เสือนั่งมองปานเทพวาดรูปเงียบ ๆ น่าแปลกที่เขาสามารถนั่งอยู่นิ่ง ๆ เพื่อมองใครสักคนได้นานขนาดนี้ โดยไม่รู้สึกเบื่อแม้แต่น้อย รูปที่ปานเทพวาดเป็ภาพของวิวทะเลเบื้องหน้าเขา ทั้งผิวน้ำทะเลที่เกิดเป็ระลอกคลื่น ทั้งเรือลำน้อยใหญ่ที่อยู่ห่างออกไป รวมถึงทิวเขาที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ล้วนวาดออกมาได้เหมือนจริงราวกับภาพถ่าย
เสือนั่งมองปานเทพใช้สีไม้วาดรูปเพลินจนกระทั่งรู้สึกตัวอีกที ปานเทพเอนตัวเข้ามาใกล้ เสือกลั้นหายใจเมื่อปานเทพโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนใบหน้าเขาแทบจะชนกันอยู่แล้ว หัวใจเขาเต้นตึกตัก ก่อนจะหลับตาปี๋ เพราะคิดว่าปานเทพจะยื่นหน้าเข้ามาจูบ แต่รออยู่นานก็ไม่เห็นรู้สึกอะไรสักที
เมื่อลืมตาขึ้น จึงเห็นว่าปานเทพไม่ได้จะยื่นหน้ามาจูบเขา แต่อีกฝ่ายกำลังเลือกสีไม้สีอื่นที่อยู่ในถาดด้านหลังเขาต่างหาก เสือเม้มปาก ใบหน้าแดงก่ำ ดอกลีลาวดีในมือถูกขยำจนเละไปแล้วเพราะความเขิน
“ถ้าเบื่อเสือกลับก่อนก็ได้นะคะ” ปานเทพเอ่ยขึ้นขณะลงมือวาดรูปต่ออีกครั้ง
“ไม่เบื่อหรอก มองมึงวาดรูปก็เพลินดี ว่าแต่.... ที่กูไลน์ไปมึงไม่อ่าน โทรไปมึงก็ไม่รับ เพราะมึงโกรธที่กูชวนคนอื่นมากินข้าวด้วยเหรอ?” เสือมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของปานเทพ
“ไม่ใช่โกรธ.... แต่น่าจะเป็น้อยใจมากกว่า เราแค่รู้สึกว่าเราคงไม่ได้สำคัญอะไรกับเสือก็แค่นั้น” ปานเทพหันกลับมาตอบเขา แล้วหลุบตาลงวาดภาพต่อ
“กูขอโทษ” เสือโพล่งออกไปแทบจะทันทีที่ปานเทพพูดจบ จนอีกฝ่ายชะงัก
“ถ้ามึงไม่สำคัญกูจะตามมึงมาถึงนี่เหรอ” ปานเทพหันกลับมามองหน้าเสืออีกครั้งแล้วคลี่ยิ้ม
“เสือพูดแบบนี้จะทำให้คนฟังเข้าใจผิดนะคะ” เสือมองปานเทพที่ก้มหน้าวาดภาพอีกครั้ง ตอนนี้ภาพตรงหน้ามีรูปเก้าอี้สีแดงอยู่ใต้ต้นลีลาวดีตรงกลางภาพ
“เสือว่าคนเราที่ได้เจอกันเพราะเหตุผลอะไรเหรอคะ?” เสือได้ยินคำถามก็เอนตัวไปด้านหลัง แล้วเท้ามือลงกับเก้าอี้ ก่อนจะมุ่ยหน้า
“ไม่รู้สิ... เพราะโชคชะตามั้ง มึงถามทำไมอ่ะ?”
“งั้นโชคชะตาก็เป็เื่แปลกนะคะ เสือเคยได้ยินเื่นี้ไหมคะ เขาว่ากันว่า คนมีร้อยล้านคน แต่มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ชั่วชีวิตของเรา จะมีโอกาสเจอแค่เพียงแค่ครั้งเดียว” ปานเทพพูดจบก็ฉีกกระดาษที่วาดรูปออกมายื่นให้เสือ
“เราให้ค่ะ” เสือก้มลงรับรูปนั้นมาดู ตรงกลางภาพนอกจากจะมีเก้าอี้สีแดงและต้นลีลาวดีแล้ว ในนั้นยังมีเด็กผู้ชายสองคนกำลังนั่งหันหน้ามองกันอยู่บนเก้าอี้ ระหว่างฝ่ามือของทั้งสอง มีดอกลีลาวดีสีขาวอมเหลืองวางอยู่
“เรากลับกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันเรือเที่ยวสุดท้าย” ปานเทพลุกขึ้นแล้วเดินนำออกไปก่อน เสือจึงม้วนภาพวาดสีไม้ที่ปานเทพวาดให้ด้วยสีหน้าวูบไหว
ตลอดทางลงเรือกลับฝั่ง ปานเทพได้แต่นั่งเงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรกับเขาอีก เสือได้แต่มองใบหน้าด้านข้างของปานเทพเงียบ ๆ ในใจวูบโหวงแปลก ๆ
เสือไปส่งปานเทพถึงบ้าน จากนั้นตัวเองก็กลับมานอนคิดสับสนอยู่ในหัว เขาไม่เข้าใจว่าตัวเขาเป็อะไรไป เพราะั้แ่มีปานเทพเข้ามาในชีวิต เขาก็เอาแต่คิดถึงอีกฝ่าย ยิ่งคำพูดของปานเทพในวันนี้ ทำยังไงก็สลัดออกไปจากหัวไม่ได้
คนร้อยล้านคน จะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น
ที่ชั่วชีวิตของเรา จะมีโอกาสเจอแค่เพียงครั้งเดียว
คืนนั้นเสือนอนไม่หลับ เช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็พาร่างมึน ๆ งง ๆ ออกไปหาปานเทพแต่เช้า อยากจะถามปานเทพว่าที่เขาพูดวันนั้นมันหมายความว่ายังไง แต่พอได้ถึงบ้าน กลับพบแต่แม่บ้านมาแจ้งว่า ปานเทพได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ ไปั้แ่เมื่อคืนแล้ว เสือจึงรีบกดโทรศัพท์โทรหาปานเทพ รอสายอยู่นาน ในที่สุดปานเทพก็ยอมรับสาย
“ทำไมเมื่อวานมึงจะกลับกรุงเทพเลยถึงไม่บอกกูก่อน?” เสือเค้นเสียงใส่ด้วยความโมโห เพราะเขาคิดว่า่นี้พวกเขาสนิทกันแล้ว
“ขอโทษนะคะที่เรากลับมาโดยไม่ได้ลา แต่เราคงเ็ปมากกว่านี้ ถ้าต้องบอกลากับเสือต่อหน้า สู้แยกกันั้แ่วันนี้ไปเลยจะดีกว่า เราจะตัดใจ ก่อนจะถลำลึกลงไปกว่านี้” น้ำเสียงของปานเทพที่พูดกลับมาสั่นเครือเล็กน้อยจนเสือรู้สึกได้
“นี่มึง.... หมายความว่ายังไง?”
“ความรู้สึกของคนเรานี่ก็แปลกนะคะ ทั้งที่เราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงรู้สึกดีกับเสือขนาดนี้ อย่างตอนนี้... ได้ยินแค่เสียงก็อยากจะเจอหน้าแล้ว” เสือฟังเสียงของปานเทพ ยิ่งพูดหูเขาก็ยิ่งแดงขึ้นเรื่อย ๆ
“แบบนี้มันแปลว่า.... เราชอบเสือแล้วหรือเปล่าคะ?” ปลายสายถามเสือกลับมา ทำเอาเขาอึ้งจนตอบไม่ถูกเช่นกัน
แต่นอกเหนือจากความใ เสือกลับรู้สึกโล่งใจ แล้วก็... อายมากจนต้องทรุดลงนั่งยอง ๆ ก้มหน้าซุกขาตัวเอง ก่อนจะยกมือถือขึ้นมาพูดเสียงเบา
“ถ้าในอนาคตมึงกับกูได้เจอกันอีกครั้ง แล้วความรู้สึกของมึงยังเหมือนเดิม มึงช่วยพูดคำนั้นกับกูอีกครั้งได้ไหม?” เสือหน้าร้อนผ่าวยามที่พูดประโยคนั้นออกไป
“เสือหมายความว่ายังไงเหรอคะ?” น้ำเสียงของปานเทพแฝงความตื่นเต้น
“กูจะไปหามึง ไปฟังมึงพูดคำนั้นอีกครั้ง เพราะคำว่ารักจะฟังเพราะที่สุด ก็ตอนที่เราได้ยินจากคนที่เรารัก.... มึงรอกูนะปานเทพ”
“เสือ?” เสือไม่ได้ฟังปานเทพพูดต่อ ก็รีบกดวางสายทันที สมองเขาและหน้าเขาเห่อร้อน เหมือนจะะเิออกมาให้ได้ จากนั้นเสือรีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งกลับบ้านหน้าตั้ง
“ป๊า! ป๊า! ป๊าอยู่ไหนเนี่ย! ” เสือมาถึงบ้านได้ก็สะบัดรองเท้าที่หน้าบ้าน เขาเที่ยววิ่งตามหาพ่อในห้องหนังสือ ห้องน้ำ และห้องครัววุ่นวายไปหมด
“กูนั่งอยู่นี่! ” พ่อของเสือชื่อว่าเฮียสิงฆ์ ผู้มีอิทธิพลอันดับหนึ่งในเมืองพัทยา นั่งสูบซิก้าร์เลื่อนดูไอแพดอยู่บนโซฟาหลุยส์หน้าเตาผิงในห้องรับแขก
“ป๊า! ปีนี้ลูกจะซิ่ว แล้วสอบเข้ามหาลัยอื่นปีหน้า!”
“ห๊ะ! มึงเป็บ้าอะไรวะไอ้เสือ” เสี่ยไกรสรหรือเฮียสิงฆ์ทำซิก้าร์ที่คาบอยู่หล่น
“ลูกจะไปตามหาหัวใจที่กรุงเทพฯ” เสือเชิดหน้าขึ้นน้อย ๆ
“มึงบ้าไปแล้ว! สอบติดที่นี่ก็เรียนที่นี่สิวะ จะหยุดเรียนไปสอบใหม่ทำไม! ” เฮียสิงฆ์ มองตามลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ที่พูดจบก็สะบัดก้นขึ้นห้องไป
-----------------------------------
ณ วังหัสดีเทพ ปานเทพกำลังนั่งอยู่ที่โซฟาใหญ่ หน้าโถงทางเข้าห้องรับแขก แต่เดิมนั้นที่นี่เป็ตำหนักที่ประทับของท่านปู่ทวด ต้นสกุลหัสดีเทพนคร ตัวตำหนักก่ออิฐถือปูน มีความสูง 2 ชั้น มีห้องทั้งหมด 12 ห้อง ตกแต่งชั้นล่างตามแบบฝรั่ง ตอนบนเป็ไม้ผสมปูน มีช่องแสงโค้งรูปครึ่งวงกลม ตอนล่างติดกระจกสีเป็ลายดอกไม้ ชั้นบนตกแต่งเป็แบบจีน มีตู้ไม้ลงรักปิดทอง เตียงสี่เสาแกะสลัก มุขด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้มีบันไดเวียน ที่ชานพักบันไดมีหน้าต่างที่สามารถเปิดออกไปเห็นสวนดอกไม้ด้านนอก
วังหัสดีเทพหลังนี้ตกทอดลงมาถึงหม่อมเ้าทิพย์นารี ซึ่งเป็หญิงย่าของเขา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเรือนหลักแห่งนี้หญิงย่าจะอยู่เพียงผู้เดียว คุณพ่อกับคุณแม่เองก็มีเรือนแยกต่างหาก อยู่ทางทิศตะวันตกของเรือนใหญ่ ส่วนเขาก็มีเรือนเล็กอยู่ทางทิศตะวันออกของเรือนใหญ่ แต่่นี้ปานเทพขึ้นมานอนบนเรือนใหญ่เป็เพื่อนหญิงย่า เนื่องจากตอนนี้คุณพ่อและคุณแม่ของเขาติดภารกิจที่ต่างประเทศ
“กลับมาแล้วเหรอปานเทพ? ไปเที่ยวมาสนุกไหมลูก?” ท่านหญิงย่าเดินลงมาจากข้างบนห้องก็เอ่ยทักปานเทพ ที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ที่โซฟารับแขก
“สนุกค่ะ” ปานเทพขยับตัวเข้าไปนั่งข้างหญิงย่า
“เที่ยวเล่นก็ส่วนเที่ยวเล่น เื่เรียนก็ห้ามทิ้ง ปีหน้าก็จะเรียนจบมัธยมปลายแล้ว หลานคิดไว้หรือยัง ว่าจะไปเรียนต่อต่างประเทศเหมือนพ่อของหลาน หรือว่าจะเรียนที่นี่กันล่ะ?” ปานเทพคลี่ยิ้มแล้วสวมกอดท่านย่า
“ก็ต้องเรียนที่นี่สิคะ หญิงย่าอยู่คนเดียวหลานเป็ห่วงค่ะ”
“แน่ะ! ปากหวาน! ปากหวานขนาดนี้ตอนไปอยู่มหาวิทยาลัยสาว ๆ คงได้หลงตาย!” หม่อมเ้าทิพย์นารีหยิกแก้มหลานชายด้วยความมันเขี้ยว แม้ว่าหลานชายคนนี้จะมีใบหน้าค่อนไปทางฝั่งผู้เป็แม่ แต่กิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน หม่อมจึงโปรดนัก
“หลานพูดจริง ๆ นะคะ หลานตั้งใจจะสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ของมหาวิทายาลัย J ภาคอินเตอร์ของที่นี่เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยดัง ๆ ในอังกฤษได้เลยนะคะ อีกอย่าง ถ้ามีเวลาว่างหลานจะได้กลับมาหาหญิงย่าได้บ่อย ๆ ด้วย” หม่อมเ้าทิพย์นารีมองหน้าหลานชายแล้วก็ถอนหายใจ
“อย่างน้อยหลานก็ยังนึกถึงย่าแก่ ๆ คนนี้ ดีกว่าพ่อของหลาน หลงแต่เมียจนบ้านช่องไม่ยอมกลับมาบ้างเลย” ปานเทพอดหัวเราะไม่ได้
เนื่องจากหม่อมราชวงศ์เทวัญ คุณพ่อของเขาเดินทางไปเรียนต่างประเทศั้แ่เด็กจนโต พอเรียนจบกลับมาก็พาฝรั่งผมทองตาสีเขียวอมเทา ชื่อแองเจล่า กลับมาด้วย
ซึ่งภายหลังก็คือคุณแม่ของเขาที่เป็ชาวอังกฤษ ตอนนั้นทำเอาบ้านเกือบแตก เนื่องจากหญิงย่าได้หมั้นหมายคุณพ่อไว้กับลูกสาวท่านทูตคนหนึ่ง แต่คุณพ่อกลับเหนือชั้นกว่านั้น โดยบอกหญิงย่าว่าคุณแม่ของเขากำลังตั้งครรภ์เขาแล้ว สุดท้ายการหมั้นหมายครั้งจึงถูกยกเลิกไป แล้วคุณพ่อก็ได้แต่งคุณแม่เข้ามา
แต่กว่าคุณแม่ของเขาพิสูจน์ตัวเอง จนหญิงย่ายอมรับได้ ก็นับว่านานหลายปี เพราะนอกจากคุณแม่จะต้องเรียนการพูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาไทยแล้ว ยังต้องเรียนทำอาหารไทยตำรับชาววัง เพื่อเอาใจหญิงย่าอีกด้วย ไหนจะต้องบินไป ๆ มา ๆ ระหว่างอังกฤษกับไทย จนกระทั่งคลอดเขา คุณแม่จึงอยู่เลี้ยงดูเขาที่ไทยตลอด 3 ปี เรียกว่าเป็แม่บ้านฟูลไทม์เลยก็ว่าได้
พอเขาเริ่มโตขึ้นมาหน่อย หญิงย่าก็เริ่มปล่อยคุณพ่อกับคุณแม่ไป แล้วหันมาใส่ใจกับเขาแค่คนเดียว โดยหญิงย่าเป็คนดูแลเขามาั้แ่เล็กจนโต ส่วนคุณแม่ก็กลับไปเริ่มทำงานที่สำนักอัยการอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ คุณพ่อเองก็ดูแลธุรกิจของตระกูลหัสดีเทพนครจากที่โน่น นาน ๆ ครั้งจึงจะกลับไทยมาพบเขาบ้าง ตามวันสำคัญ ๆ
เย็นนั้นหลังจากทานอาหารเย็นร่วมกับหญิงย่าเสร็จ ปานเทพก็ขอตัวกลับห้อง จากนั้นก็ใช้มือถือส่งข้อความหาภานุ
“ภานุคะ ปีหน้าเราตั้งใจจะสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ของมหาลัย J นะคะ” หลังจากกดส่งไปได้สักพัก ภานุก็ส่งข้อความกลับมา
“แล้วแกจะรายงานฉันทำไมวะคุณชาย? รีบเหรอ? เหลือเวลาอีกตั้งปีหนึ่ง” ปานเทพอ่านข้อความเสร็จก็พิมพ์ตอบ
“แค่บอกไว้เฉย ๆ น่ะค่ะ เผื่อใครถาม”
“ใครจะมาถามวะ?” ภานุตอบกลับมา ปานเทพอ่านข้อความ แต่ไม่ได้ตอบกลับ เสร็จแล้วก็หยิบข้อสอบเก่า ๆ ออกมาซ้อมทำ จนกระทั่งเที่ยงคืนกว่าจึงปิดไฟเข้านอน
----------------------------------------
ปานเทพทิ้งตัวลงบนเตียง แต่เขายังไม่ได้หลับ ในหัวกำลังทบทวนแผนการที่เขาดำเนินการมาได้ครึ่งทาง ท่ามกลางความมืด
เขาเฝ้ามองพี่เสือมาตลอดหลายปี รู้ว่าธรรมชาติของพี่เสือเป็คนแข็งนอกอ่อนใน อย่างเวลาที่อยู่ใกล้ใครที่ทำดีกับตัวเองมาก ๆ ก็มักจะเอนเอียงไปชอบเขาง่าย ๆ และบางครั้งก็ทนแรงยุยงจากรอบข้างไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของปั้นชาและมาวิน ที่ปานเทพรู้มาว่าพี่เสือเคยตามจีบสมัยอยู่โรงเรียนเก่า คนหนึ่งพี่เสือไปจีบเค้าก็เพราะฝ่ายนั้นมาบอกชอบตัวเองก่อน แถมตัวเองยังไม่เคยตอบรับ หรือปฏิเสธความสัมพันธ์จริง ๆ จัง ๆ จนผู้หญิงคนนั้นยังคงวอแวอยู่ใกล้ ๆ ส่วนกรณีของมาวินที่เป็เกย์สาวร่างบาง ก็เพราะว่าถูกเพื่อนยุให้จีบ พี่เสือก็ดันยุขึ้น เข้าไปจีบเขาง่าย ๆ จนทางนั้นหลงเ้าตัวจนหัวปักหัวปำแล้ว
ปานเทพเคยอ่านบทวิจัยของ ดร.โรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก นักจิตวิทยามหาวิทยาลัย เยล ได้กล่าวถึงทฤษฎีเริ่มต้นความสัมพันธ์ให้กลายเป็ความรักไว้หลายข้อ ปานเทพเองก็ใช้ทฤษฎีและมุมมองเ่าั้ในการเข้าหาพี่เสือเช่นกัน
อย่างเช่นใช้ความเรียบง่ายในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ ไม่กระโตกกระตากจนเ้าตัวแตกตื่นไปเสียก่อน ต้องทำทุกอย่างให้เป็ Simple Day (วันธรรมดา) ดังนั้นในตอนเช้าหลังจากที่ดื่มจนเมากลับมา ปานเทพจึงจงใจเปลี่ยนท่านอน ให้พี่เสือตื่นขึ้นมาโดยที่มีเขาอยู่ในอ้อมกอด และเขาก็ทำเป็ว่ามันเป็เพียงเื่ธรรมดาเท่านั้น
ให้การมีอยู่ของเขา เป็เื่ธรรมดาสำหรับพี่เสือ แต่ความใกล้ชิดกัน (มาก) เป็พิเศษนั้น เกินธรรมดากว่าเพื่อนคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อกัน
ต่อมาก็ใช้แผนสกินชิป รุกเข้าหาด้วยการัั เทคนิคนี้ปานเทพต้องใช้ระยะเวลาตลอดอาทิตย์ ใน่ที่รู้จักกันใหม่ ๆ โดยเริ่มต้นด้วยการจับมือหรือแตะไหล่ ตามสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น พากันวิ่งข้ามถนนระหว่างไฟแดง ปานเทพจะรีบจับมือพี่เสือแบบหลวม ๆ พอข้ามไปยังอีกฝั่งค่อยปล่อยมือ หรือแตะไหล่เวลาจะเรียกอีกฝ่าย
พอนานเข้าพี่เสือก็จะลดความระมัดระวังตัวเวลาอยู่กับเขา บางครั้งแค่นั่งกินข้าวข้างกัน แขนของพี่เสือก็มักจะกางออกมาแตะที่แขนเขา หรือบางครั้งก็นั่งเบียดมาทางเขามากกว่าฝั่งของเพื่อนในกลุ่ม จนเขาสังเกตได้
ปานเทพเคยทดสอบอีกขั้นของการสกินชิปกับพี่เสือ ด้วยการอ้างเื่ทาครีมกันแดด โดยพกแบบสเปรย์กันแดดที่ใกล้จะหมดออกมาให้พี่ ๆ ในกลุ่มใช้จนหมด ส่วนตัวเองจะได้ใช้แบบโลชั่นช่วยทาให้พี่เสือที่หลัง ซึ่งครั้งนั้นถือเป็ก้าวแรกที่เขาประสบความสำเร็จ เนื่องจากพี่เสือมีปฏิกิริยากับฝ่ามือของเขาจนหน้าอกแข็งขึ้นมา
ทฤษฎีต่อมาที่ปานเทพใช้นั้น เขาเคยอ่านมาจากบทความของดร.แดเนียล เดวิส
นักวิจัยเกี่ยวกับยีนพันธุกรรม จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ ที่เขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า มนุษย์เราแม้จะผ่านการวิวัฒนาการมาแล้ว แต่ก็ยังมียีนส์ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกหาคู่ โดยศาสตราจารย์ท่านนี้กล่าวไว้ว่า มนุษย์เรามักจะเลือกคู่กับอีกฝ่ายที่มียีนส์แตกต่างจากตัวเองได้จากกลิ่น
ดังนั้นปานเทพจึงพยายามใช้โอกาสที่ได้ใกล้ชิดกับพี่เสือ ให้อีกฝ่ายจดจำกลิ่นกายของเขาไว้ เช่น เวลาที่นั่งอยู่ด้วยกันบนรถแล้วพี่เสือชอบหลับ เขาก็จะพยายามดึงอีกฝ่ายมาซบไหล่ หรือบางครั้งก็จะกระพือเสื้อข้าง ๆ พี่เสือเวลาที่ร้อนหรือเหงื่อออกมาก ๆ
ปานเทพค่อย ๆ ใช้หลักจิตวิทยาเข้าไปสั่นคลอนหัวใจของพี่เสือช้า ๆ ค่อย ๆ รุกคืบเข้าไปในใจ โดยที่อีกฝ่ายแทบไม่รู้สึกตัว ทั้งดูแล ทั้ง (Treat) พี่เสืออย่างดีจนพี่เสือเกิดความรู้สึกดีกับเขา และให้ความสนิทสนมกับเขามากขึ้น แต่ยังคงอยู่ในเฟรนด์โซน ไม่ได้ข้ามไปเป็แฟน จนกว่าปานเทพจะแน่ใจมากกว่านี้
ซึ่งวันที่พี่เสือต้องพิสูจน์ตัวเองนั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด เพราะวันนั้นปั้นชาบังเอิญมาพบพวกเขาที่ร้านอาหาร ปานเทพแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่พี่เสือให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่า ตอนนั้นปานเทพรู้ทันทีว่าเขาไม่สามารถอยู่ที่นั้นได้นานกว่านี้ ไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนนั้นอาจถูกเขาลากคอออกไปเสียก่อน ปานเทพขอตัวกลับเพื่อไปทำให้หัวเย็นลง จากนั้นก็ปิดมือถือเพื่อตัดการติดต่อกับทุกคน
แน่นอนว่าระหว่างนั้นเขารู้ความเคลื่อนไหวของพี่เสือจากภานุ ที่ไลน์มาเล่าว่าพี่เสือหงุดหงิดมากแค่ไหน พี่เสือเป็ห่วงเขามากแค่ไหน ตอนที่ภานุถ่ายคลิปสั้น ๆ ที่เป็พี่เสือนั่งเขี่ยอาหารในจานเล่น โดยไม่คิดจะกินแม้แต่น้อย ปานเทพก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ เขาจึงได้ออกเดินทางไปเกาะสีชังเพื่อปฏิบัติการสุดท้ายตามแผนที่วางไว้ เขาถ่ายรูปและอัปโหลดลงโซเชียล แล้วแอบไปนั่งวาดรูปฆ่าเวลาเล่น โดยไม่คิดว่าพี่เสือจะตามมาถึงภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงด้วยซ้ำ
ตอนที่พี่เสือหย่อนตัวนั่งลงข้าง ๆ เขา ตอนนั้นปานเทพทำอะไรไม่ถูก รู้แต่เพียงว่า เขาดีใจมาก และแผนการเข้าหาพี่เสือตามทฤษฎีจิตวิทยาใช้ได้ผล เพราะมันเปลี่ยนจากคนไม่รู้จัก ให้มาเป็รู้จัก จากความใกล้ชิด มาเป็ความหลงใหล จากหลงใหลก็เริ่มผูกพัน และเมื่อความรู้สึกที่ทำให้เราอยากจะอยู่กับใครบางคนแรงกล้า มันจะทำให้คนคนนั้นกล้าจะก้าวไปสู่เป้าหมายร่วมกัน
ถ้าในอนาคตมึงกับกูได้เจอกันอีกครั้ง แล้วความรู้สึกของมึงยังเหมือนเดิม มึงช่วยพูดคำนั้นกับกูอีกครั้งได้ไหม?
ตอนที่ปานเทพได้ยินประโยคนั้นของพี่เสือ เขาก็ยิ้มออกมาทันที เพราะรู้ว่าพี่เสือกำลังจะเข้ามาใกล้เขาขึ้นอีกนิดแล้ว ดังนั้นเขาจึงได้ส่งข้อความไปบอกภานุ และหวังลึก ๆ ว่า ปีหน้าที่คณะเศรษฐศาสตร์ อินเตอร์ มหาวิทยาลัย J เขาจะได้เจอพี่เสืออีกครั้ง
.......................................
เนื้อเข้าปากเสือ
หมายถึงของมีค่าที่ตกไปอยู่ในมือคนที่ฉลาดกว่า ยากที่จะได้คืน
หรือบุคคลคนที่ตกเป็เหยื่อของคนที่มีอำนาจ ย่อมยากจะพ้นภัย
---------------------------------
To be con
เสือหนีไป๊!!
ตอนนี้บอกได้เลยว่าเสือไม่ใช่เสือ แต่เป็เนื้อรอวันถูกกินค่ะ
คุณชายก็เทพสมชื่อ วางแผนเป็ขั้นเป็ตอน หลอกล่อเขาสุดๆ
ตอนหน้าเป็การรวมตัวแก๊งนายเอกค่ะ
นามิ