“เย่วซิน เ้ามีเื่อันใดให้ไม่สบายใจรึเปล่า ข้าเห็นเ้าเอาแต่นั่งถอนใจอยู่นานแล้ว
“เปล่า “ เย่วซินตอบออกมาแค่นั้น
“แต่ข้าว่า... เ้าต้องมีเื่อะไรที่ไม่สบายใจอยู่เป็แน่ เ้าอย่าได้ปิดบังข้าเลยเย่วซิน มีอะไรบอกข้าได้อย่างไรเสียเราก็เป็สหายกัน”
“ ข้าว่า วันนี้เ้าจะพูดมากไปรึเปล่า หยางหลิว “
“คนรึอุตส่าห์หวังดี ไม่บอกก็เก็บเอาไว้คนเดียวให้อกแตกตายไปซะเลย”หยางหลิวมองค้อนสหายตนเสียวงใหญ่ ด้วยใบหน้าหงิกงอ หยางหลิวเป็บุรุษอีกคนที่มีใบหน้าหมดจด แต่ออกไปทางคมคายเสียมากกว่า ไม่เหมือนเย่วซิน รายนั้นออกจะติดไปทางหวานเสียส่วนใหญ่
“เ้าอย่าทำหน้าอย่างนั้นสิหยางหลิว”
“ทำไมรึ หรือว่าข้าหล่อเหลากว่าเ้า เย่วซิน”
“เอาเถิด ข้ายกให้เ้า ถึงข้าจะไม่หล่อเหลาเท่าเ้า แต่ข้ากำลังจะมีเมีย แล้วเมื่อไรเ้าจะหาคนที่เ้ารักเจอสักที”
“ไม่รู้สิ เนื้อคู่ข้ายังไม่เกิดกระมัง ฮ่า ๆ ๆ แต่ข้าก็ไม่คาดคิดมาก่อนเลยจริง ๆ ว่าเ้าจะมีเมียได้”
“อะ-อ้าว... เ้าพูดเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน ทำไมข้าจะมีเมียไม่ได้ตอบข้ามาดี ๆ ไม่อย่างนั้นเ้าได้เจ็บตัวแน่”
เย่วซินโวยวายออกมา เขารู้สึกชักจะไม่ค่อยมั่นใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น หยางหลิวชอบพูดจาแปลก ๆ แต่ถ้าคิดตาม สิ่งที่เขาพูดมักจะถูกต้องเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน จนเขาชักจะหมดความมั่นใจลงไปเกือบครึ่ง
“ก็ข้าพูดความจริง หัดดูหน้าตาตนเสียบ้าง แล้วคิดสิว่า ชาตินี้เ้ายังคิดที่จะมีเมียอยู่อีกรึ ถึงผู้คนที่นี่จะดูงดงาม แต่ก็ยังน้อยไปถ้าให้เทียบกับเ้า”
หยางหลิวพูดพลางหัวเราะ เขารุ่นราวคราวเดียวกับเย่วซิน เย่วซินกำลังจะมีครอบครัว แต่เขายังหาคนที่ถูกใจไม่เจอเลย
“เื่นั้นมันไม่สำคัญหรอก เ้าอย่าอิจฉาข้าเลย”
“ข้ารึอิจฉาเ้า เปล่าเลย ข้าเพียงแต่สงสัยว่า หนิงอันเอาตาข้างใดมองเ้า ถึงได้คิดที่จะตบแต่งกับเ้า เป็ข้าไม่มีทางเด็ดขาด”
“อ้าว... ไอ้สหายบ้า พูดอย่างนี้ได้อย่างไร ข้ามันไม่ดีตรงไหนห๊ะ! “
“ไม่ใช่ว่าเ้าไม่ดี แต่เ้างามกว่านางเสียอีก เป็ข้าคงจะอับอายที่สามีงดงามกว่าตนเอง หึ หึ ถ้าเป็บุรุษก็ว่าไปอย่าง คงเหมาะสมกันดีพิลึกฮ่า ๆ ๆ “หยางหลิวพูดจบ ก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เย่วซินเืขึ้นหน้าทันที
“เ้าหยามข้าหยางหลิว ไอ้สหายเลว ปากดีนักมาให้ข้าเลาะฟันออกจากปากเสียเดี๋ยวนี้”เย่วซินกล่าวออกมา พร้อมย่างสามขุมมาหาหยางหลิวด้วยแววตาวาววับ หยางหลิวเห็นท่าไม่ดีเลยรีบหนีเอาตัวรอด
“ไม่โว้ย... อยู่ให้เ้ากระทืบข้ารึ ไม่มีทาง ถ้าอยากกระทืบข้าก็เข้ามาสิ ข้าไปก่อนล่ะฮ่า ๆ ๆ “พอพูดจบก็โกยอ้าวทันที เย่วซินก็ไม่ยอม รีบไล่ตามทันทีเช่นกัน ต่างคนต่างห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็เอาตาย
พวกเขาสองคนชอบเล่นอะไรรุนแรงแบบนี้เสมอ ถึงเย่วซินจะดูบอบบาง ร่างกายจะเล็กกว่าหยางหลิวมาก แต่มือเท้าก็หนักเอาการเลย พวกเขาปะทะกันบ่อย ๆ สุดท้ายแล้วผลที่ออกมาก็...
ในขณะเดียวกันที่บ้านของเย่วซิน
“ ซินหลี่ เย่วเอ๋อร์ไปไหนรึ”
“เห็นบอกว่าจะไปหาหยางหลิว ท่านพี่มีอะไรรึเปล่าเ้าคะ”
“ไม่มีอะไรมากนักหรอก เพียงแต่ท่านผู้นำเรียกหารือ ข้าอยากให้เย่วเอ๋อร์ ไปร่วมด้วย เพราะอีกไม่นาน เย่วเอ๋อร์ก็ต้องรับ่ต่อจากท่านผู้นำ ข้าเลยคิดว่าสมควรแล้ว ที่ลูกชายของเราจะไปดูเอาไว้บ้าง มันคงดีมิน้อย”
“ แล้วท่านผู้นำ หารือด้วยเื่อันใดสำคัญมากน้อยอย่างไรเ้าคะ ท่านพี่ จะให้ข้าไปตามหรือไม่”
“สำคัญอยู่ใช่น้อย แต่เ้าไม่ต้องไปตามหรอก ไว้คราวหน้าก็ได้ วันนี้เห็นท่านผู้นำแจ้งมาว่า จะหารือกันเื่คู่พันธะของาาั นี่ก็ยืดเยื้อมานานแล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แววของผู้ถูกเลือก ข้าล่ะกลุ้มใจแทนท่านผู้นำจริงๆ “
“จะเป็เช่นไรหากหาคนผู้นั้นไม่เจอล่ะท่านพี่”
“ข้าก็ไม่รู้จริง ๆ แต่ถึงอย่างไรข้าก็เชื่อว่าจะต้องเจออย่างแน่นอน เอาล่ะข้าคงต้องไปแล้วเดี๋ยวจะสาย”
เขาพูดจบก็รีบไปเพราะกลัวสายอย่างที่พูดเอาไว้
ที่บ้านของหยางหลิว
“โอ๊ย... เบา ๆ หน่อยสิเย่วซิน นี่เ้าใช้มือหรือเท้ากันแน่ฮะ”หยางหลิวร้องโวยวายออกมา เพราะถูกเย่วซินแกล้งเอาลูกประคบ
กดลงบนรอยแผลฟกช้ำที่มุมปากเสียเต็มแรง เพราะความหมั่นไส้ เย่วซินก้มหน้าก้มตา ทำแผลต่อจนเสร็จ
“เ้าจะร้องโวยวายไปทำไม ตัวโตอย่างกับควายแผลแค่นี้เล็กน้อย”เย่วซินพูดพลางมองหน้าสหายรัก ต่างคนก็ต่างจ้องหน้ากันก่อนที่จะ....
“ฮ่า ๆ ๆ “ (หัวเราะพร้อมกัน)
“เ้าหัวเราะอะไรข้ารึเย่วซิน”
“ก็หน้าเ้ามันตลกนี่”เย่วซินตอบ หยางหลิวมองหน้าเย่วซินก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาบ้าง
“ฮ่า ๆ ๆ หน้าเ้าก็ตลกมิใช่น้อย”เพราะเห็นสภาพของกันและกัน ไม่ว่าจะรอยฟกช้ำตามร่างกาย รวมทั้งใบหน้าที่มีสภาพไม่แตกต่างกันอีก
“เป็อย่างไรล่ะ อารมณ์ดีขึ้นมาแล้วมิใช่รึ คราวนี้ก็เล่าให้ข้าฟังได้แล้ว”
“เล่าอะไรรึ”
“เย่วซิน... “หยางหลิวพูดเสียงลอดไรฟันพร้อมส่งสายตาข่มขู่ออกมา
“ก็ได้ เื่แค่นี้ ทำไมต้องดุด้วย”แล้วเื่ราวทุกอย่าง ที่เป็ต้นเหตุก็ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากเย่วซิน ให้หยางหลิวฟัง ทั้งคู่สนิทกันมาก พูดให้ถูกเหมือนเพื่อนตายก็ว่าได้ ตอนเด็ก ๆ ชอบชวนกันเล่นซุกซนกันไปเรื่อย ได้แผลกลับบ้านไป จึงถูกมารดาตีเอาแต่ก็ไม่จำเสียที จนโตมาก็ยังจะหาเื่เจ็บตัวได้ตลอด
“หะ! เ้าจะบอกข้าว่าไอ้อาการเบื่อโลกของเ้า สาเหตุมันมาจากความฝันรึ”
“อึม... ก็มันน่ากลัวนี่นา”
“โอ๊ย... ข้าอยากจะบ้าตาย มันก็แค่ความฝัน เ้ารู้จักแยกแยะบ้างเถิด”พอได้รู้ถึงสาเหตุ ก็เล่นเอาหยางหลิวเกือบจะหงายหลังทันทีทันใด หลังจากนั้นก็คิดย้อนกลับไปนึกถึง เื่ความฝันของสหาย หยางหลิวแหงนหน้า พลางยกนิ้วขึ้นมาเคาะที่ขมับเบา ๆ สักพักก็ต้องยกมือขึ้นมาปิดปาก เพื่อกลั้นหัวเราะจนหน้าดำหน้าแดง
“เ้าทำหน้าอย่างนี้มันหมายความว่าอย่างไรห๊ะหยางหลิว เ้าอยากตายนักใช่ไหม”เย่วซินถามด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันหน้าตาดุดัน พลางย่างเข้ามาคว้าต้นคอของหยางหลิวไว้อย่างรวดเร็ว โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว พร้อมบีบลงไปเสียเต็มแรง ก่อนจะคลายออกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือออกเสียทีเดียว
เล่นเอาหยางหลิวหน้าดำหน้าแดง ยกมือตนขึ้นมาฟาดมืออีกฝ่าย เย่วซินยกยิ้มอย่างสะใจก่อนจะยอมคลายมือออก
“แค๊ก ๆ ๆ เ้าบ้า เ้าจะฆ่าข้ารึอย่างไรห๊ะ บีบมาได้เกิดข้าตายขึ้นมา เ้าจะทำเช่นไร”หยางหลิวกล่าวออกมาด้วยความโกรธ เย่วซินเล่นบีบคอเขาเสียเต็มมือแบบนี้ เขาไม่ตายก็ถือว่าเป็บุญแล้ว
“ก็... ฝังสิ”
แต่คำตอบที่ได้รับจากสหายรัก เล่นเอาเขาไปไม่เป็เอาเลยจริง ๆ
“เย่วซิน” (หยางหลิวพูด)
“…“ (แต่เย่วซินเอาแต่เงียบ)
“ มันก็แค่ความฝัน“หยางหลิวพูดกับสหายตน เมื่อรับรู้ได้ถึงความกังวลที่ยังคงมีอยู่
“ แต่มันเหมือนความจริงมากเลยนะหยางหลิว มิเช่นนั้นข้าคงมิต้องมานั่งกลุ้มใจอย่างนี้หรอกนะ”เย่วซินพูดขึ้นพร้อมกับถอนหายใจเฮือก
“ ถ้ามันเป็เื่จริงล่ะก็ อึ๋ย... “
“ มีอะไรรึ “
“ เ้าเตรียมตัวไว้เถิดเย่วซิน “หย่างหลิวว่าพร้อมทำท่าทางพิลึก จนเย่วซินอดสงสัยไม่ได้
“ เตรียมตัว เตรียมตัวอะไรของเ้า พูดออกมาให้มันกระจ่าง “
“ หึ หึ หึ ก็เตรียมตัวแต่งสามีเข้าบ้านอย่างไรเล่า ฟังจากความฝัน บอกแน่ชัดแล้วมิใช่รึ ที่เ้าเล่ามามันก็ชัดเจนอยู่มาก”
“ ชัดเจนอย่างไรกัน เ้าพูดออกมาดี ๆ “
“แค่ถูกเ้าัตัวนั้นรัดเอา อย่างกับอยากจะกลืนเ้าลงท้องไป เช่นนั้นแล้วจะให้ข้าพูดเช่นไรได้อีก”
“ เ้าพูดผิดแล้วล่ะ ข้าต้องแต่งเมียเข้าบ้านสิ”
“ สามีน่ะถูกแล้ว หน้าตาอย่างนี้มีสามีน่ะดีแล้ว ฮ่า ๆ ๆ “หยางหลิวพูดจบก็เผ่นหนีทันที ไม่อยู่รอให้ใครมากระทืบเขาหรอกนะ
“เ้าบ้าขอให้ทุกคำที่เ้าพูด ย้อนกลับมาหาตัวเ้าเอง คอยดูพ่อจะจับใส่พานถวายถึงที่เลย”เย่วซินพึมพำกับตนเองก่อนจะมุ่งหน้ากลับบ้านตน มาถึงก็เจอมารดานั่งอยู่ที่ระเบียง พอหันมาเห็นเขาเข้าเท่านั้น
“เย่วเอ๋อร์นั่นเ้าไปฟัดกับหมาที่ไหนมา! ”
มารดาถามขึ้นด้วยความโมโห ก่อนตรงดิ่งมาทางเขา มือบางของมารดาหยิกหมับที่สีข้างของบุตรชายทันที เล่นเอาคนถูกกระทำร้องเสียงหลงด้วยความเ็ป คงได้มีรอยช้ำเพิ่มขึ้นมาอีกเป็แน่
“โอ๊ย... ท่านแม่หยิกข้าทำไม ข้าเจ็บนะโอ๊ย... บะ-เบา ๆ ท่านแม่”
“เจ็บสิดี เ้าจะได้จำใส่หัวเอาไว้ คราวหน้าเ้าจะหาเื่เจ็บตัวอีกหรือไม่เย่วเอ๋อร์”มารดาที่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากบุตรชาย ก็ใช้มือบิดซ้ำลงไป เรียกเสียงร้องของบุตรชายออกมาอีกครั้ง
“ โอ๊ย ๆ ๆ ท่านแม่พอเถิดข้าเข็ดแล้ว จะไม่ทำอีกแล้วสาบานเลยเอ้า “
พูดพร้อมยกมือขึ้นทำท่าประกอบ จนถูกฟาดซ้ำไปอีกครั้ง ซินหลี่มองหน้าบุตรชายพลางส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ
“ทำเป็พูดดีไป ข้าบอกกับเ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปมีเื่กับใคร แล้วคราวนี้ไปตีกับใครมาอีกเย่วเอ๋อร์”
“ยะ-หยางหลิว”
“ทะเลาะอะไรกัน ถึงกับต้องลงไม้ลงมือแบบนี้”
“ก็เ้านั่น มันยั่วโมโหข้าก่อนนี่นา ท่านแม่ข้าเลย... “
“นี่แสดงว่าเ้าเป็ฝ่ายเริ่มก่อนใช่หรือไม่เย่วเอ๋อร์”
“เปล่านะท่านแม่ หยางหลิวเริ่มก่อนต่างหากเล่า อย่าได้มองข้าอย่างนั้นเลย”เย่วซินรีบโยนความผิดไปให้สหายรักทันทีอย่างร้อนรน
เมื่อถูกสายตาของมารดาจ้องมาอย่างกดดัน ซินหลี่จ้องมองบุตรชายของตน พลางส่ายหน้าระอากับความใจร้อนของเย่วซิน นี่หยางหลิวคงจะพูดอะไรไม่เข้าหูอีกละสิ ถึงได้กลับมาในสภาพนี้ เหตุการณ์แบบนี้มักจะเกิดขึ้นบ่อยจนนางชินไปแล้ว
“ท่านแม่ แล้วท่านพ่อไปไหนรึ”
“พ่อของเ้าคงกำลังหารืออยู่กับท่านผู้นำ นี่ก็เป็อีกเื่ คราวหน้าพ่อเ้าอยากให้เ้าไปร่วมด้วย อีกหน่อยเ้าก็ต้องรับหน้าที่ต่อจากท่านผู้นำแล้ว เตรียมพร้อมไว้ั้แ่ตอนนี้ก็จะดีไม่น้อย”
“ก็ได้ท่านแม่ คราวหน้าข้าไปกับท่านพ่อด้วย”
“ดีแล้วล่ะเย่วเอ๋อร์ รู้จักโตเสียที อีกไม่นานเ้าก็จะเป็หัวหน้าครอบครัว ต้องดูแลรับผิดชอบคนของเ้าไปตลอดชีวิต จะมัวมาเล่นซุกซนอย่างนี้อีกไม่ได้”
“ข้อนี้ข้ารู้ดี ท่านแม่ไม่ต้องเป็กังวลไปหรอก ถึงเวลานั้นข้าจะทำให้ดีที่สุด”
“แม่ภูมิใจในตัวเ้านักเย่วเอ๋อร์ “นางพูดพร้อมส่งรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นมาให้ พลางคว้าร่างบุตรชายมากอดไว้ เย่วซินยกมือเรียวขึ้นมากอดตอบมารดา เขาค่อยๆ แหงนใบหน้าขึ้นพร้อมกล่าว
“ข้ารักท่านแม่ที่สุด” มารดาส่งยิ้มกลับมา
“แม่กับพ่อก็รักเ้าที่สุดเช่นกัน เอาล่ะ ไหนลองบอกมาสิ ว่าทะเลาะกับหยางหลิวด้วยเื่อันใดกัน ต้องลงไม้ลงมือกันถึงเพียงนี้”
“ก็เ้าบ้านั่นมันว่าข้า เอ่อคือ มันบอกว่าข้าสวยกว่าหนิงอัน ถ้ามันเป็หนิงอัน คงไม่แต่งกับคนที่สวยกว่าตนหรอก”
“ฮ่า ๆ ๆ นี่หยางหลิวพูดแบบนี้รึ มิน่า ถึงทำให้เ้าเดือดได้ขนาดนี้”
นางพูดพลางหัวเราะออกมา เลยเรียกใบหน้าหงิกงอของบุตรชายได้เป็อย่างดี
“ ไม่เอาดีกว่า ข้าไม่พูดกับท่านเื่นี้แล้ว แล้วท่านพ่อไปหาท่านผู้นำด้วยเื่อันใดรึท่านแม่”
“ก็เื่เดิมนั่นแหละ ตอนนี้ท่านผู้นำกำลังร้อนใจเป็อย่างมาก จนป่านนี้แล้ว ผู้ถูกเลือกยังไม่ปรากฏตัวเลย นี่ก็เหลือเวลาไม่มากแล้วด้วยสิ”
“มันเป็เื่จริงรึท่านแม่ าาัน่ะ มันไม่ได้มีแต่ในตำนานหรอกรึ”
“เ้าน่ะไม่รู้อะไร ไม่เชื่อก็อย่าได้ลบหลู่ไป ตำนานของหมู่บ้านเราเ้าก็รู้ดีมิใช่หรือ “
มารดากล่าวเตือนบุตรชายออกไป มันไม่ใช่เื่แปลกหรอก ที่เย่วซินมีทีท่าว่าไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไร เพราะครั้งสุดท้ายที่าาัมาปรากฏตัวที่หมู่บ้านแห่งนี้ ตอนนั้นนางยังเด็กนัก
“ข้ารู้... แล้วท่านแม่เคยเห็นรึเปล่า าาัและผู้ถูกเลือก”
เย่วซินถามมารดาออกมาด้วยความสงสัย เขาเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แต่่หลังมานี้ชักจะวุ่นวายขึ้นทุกที เมื่อใกล้จะถึง่เวลาส่งตัวเ้าสาวาาั ทุกคนก็ต่างรอคอยที่จะได้เห็น เหตุการณ์ที่เป็เื่ราวเล่าขานต่อกันมา คนที่เคยพบเห็นมาแล้ว ก็ยังคงจำภาพนั้นอย่างฝังใจ และรอคอยที่จะพบเห็นอีกครั้ง ส่วนคนที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า พวกเขายังหาคู่พันธะของาาัไม่เจอ
“เคยเห็นสิ มันนานมากแล้ว ตอนนั้นข้ายังเด็กนัก แต่ก็จำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ ไม่เคยลืม”
นางบอกกับบุตรชาย พลางนึกย้อนกลับไปในตอนนั้น นางเห็นัตัวใหญ่มากมาปรากฏตัวที่หมู่แห่งนี้
พลันร่างัั์ก็แปลเปลี่ยนเป็บุรุษรูปงาม คนผู้นั้นตรงดิ่งไปยังคู่ของตนทันที ถ้านางจำไม่ผิด คู่พันธะของาาัผู้นั้น เป็บุตรสาวของผู้นำเผ่าหงส์ไฟคนก่อน
หลังจากนั้นพิธีผูกพันธะก็เริ่มขึ้น และจบลงอย่างราบรื่น พอเสร็จพิธีาาัผู้นั้นก็พาเ้าสาวของตนกลับอาณาจักรัทันที หลังจากวันนั้นนางก็ไม่เห็นสตรีผู้นั้นอีกเลย นางจำได้เพียงแค่นั้น เคยถามพวกผู้เฒ่าเหมือนกันว่า ทำไมคู่ของาาัทุกคน จึงไม่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนบ้านกันบ้าง แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่ให้ความกระจ่างแก่ผู้ใด เพียงแค่บอกว่า มันเป็กฎของทั้งสองเผ่าที่้าป้องกัน มิให้ผู้ใดล่วงล้ำมายังเผ่าหงส์ไฟ ถึงแม้ว่าจะผ่านมานานมากแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่้าตัวของชาวเผ่าหงส์ไฟอยู่มิใช่น้อย
ชาวเผ่าหงส์ไฟอยู่กันมาอย่างสงบสุขได้ ด้วยการตัดขาดจากโลกภายนอก และเก็บตัวอยู่แต่ในค่ายกลเวทย์แห่งนี้มาตลอด
“เ้าคงไม่รู้หรอกว่า าาัมีความสามารถปล่อยดวงจิตของตน หรือจะเรียกให้ถูกคือ ญาณทิพย์ไปเข้านิมิตคู่ของตน หลังจากนั้นก็จะเกิดสัญลักษณ์ คู่พันธะขึ้นกับคนผู้นั้น”
“แล้วาาัรู้ได้อย่างไรว่าผู้ใดคือคู่ของตนล่ะท่านแม่”เย่วซินถามด้วยความสงสัยมารดาจึงเล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า
“รู้สิ ก็ดวงจิตั มีหน้าที่ค้นหาคนที่มีชะตาร่วมกัน จากนั้นก็ได้ทำการผูกดวงจิตของทั้งสองเข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนทั้งคู่มีหัวใจดวงเดียวกัน”
เย่วซินฟังที่มารดาเล่าก็ชักใจไม่ดี ่นี้เขาชอบฝันเห็นอะไรแปลกๆ เสียด้วยสิ
“ท่านแม่แล้วคู่ชะตา เอ่อ... คู่พันธะจะมีความฝันออกมาในรูปแบบใดบ้าง”
“ข้าก็รู้มาไม่มากนักหรอก รู้แค่เพียงว่าส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบ บุรุษรูปงามหรือไม่ ก็มาปรากฏตัวเป็พญาัตัวโตๆ น่าเกรงขามยิ่งนัก”
“น่ากลัวนะสิไม่ว่าเย่วซินพึมพำออกมาเบาๆ แต่ก็ไม่รอดพ้นหูพ้นตามารดาไปได้ มารดากลับได้ยินจึงถามขึ้น
“เมื่อครู่เ้าพูดว่าอย่างไรข้าฟังไม่ถนัด”
“ไม่มีอะไรหรอกท่านแม่”เขาบอกมารดาพลางหลบตา แต่มีหรือที่มารดาจะเชื่อที่เขาบอก นางเลี้ยงเขามาั้แ่ตีนเท่าฝาหอย นางดูออกว่าเย่วซินมีอะไรปิดบังนางอยู่
“เย่วเอ๋อร์ เ้ามีอะไรปิดบังอยู่ก็พูดออกมาเถิด ข้าเห็นสีหน้าเ้าเหมือนมีอะไรในใจ พอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”เย่วซินมองหน้ามารดาก็เห็นสายตาที่ส่งมา มันมีทั้งความรัก ความอบอุ่น และความห่วงใย จนไม่อาจปฏิเสธความหวังดีนี้ได้เลยจริงๆ จึงตัดสินใจเล่าความฝันของตนให้มารดาฟัง เพราะเขาทนเก็บเอาไว้ไม่ไหวอีกแล้วมันอึดอัด ตอนแรกที่เล่าให้หยางหลิวฟังก็ไม่ได้คิดมากอย่างนี้ พอมาได้ยินเื่คู่พันธะที่ท่านแม่เล่าก็แอบเอามาคิดมากเสียไม่ได้
..
..........................