมชื่อทิว...ทิวากรเป็ญาติของคุณเหรอ? แหม ชื่อคล้ายกันซะด้วย บังเอิญจังเลยนะ ฮะๆๆ” ชายหนุ่มตอบกลับ เขาหัวเราะออกมาเบาๆ
“ก็ท่านยังไงล่ะ!! ไม่สิ.... ท่านทิวากรนั้นตายไปในาเมื่อสองปีก่อนแล้วนี่นา... งั้น...นี่คงเป็แค่คนที่หน้าเหมือนกันสินะ?” เธอพึมพำเบาๆ อย่างครุ่นคิด
“หืม ? พึมพำอะไรอยู่งั้นเหรอ?” ทิวถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“อ้อ!! เปล่าหรอกเ้าค่ะ! ว่าแต่ที่นี่คือที่ไหนและท่านเป็ใครหรอเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีรีบเปลี่ยนเื่
“อ้อ ที่นี่คือโรงพยาบาลไง แล้วผมก็ชื่อทิว แค่คนขับแกร๊บที่อาศัยอยู่กับน้องสาวน่ะ ฮะๆๆๆ” ทิวตอบและแนะนำตัวอย่างเป็มิตร
“โรงพยาบาล? อ้อ… เป็อะไรที่เกี่ยวข้องกับหมอยาเหรอเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีถามสงสัย
“หมอยา? โอ๊ย!! สมัยนี้มันไม่มีแล้วล่ะคุณ หรือถ้าจะมีก็คงจะมีน้อยมากๆ ฮะๆๆๆ” ทิวตอบกลับและหัวเราะเบาๆ
“สมัยนี้? เอ…. นี่มันปีพ.ศ.อะไรเหรอเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีถาม เธอรู้สึกเอะใจบางอย่าง
“ก็ปี พ.ศ. 2566 น่ะ ทำไมเหรอ?” ทิวตอบและถามกลับด้วยความสงสัย
จันทร์เพ็ญมณีตกตะลึง ‘แสดงว่าข้าข้ามมายังอนาคตอีกกว่าหกร้อยปีข้างหน้าแล้วสินะ?’ เธอครุ่นคิดในใจ
“เป็อะไรไปเหรอ? สีหน้าของเธอดูไม่ดีเลยนะ?” ทิวถามด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าลำบากใจ
“อ้อ! เปล่าหรอกเ้าค่ะ ข้าแค่คิดถึงเื่ราวบางอย่าง…” จันทร์เพ็ญมณีตอบกลับ
“หืม? เื่อะไรงั้นเหรอ? ถ้ามีอะไรที่ผมพอช่วยได้ผมก็จะช่วย” ทิวถามขึ้นอย่างห่วงใย
“ไม่น่าจะได้หรอกเ้าค่ะ… คนธรรมดาอย่างท่าน… แต่… เฮ้อ… ก็ได้เ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีถอนหายใจอย่างปลงตก
“ข้าจะเล่าเื่ราวของข้าให้ท่านฟังก็แล้วกัน… เนื่องจากท่านเป็ผู้ที่ช่วยชีวิตของข้าไว้….” ว่าแล้วจันทร์เพ็ญมณีก็เปิดปากเล่าประวัติของตนให้ฟัง
…………………………………………………………………………………………………
“อันตัวข้านั้นมีนามว่าจันทร์เพ็ญมณี มีน้องสาวคนหนึ่งนามว่าดารามณี เป็พวกเราเป็ธิดาของาาแห่งเมืองอโยธยา นามว่าพระยาอภัย ผู้ปกครองบ้านเมืองอย่างผาสุกมาอย่างยาวนาน……” จันทร์เพ็ญมณีเริ่มเล่า พอถึงตรงหน้าเธอก็ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกะเืใจ
“แต่แล้ววันหนึ่ง ความผาสุกนั้นก็ถูกทำลายเสียสิ้น เมื่อหมอผีชั่วร้ายทั้งหลายในเมืองต่างก็รวมตัวกันก่อฏขึ้น พวกมันใช้เดรัชฉานวิชา เรียกกองทัพคนตายขึ้นมาจากหลุมศพ บุกเข้ามาในเมือง และใช้วิชาอาคมเข่นฆ่าผู้คน และบุกเข้ายึดวังหลวง….” พอถึงตรงนี้ สีหน้าของเธอก็ยิ่งมีความเ็ปมากขึ้น
“หมอผีคนหนึ่งนามว่า ‘กุมภี’ มันคือผู้นำทัพเข้าบุกยึดวังหลวง มันไล่ล่าพวกเราและลงมือสังหารเสด็จพ่อของเราไปต่อหน้าต่อตา….” จันทร์เพ็ญมณีเล่ามาถึงตรงนี้แล้วจึงหยุดเล่า เธอกัดฟันด้วยความโกรธแค้น
“โอว… ผมเสียใจด้วยนะ…” ทิวกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
“ขอบน้ำใจท่านมากนะเ้าคะ” จันทร์เพ็ญมณีเงยหน้าขึ้น เธอปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มออกและยิ้มกว้าง
ทิวรู้สึกใจเต้นแรงเมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวในกริยาแบบนั้น ใบหน้าที่ยิ้มทั้งน้ำตานั้นงดงามยิ่งนัก อุปมาเหมือนกับฟ้าหลังฝนที่ยังไม่ซาดี แล้วเมฆก็เคลื่อนตัวออกเผยให้เห็นพระอาทิตย์สาดส่องไปทั่วผืนฟ้า เกิดรุ้งกินน้ำสีสันสดใสขึ้นมา มันสดใสแและงดงามฉันใด ใบหน้าของหญิงสาวในยามนี้ก็ฉันนั้น
“เื่นี้ท่านโหราจารย์ของเสด็จพ่อก็เคยทำนายไว้ แต่ท่านหาได้สนใจไม่ จนมันเกิดเื่….” เสียงของจันทร์เพ็ญมณีดังขึ้น ปลุกให้ทิวออกจากภวังค์
“ที่จริงข้ากับน้องสาวก็พยายามเตือนท่านพ่อแล้ว แต่ทว่าท่านกลับไปฟัง จนเกิดเื่นี้ขึ้น…เฮ้อ…” จันทร์เพ็ญมณีถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้า
“เธอไม่เป็อะไรนะ?” ทิวถามด้วยความเป็ห่วง
“ค่ะ…ตอนนี้ข้าไม่เป็อะไรแล้วล่ะค่ะ…แค่คิดว่าถ้าท่านพ่อเชื่อในคำทำนายสักนิด เื่แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น…” จันทร์เพ็ญมณีหันมายิ้มให้ทิวอย่างเศร้าๆ
“แล้วก็…ท่านโหราจารย์ยังทำนายอีกเื่คือในอีกหกร้อยกว่าปีข้างหน้าจะมีบุรุษผู้หนึ่งที่มีพลังแก่กล้าจะมาปราบหมอผีชั่วและพรรคพวกของมัน และทวงคืนบัลลังก์แห่งกรุงอโยธยาคืนมาแก่เชื้อพระวงศ์เ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณียิ้มออกมา และกล่าวต่อว่า “ท่านพ่อได้สั่งเสียพวกเราให้ออกตามหาบุรุษผู้นั้นก่อนตาย ดังนั้นข้ากับดารามณีจึงกุมสร้อยคอแห่งกาลเวลาไว้และเข้ามาในมิติแห่งกาลเวลา แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดไอ้หมอผีโฉดกุมภีถึงได้เข้ามาในมิติแห่งกาลเวลาได้….?” จันทร์เพ็ญมณีทำท่าครุ่นคิด
“และข้าก็สู้กับมันเพื่อถ่วงเวลาให้ดารามณีหนีไป ข้าคิดว่าจักชนะมันแล้วเชียว… แต่มันกลับใช้เล่ห์เหลี่ยมโจมตีข้าทีเผลอจนข้าหลุดออกจากมิติแห่งกาลเวลาและโผล่มายังที่นี่ดังที่ท่านเห็นนั่นแหล่ะเ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีเล่าจบและสูดหายใจเข้าลึกๆ และหลับตา
“โอว…เื่ของคุณมันเป็แบบนี้นี่เอง…” ทิวกล่าวขึ้นมาอย่างรู้สึกหลากหลายอารมณ์ ทั้งงง สับสน และแปลกประหลาดใจ
“เ้าค่ะ เป็ดังคำที่ท่านได้สดับฟังไปเมื่อครู่…” จันทร์เพ็ญมณีเงยหน้าขึ้นรับคำ
“โอเค!! ผมเชื่อ!! …คิดว่าผมจะพูดแบบนี้งั้นเหรอ…? เื่ของคุณมันดูเหนือจริงมากจนเกินไปน่ะ… ทำใจให้เชื่อได้ยากจริงๆ ฮะๆ …” ทิวกล่าว เขาหัวเราะแห้งๆ ออกมา
“ทำไมท่านถึงไม่ยอมเชื่อล่ะเ้าคะ? ข้าคิดว่าคาถาอาคมของยุคสมัยนี้นั้นดูจะแก่กล้ากว่ายุคสมัยของข้ามากนัก ดูสิเ้าคะ าแของข้าถูกรักษาจนดูเหมือนจะหายดีแล้วภายในเวลาสามวัน แล้วไหนจะมีห้องรูปร่างแปลกๆ แล้วก็ไอ้กล่องสี่เหลี่ยมเวทมนตร์ที่กำลังฉายละครที่ผู้คนกำลังแสดงนั่นอีก” จันทร์เพ็ญมณีชี้นิ้วไปยังจอทีวีทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่ตอนนี้กำลังฉายละคร
“อ้อ…พวกนี้เรอะ… เค้าเรียกว่าเทคโนโลยีน่ะ ทั้งการผ่าตัดของแพทย์และทีวีนั่นก็ล้วนผลิตมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งนั้น…ฮะๆ” ทิวหัวเราะแห้งๆ
“เทคโนโลยี? .... มันคืออะไรเหรอเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีถามด้วยความสงสัย
“อ่า… เื่นั้น…” ทิวอ้ำอึ้ง เขาเกาหัวแกร่กๆ … นี่เขาต้องมาอธิบายเื่ยุ่งยากให้ยัยเพี้ยนนี่ฟังจริงๆ งั้นเหรอเนี่ย…? เขาคิด
………………………………………………………………………………………………………
“เฮ้อ…กว่าจะอธิบายให้ยัยนั่นเข้าใจได้ เล่นเอาซะปวดหัวเลย…” ทิวถอนหายใจ ตอนนี้เขาเดินออกจากตึกของโรงพยาบาลแล้ว เขาบอกกับหญิงสาวว่าจะกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง ตอนนี้เขาต้องออกมาทำงานก่อน เนื่องจากมีลูกค้าสั่งออเดอร์เข้ามาพอดี
“แต่ว่า….พอเราถามว่ามีญาติพี่น้องที่ไหนหรือเปล่า ยัยนั่นก็ยืนกรานว่าทั้งเสด็จพ่อละน้องสาวในเื่เล่าของเธอนั่นแหล่ะคือผู้เกี่ยวดองของเธอจริงๆ … แถมยังถามหาไอ้สร้อยคอแห่งกาลเวลาอะไรนั่นอีก…แต่ว่าเราก็บอกว่าเห็นเธอนอนสลบจมกองเืพร้อมกับมีรอยกรงเล็บขนาดใหญ่ที่ตัวเธอเท่านั้นเอง….แต่ว่าการที่เธอโผล่มาในโรงพยาบาลอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนั้น…. แถมมีรอยแผลแบบนั้นอีก….หรือว่า….เื่ที่เธอพูดจะเป็เื่จริง?” ทิวพึมพำเบาๆ ด้วยความสงสัย
“อ๊า— คิดไปก็ปวดหัว… ไปทำงานก่อนดีกว่า! แล้วเราค่อยกลับไปถามเธอดูอีกที!!” ทิวตบหน้าตัวเองเรียกสติ และเดินไปที่รถแกร๊บคู่ใจ ก่อนที่จะบิดมอเตอร์ไซต์คู่ใจออกไปยังร้านที่ลูกค้าสั่ง….
……………………………………………………………………………………………………
ในคืนนั้น ทิวก็กลับไปยังโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมจันทร์เพ็ญมณี ในใจของเขาตอนนี้ยังคงมีความสับสนอยู่ไม่น้อย หวังว่าการได้ฟังเื่ราวจากเธออีกครั้งจะช่วยให้เขากระจ่างขึ้น
“อ้าว? ท่านทิวา… เอ่อ... ข้าหมายถึงท่านทิว มาแล้วเหรอเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีเอ่ยทักทายขึ้นมาเมื่อเห็นทิวเปิดประตูเข้าไปในห้อง
เื่นี้ก็เหมือนกัน ทิวก็สงสัยมาตั้งนานแล้วว่า ‘ท่านทิวากร’ ที่จันทร์เพ็ญมณีเรียกเขานี่เป็ใคร มีความเกี่ยวข้องยังไงกับเขากันแน่
ทิวกำลังจะเปิดปากถาม ก็พอดีหญิงสาวดันพูดขึ้นมาซะก่อน
“ว่าแต่ท่านเห็นนกขุนทองอยู่ใกล้ๆ กับร่างข้าในตอนที่พบข้านอนสลบอยู่ไหมเ้าคะ? นกกาตัวนั้นมีนามว่า ‘ทอง’ เธอเป็บริวารของข้าเอง” จันทร์เพ็ญมณีเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“อืม…ไม่เห็นเลยนะ ตอนนั้นผมเห็นแค่เธอนอนสลบอยู่เพียงคนเดียว” ทิวตอบ
“แสดงว่าเขาน่าจะหลุดไปอีกสถานที่นึง?” จันทร์เพ็ญมณีครุ่นคิด
“งั้นก็ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ เขาน่าจะดมกลิ่นและตามหาข้าได้ง่ายๆ เลยล่ะเ้าค่ะ เพราะอันที่จริงแล้วเขาหาใช่นกกาธรรมดาๆ ไม่ ที่จริงแล้วเขาคือ ‘นกหัสดีลิงค์’ เป็สัตว์วิเศษในป่าหิมพานต์ เป็นกที่มีลักษณะพิเศษอยู่หลายอย่างคือมีลำตัวแลหางเป็หงส์ แต่กลับมีจงอยปากเหมือนจมูกของช้างสาร และตัวก็ใหญ่เทียบเท่าช้างสารเสียด้วย และเพราะลักษณะเช่นนั้นจึงทำให้มันสามารถดมกลิ่นได้เป็พันๆ โยชน์เลย และเนื่องจากนกหัสดีลิงค์เป็สัตว์วิเศษ มันจึงสามารถแปลงกายเป็อะไรก็ได้น่ะเ้าค่ะ มีความเชื่อกันว่านกหัสดีลิงค์นั้นเป็สัตว์ที่นำพาิญญาของคนตายไปสู่์ไดด้วยนะเ้าคะ ในตอนที่ท่านพ่อซื้อเ้าทองให้เป็ของขวัญวันเกิดครบรอบอายุเจ็ดขวบ ในตอนนั้นเ้าทองก็แปลงเป็นกขุนทองอยู่แล้ว และในคืนวันหนึ่งมันก็เริ่มพูดขึ้นละเล่าตัวตนที่แท้จริงของมันให้ฟัง ข้าก็ใอยู่เหมือนกันเ้าค่ะ มันบอกว่าแค่ลองแปลงเป็นกขุนทองมาบินเล่นในเมืองอโยธยาก็ดันโดนพ่อค้านกเอาอาหารมาหลอกล่อและจับด้วยตาข่าย แลดูซีว่ามันมีความเขลามากเพียงใด เป็พญาหงส์วิเศษแต่กลับโดนลูกไม้ตื้นๆ ของมนุษย์เนี่ยนะคะ ฮิๆๆๆ” จันทร์เพ็ญมณีคิดถึงสัตว์เลี้ยงคู่ใจของเธอและหัวเราะออกมา
“แล้วทำไมมันถึงไม่ยอมแปลงร่างกลับเป็นกหัสดีลิงค์และบินหนีไปเลยล่ะ?” ทิวถามขึ้นด้วยความสงสัย
“คือมันมีตาทิพย์ สามารถล่วงรู้อนาคตได้ด้วยน่ะเ้าค่ะ มันเห็นว่าถ้ายอมให้โดนจับแล้วจักได้พบกับผู้มีบุญญาธิการและได้รับใช้ใกล้ชิดผู้นั้นไปตลอดชีวิตน่ะเ้าค่ะ”
“ซึ่งก็คือคุณเหรอ?” ทิวถามต่อ
“เ้าค่ะ คือตัวข้าเอง….แต่ข้ามิได้มีเจตนาจะยกตนข่มท่านหรืออวดอ้างว่าตนเองเป็ผู้มีบุญญาธิการแม้แต่ประการใดนะเ้าคะ ข้าแค่พูดตามที่เ้าทองกล่าวมาก็แค่นั้น” จันทร์เพ็ญมณีอธิบาย
“อืม…อย่างนี้นี่เอง…. แต่ว่านะ เื่ที่คุณเล่ามาทั้งหมด… มัน” ทิวกำลังพูดอยู่ก็พอดีได้ยินเสียงกรี๊ดดังลั่นขัดขึ้นมา เสียงกรีดร้องนั้นดังขึ้นใกล้ๆ กับห้องของพวกเขา ทิวรีบผลักประตูออกไปดูทันที ขณะที่จันทร์เพ็ญมณีก็รีบดึงสายน้ำเกลือออกและะโลงจากเตียงวิ่งตามมา
ทิวหันมาสังเกตุเห็นพอดี ก็เลยรีบห้ามไว้ “เดี๋ยวสิ! เธอกำลังาเ็อยู่นะ ไม่ต้องตามมาหรอก กลับไปนอนพักซะเถอะ!”
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ เมื่อตอนกลางวันมีคนใส่ชุดสีขาวที่เรียกตัวเองว่านางพยาบาลเข้ามาถามไถ่อาการและให้อาหารข้ามาด้วย คนในยุคนี้ใจดีจังเลยนะเ้าคะ อาหารก็อร่อยมาก พอข้าได้กินแล้วรู้สึกกำลังวังชาฟื้นฟูขึ้นมามากเลยล่ะเ้าค่ะ!” จันทร์เพ็ญมณีอธิบาย ทิวอยากจะแย้งในเื่ของรสชาติอาหาร ก็อาหารของโรงพยาบาลน่ะ…อืม… ช่างมันเถอะ แสดงว่ายัยนี่เป็คนง่ายๆ กินอะไรก็ได้งั้นสินะ?
“เฮ้อ… ก็ได้ๆ จะตามมาก็ได้… แต่อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามก็แล้วกัน…” ทิวต้องยอมอนุญาตให้อีกฝ่ายตามมาอย่างเสียไม่ได้
“ฮิๆ ได้เลยเ้าค่ะ!!” จันทร์เพ็ญมณีรับปากด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ทั้งสองคนวิ่งมาจนสุดทางเดินของชั้นที่ทั้งสองคนอยู่ มันคือทางที่เลี้ยวไปทางซ้าย พบนางพยาบาลคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่กับพื้น สีหน้าของเธอมีความหวาดกลัวสุดขีด เธอกำลังกำลังจ้องมองไปยังทางเดินด้านซ้ายอย่างหวาดหวั่น
“เป็อะไรหรือเปล่าครับ? มีใครมาทำร้ายคุณงั้นเหรอ?” ทิวเดินเข้าไปคุกเข่าและถามด้วยความเป็ห่วง
“ม…มัน… มันโผล่มาอีกแล้ว…!!” พยาบาลสาวหันมาตอบกลับ เธอชี้มือไปที่ด้านทางซ้าย ทิวหันไปมอง เขาต้องตกตะลึงแทบช็อกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า!!
มันคือภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีผมดกดำในชุดพยาบาลที่กำลังหันหลังให้พวกเขา มีเืท่วมตัว เธอนั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง และที่สำคัญคือร่างกายของเธอโปร่งใส!!
“ผ…ผ..ผี!!” ทิวะโลั่นด้วยความหวาดกลัว
“ใช่! ผี…. ยัยนั่นออกมาหลอกผู้คนด้วยการนั่งบนขอบหน้าต่างในสภาพนั้นแล้วะโลงไปให้เห็นซ้ำๆ ติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว!!” พยาบาลสาวอธิบาย และเมื่อพูดจบผีสาวคนนั้นก็ะโลงไปทันที!!
“ม… ไม่ไหวแล้ว!! ฉันไปก่อนล่ะ!!” พยาบาละโด้วยความขวัญผวาและรีบลุกแล้ววิ่งแบบล้มลุกคลุกคลานออกไป
จันทร์เพ็ญมณีรีบวิ่งไปที่หน้าต่างนั้นอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนที่จะชะโงกหน้ามองลงไปยังพื้นดินด้านล่าง แต่เธอกลับพบเพียงความว่างเปล่า
ทิวรีบตามมาอย่างรวดเร็วและกล่าวกับเธอว่า “กลับกันเถอะ…ผมว่าเราอย่าไปยุ่งเื่ของเธอเลย…แค่นี้ก็น่ากลัวจะแย่…” ทิวบอกกับหญิงสาวอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“พวกมึงเป็ใคร มายุ่งเื่ของกูทำไม?” เสียงของหญิงสาวปริศนาดังขึ้นมาข้างหลังของทิว เขาจึงหันหลังกลับไปช้าๆ พบหญิงสาวที่มีผมยาวเกือบจะปิดใบหน้ามิดแล้ว ที่ปากและดวงตาของเธอมีเืสดๆ ไหลออกมาตลอดเวลา ั์ตาของเธอมีสีแดงก่ำ
“ผ…ผ…โผล่ออกมาแล้วไง!!” ทิวะโลั่นด้วยความหวาดกลัว
“จ…จันทร์เพ็ญมณี! ผมจะถ่วงเวลามันให้เอง คุณรีบหนีไปเถอะ!!” แต่ถึงกระนั้นทิวก็เลือกที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องหญิงสาว
หญิงสาวมองชายหนุ่มตรงหน้าที่กางแขนออกเพื่อปกป้องเธออย่างกล้าๆ กลัวๆ ภาพของทิวทับซ้อนกับภาพของชายคนรักของเธอในอดีต เธอยิ้มออกมาบางๆ และน้ำตาซึม
‘ช่างเหมือนกันเสียเหลือเกินนะเ้าคะ… แต่ข้ารู้ดี ท่านทิวากรนั้นสิ้นชีพไปนานแล้ว… ท่านทิวคงจะเป็ลูกหลานของเขา’ จันทร์เพ็ญมณีคิด ‘แต่ถึงกระนั้น….’
“ข้าไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะท่านทิว… ขอบน้ำใจท่านมากที่ปกป้องข้า” จันทร์เพ็ญมณีพูดขึ้นเช่นนั้นและก้าวเท้าออกมาข้างหน้าชายหนุ่ม
“ต…แต่ว่า…” ทิวอ้ำอึ้ง
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ ข้าเอาอยู่!!” เธอหันกลับมายิ้มเพื่อสร้างความมั่นใจให้ชายหนุ่มและก้าวออกไปเผชิญหน้ากับผีสาว ทิวจึงยอมถอยหลังกลับไปพลางกล่าวเบาๆ ว่า “ช่วยไม่ได้น้า...”
“ที่ท่านถามว่าพวกข้าเป็ใครและมายุ่งเื่ของท่านทำไมนั้น? ข้าขอตอบว่า.... ข้ามีนามว่าจันทร์เพ็ญมณี ข้าก็แค่สงสัยน่ะค่ะ ว่าเหตุใดท่านถึงต้องออกมาหลอกหลอนผู้คนอยู่ทุกคืน….?” จันทร์เพ็ญมณีตอบคำถามของผีสาวก่อนหน้าและถามกลับด้วยความสงสัย
“ไม่ต้องมายุ่งเื่ของกู!!” ผีสาวะโ ผมของเธอสยายออกกว้างและพุ่งเข้าใส่จันทร์เพ็ญมณีอย่างรวดเร็ว แต่หญิงสาวะโหลบได้อย่างชิลๆ
“ดูท่าว่าจะต้องกำหลาบท่านให้ได้ก่อนสินะเ้าคะ? ถึงจะยอมคุยกันด้วยเหตุผลดีๆ” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวและยิ้มบางๆ ออกมา
“หนอย….หลบได้งั้นเรอะ!!เจอนี่หน่อยเป็ไง!!” ผีสาวะโ และบังคับผมให้เลี้ยวเข้าหาหญิงสาวอย่างประสงค์ร้าย
“เธอสามารถบังคับผมให้เลี้ยวได้อิสระ! นี่มันขัดกับหลักฟิสิกส์มากเลยนะ!!” ทิวะโด้วยความตื่นตะลึง
“โอม! คาถาดาบแสงแห่งอาคม!!” จันทร์เพ็ญมณีพนมมือและบริกรรมคาถา ดาบแสงสีทองโปร่งใสที่มีอักขระอาคมข้างในโผล่มาที่มือของหญิงสาว เธอไม่รอช้า ใช้มันตัดเส้นผมที่พุ่งเข้าหาเธอทันที!
“เยี่ยมมาก! ทีนี้ก็น่าจะตัดกำลังของอีกฝ่ายไปได้บางส่วน!” ทิวะโเชียร์ จันทร์เพ็ญมณีหันมายิ้มให้เขา
“หนอย….ฤทธิ์เยอะนักนะ… แกคงเป็หมอผีสินะ?” ผีสาวตะคอกถาม
“หามิได้เ้าค่ะ! ข้าก็แค่หญิงสาวธรรมดาๆ ผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาศร่ำเรียนวิชาอาคมมานิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น….” จันทร์เพ็ญมณีตอบกลับ
“เหอะ…ก็นั่นแหล่ะ…แกมันก็หมอผีดีๆ นี่เอง!!” ผีสาวะโ และทำท่าที่จะโจมตีอีกครั้ง จันทร์เพ็ญมณีจึงตั้งท่าต่อสู้
“เหอะ…มองไปทางไหนของแกน่ะ… คงคิดว่าการโจมตีของข้าจะมาจากผมที่ยังไม่ถูดตัดอย่างเดียวงั้นเหรอ?” ผีสาวแสยะยิ้ม
จันทร์เพ็ญมณีรู้สึกเอะใจกับคำพูดนั้น จึงหันไปมองเส้นผมที่พื้น แต่กลับมองไม่เห็นมันแล้ว และเธอก็ต้องตกตะลึง เมื่อััได้ว่ากำลังถูกบางอย่างรัดตรงลำคอ ข้อมือ ข้อเท้า และลำตัวของเธอ มันคือเส้นผมของผีสาวนั่นเอง!
“อึ่ก…อั่ก…ห….หายใจ…ม…ไม่ออก” จันทร์เพ็ญมณีพูดและหายใจได้อย่างยากลำบาก
“ฮึๆๆ …..แกประมาทเกินไปนะ… ที่คิดว่าฉันควบคุมได้แค่เส้นผมที่อยู่บนหัวของตัวเองเท่านั้น…” ผีสาวหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
‘ส…เสร็จกัน…ไม่คิดเลยว่าเธอจะสามารถควบคุมเส้นผมที่ถูกตัดออกไปได้ด้วย’ จันทร์เพ็ญมณีคิด
“แล้วตอนนี้…ฉันก็มัดมือมัดเท้าแกเอาไว้หมดแล้ว จะกางมือเสกคาถาอาคมก็ทำไม่ได้แล้วใช่มั้ยล่ะ? แกแพ้แล้วล่ะ… ยอมโดนรัดคอจนขาดอากาศหายใจตายไปซะเถอะนะ ฮ๊า ฮ่าๆๆๆ!!!” ผีสาวเดินวนรอบจันทร์เพ็ญมณีและหัวเราะชั่วร้ายออกมาเสียงดังลั่น
“จันทร์เพ็ญมณี!!” ทิวะโลั่นและทำท่าจะเข้าไปช่วยเธอ
“อ…อย่าเข้ามานะเ้าคะ!! ท่านจักโดนลูกหลงไปด้วย!!” จันทร์เพ็ญมณีะโสั่งทิวด้วยความหนักแน่น
“ต…แต่ว่า…” ทิวลังเล เขาอยากเข้าไปช่วยหญิงสาวสุดใจ
“เฮอะ…ดูเหมือนจะมีมนุษย์ธรรมดาๆ มาเอี่ยวซะได้นะ…ไม่เป็ไร ฉันจะฆ่าแกให้แบบไม่ต้องตายทรมานเอง…” ผีสาวหัวมามองทิวด้วยท่าทีรำคาญเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะควบคุมเส้นผมปอยนึงขึ้นมาและสั่งให้มันพุ่งเข้าหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“โอม!! คาถาเพลิงโลกันตร์แผดเผา!!” จันทร์เพ็ญมณีพนมมือร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นไฟแห่งนรกก็ปกคลุมร่างกายของเธออย่างรวดเร็ว มันแผดเผาเส้นผมของผีสาวจนไหม้เป็จุลในพริบตา!!
“กรี๊ด!! ร…ร้อน!! ทำไมกัน?” ผีสาวะโด้วยความเ็ป เธอดิ้นทุรนทุราย ปอยผมมัดนึงที่เกือบพุ่งเข้าใส่หน้าของทิวอ่อนยวบลงกับพื้น ชายหนุ่มถอยหลังไปชนกำแพงและรูดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง
“เฮ้อ… เกือบไปแล้ว…” ทิวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหมือนจะหมดแรง
จันทร์เพ็ญมณียิ้มบางๆ ตอนนี้เธอเป็อิสระแล้ว
“ดูเหมือนท่านก็ประมาทข้าเกินไปเหมือนกันนะเ้าคะ ท่านคิดว่าข้านั้นจะใช้คาถาอาคมได้ก็ต่อเมื่อต้องกางมือออกเท่านั้น…แต่จริงๆ แล้วก็มีคาถาหลายๆ บทที่ใช้ได้โดยไม่ต้องกางฝ่ามือออกเ้าค่ะ เช่นคาถาที่เกี่ยวกับพลังธาตุต่างๆ เช่นเมื่อกี้ที่เป็คาถาเพลิงโลกันตร์ ข้าก็ใช้ความร้อนในร่างกายของตนเองเป็สื่อกลางในการอัญเชิญไฟนรกออกมาน่ะเ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีอธิบายและยิ้มกว้าง
“ล…แล้วทำไมฉันถึงรู้สึกเร่าร้อน ทั้งๆ ที่โดนเผาแค่ผมที่โดนตัดไปเท่านั้น?” ผีสาวถามต่อด้วยความสงสัย
“ไฟนรกนั้นมีความร้อนสูงมาก… เมื่อมันเผาแค่ปลายผมของสัตว์นรก ทั้งร่างของมันก็รู้สึกเร่าร้อนแล้วล่ะเ้าค่ะ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อร่างกายของท่านส่วนใดส่วนหนึ่งถูดมันแผดเผา ทั้งร่างก็รู้สึกเช่นนั้นนั่นแล…” จันทร์เพ็ญมณีอธิบาย
“แม้แต่ส่วนที่ถูดตัดออกไปจากร่างกายเนี่ยนะ?” ผีสาวถาม
“ใช่แล้วล่ะเ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีตอบ
“ไม่เห็นจะสมเหตุสมผลสักนิด…”
“ท่านมีสิทธิ์พูดเช่นนั้นด้วยเหรอเ้าคะ?”
“........”
ผีสาวก้มหน้า เธอทรุดเข่าลงด้วยความเ็ป
“ฉันแพ้แล้ว…จะฆ่าจะแกงกันก็เชิญเลย…” เธอพดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงปลงตก
“ข้าไม่ฆ่าท่านหรอกเ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีตอบ
“ท…ทำไมล่ะ?” ผีสาวเงยหน้าขึ้น มองเธอด้วยความประหลาดใจ
“ก็…ดูๆ แล้วท่านน่าจะเคยเป็คนที่มีจิตใจดีมาก่อน สังเกตุได้จากที่ท่านชอบมาปรากฏกายให้ผู้คนเห็น แต่ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ข้าเลยสันนิษฐานว่าที่ท่านทำแบบนี้เพราะด้วยจุดประสงค์อื่นสินะเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีอธิบาย
ผีสาวก้มหน้าลง และเธอก็กล่าวช้าๆ ว่า “ฉันเป็นักศึกษาสาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง มีครอบครัวที่อบอุ่น และมีแฟนคนหนึ่ง ตอนแรกๆ เราก็รักกันดี แต่หลังๆ มาเขาก็เริ่มนอกใจ จนฉันจับได้ว่าเขามีคนใหม่ เราก็ทะเลาะกันรุนแรง แล้วเขาก็บอกเลิกไป และไปคบกับคนใหม่ ฉันเสียใจมาก จึงคิดฆ่าตัวตายด้วยการกินยา แต่ทำไมสำเร็จเพราะมีคนหามส่งโรงพยาบาลมาก่อน ฉันเลยฆ่าตัวตายอีกที ด้วยการะโตึกโรงพยาบาลจากชั้นนี้นี่แหล่ะ”
“ชั้นนี้ก็เป็ชั้นที่เจ็ดพอดี ก็สูงเอาเื่เหมือนกันนะ” ทิวออกความเห็น
“นั่นแหล่ะ…ฉันก็เลยต้องชดใช้กรรมโดยการที่ต้องะโลงไปอีกให้ครบ 100 ครั้ง และยิ่งตายมากขึ้น ฉันก็ยิ่งสติแตกมากขึ้น ยิ่งคิดยิ่งแค้นถึงผู้ชายที่ทำให้ฉันต้องกลายเป็แบบนี้!!”
ผีสาวตนนั้นพูดและเริ่มกัดฟันด้วยความเกลียดชัง เธอกุมหัวของตนละเอามือขยี้ผมอย่างรุนแรง
มือของจันทร์เพ็ญมณียื่นเข้าไปัักับผมของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน เมื่อผีสาวััได้ถึงความอ่อนโยนนั้น เธอก็หยุดมือของตนทันที
“โอ๋ๆ นะเ้าคะ… เราไม่ควรคิดแค้นต่อใคร ปล่อยวางเสียเถอะนะเ้าคะ… เค้าไม่สนใจใยดีเรา เหตุใดท่านถึงต้องไปสนใจใยดีเค้า ผู้ชายคนนั้นเดี๋ยวสักวันก็ได้รับผลกรรมจากการกระทำของตัวเขาเอง เขาต้องตกนรกหนามงิ้ว ต้องโดนบังคับให้ปีนต้นงิ้ว ถูกยมบาลใช้หอกสามง่ามปลายแหลมคมทิ่มแทงบังคับให้ปีนขึ้นไป พอถึงบนยอดก็เจอนกแร้งกาปากเหล็กจิกกัดลูกตาออกมา เ็ปทรมาน บางคนทนไม่ไหวก็เผลอปล่อยมือจนตกต้นงิ้วตาย แล้วก็จะเกิดขึ้นใหม่แล้วก็ต้องปีนต้นงิ้วและวนเวียนวัฏจักรเดิมๆ หลายรอบมากเลยเ้าค่ะกว่าจะหมดกรรม” จันทร์เพ็ญมณีอธิบาย
‘เป็การปลอบใจที่พิลึกดีแฮะ’ ทิวคิด แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา
“เป็ยังงั้นจริงๆ เหรอ?” ผีสาวถาม
“ข้าจะโกหกท่านไปไยล่ะเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีถามกลับ เธอยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็มิตร
“ฮือ….ขอบคุณ! ขอบคุณจริงๆ นะ!!” ผีสาวสวมกอดจันทร์เพ็ญมณีไว้แน่น หญิงสาวกอดรับและลูบหัวลูบหลังปลอบประโลมจิตใจ
………………………………………………………………………………………………………
“ขอบใจเธอมากจริงๆ นะ ฉันจะไปชดใช้กรรมที่เหลือในนรกแล้วล่ะ…” ผีสาวยิ้มให้จันทร์เพ็ญมณี ตอนนี้เธอเปลี่ยนร่างตนเองเป็หญิงสาวที่มีผมยาวตรงสีดำและใบหน้าอิ่มเอิบ ทิวมองดีๆ แล้วจัดว่าเป็คนสวยคนหนึ่งเลยทีเดียว
“เ้าค่ะ! ขอให้ท่านโชคดี และเมื่อครู่ข้าใช้วิชาอาคม ‘วิชาตาทิพย์’ แอบดู่ชีวิตก่อนที่ท่านจะตายแล้วด้วย หวังว่าจะไม่โกรธกันนะเ้าคะ ท่านเป็คนดีมากเลยล่ะเ้าค่ะ โอบอ้อมอารีกับผู้อื่น หมั่นทำบุญตักบาตรทุกเช้า ตอนพบสุนัขและแมวจรจัดข้างทางก็แวะซื้อหมูปิ้งให้มันกิน ท่านบำรุงรักษาบุพการีอยู่เป็นิต ความดีของท่านมีมากพอที่จะขึ้น์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็์ชั้นที่สองที่ปกครองโดยพระอินทร์เชียวนะเ้าคะ เมื่อชดใช้กรรมในนรกเสร็จแล้วก็สามารถขึ้น์ได้เลยล่ะเ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีให้กำลังใจ
“ขอบใจเธอมากเลยนะ” ิญญาหญิงสาวยิ้มให้เธอ
“เ้าค่ะ! แล้วข้าก็ขอแนะนำให้ไปเข้าฝันของคุณพ่อคุณแม่และกล่าวลาท่านเป็ครั้งสุดท้ายด้วยนะเ้าคะ ท่านทั้งสองเป็ผู้มีบุญคุณต่อเรา อย่างน้อยก็ควรลากันเป็ครั้งสุดท้าย”
“โอเค ขอบใจมากนะ!”
“อ้อ! แล้วก็เมื่อกี้ข้าก็ได้ใช้อาคมสื่อสารทางจิตกับองค์อินทร์แล้ว ท่านฝากบอกมาว่าตอนนี้ตำแหน่งนางสนมของท่านว่างอยู่พอดี ถ้าท่านขึ้นไปบน์ชั้นดาวดึงส์แล้วสนใจจะสมัครก็ได้นะเ้าคะ คือท่านบอกว่าเนรมิตวังให้หนึ่งหลังและข้าทาสบริวารกว่าหมื่นองค์เตรียมให้แล้วน่ะเ้าค่ะ!”
“โอเค! ไว้ฉันจะคิดดูอีกทีนะ เธอเนี่ย…เตรียมการให้ฉันไว้ซะเพียบเลยนะ ฮิๆ” ิญญาหญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆ
“ก็ข้าอยากให้ท่านไปสู่สุขคตินี่เ้าคะ” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวและยิ้มกว้างออกมา
“ฉันรู้ ขอบใจนะสำหรับทุกอย่าง” หญิงสาวยิ้มและโบกมือลา จันทร์เพ็ญมณีก็โบกมือลาตอบ และหญิงสาวคนนั้นก็หายวับไป
……………………………………………………………………………………………
เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง ทิวก็หันมาบอกกับจันทร์เพ็ญมณีว่า
“จันทร์เพ็ญมณี”
“หืม? ว่ายังไงเหรอเ้าคะ?”
“ขอโทษจริงๆ นะ ที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เชื่อเธอ แต่พอได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนี้ด้วยตาตัวเองแล้ว ก็ต้องขอบอกเลยว่า ผมเชื่อสนิทใจเลยล่ะครับ ฮะๆๆ” ทิวกล่าวและหัวเราะเบาๆ เอามือลูบหลังหัวด้วยความเขินอาย
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ ข้าเข้าใจ…ของบางสิ่งบางอย่างมันยากที่จะเชื่อ มันจักต้องเห็นด้วยตาของตนเองก่อนเท่านั้นถึงจักเชื่อได้ ดั่งคำสุภาษิตที่ว่า ‘สิบปากว่า มิเท่าตาเห็น’ ใช่ไหมล่ะเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวและหันมายิ้มกว้างให้ทิวอย่างสุขใจ รอยยิ้มของเธอทำให้ทิวหัวใจเต้นแรง
จันทร์เพ็ญมณี บทที่ 2 จบ
.........................................
เื่ : Garnest ภาพ : Rung Promjit