มีใครกำลังมา
ใบหน้าก้มต่ำที่จมอยู่กับความคิดอันลึกซึ้ง หันขวับเพ่งสายตาจ้องมองไปยังระยะไกล
ััศักดิ์สิทธิ์ของเขารับรู้ได้ถึงกลุ่มคนที่ปรากฏ แล้วกำลังมุ่งหน้าตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง
อย่างไรก็ตาม โจวเฉินที่ไม่้าเปิดเผยตัวั้แ่แรก จึงนำสมุนิญญาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกเอาแต่ทำตามคำสั่งเร่งจากไป
แน่นอนว่า เขาไม่ลืมคว้าถุงเก็บของจากศพติดไม้ติดมือมาด้วย
ในขณะเดียวกัน หลังร่างทั้งสองออกไปจากตรอกร้างผู้คนได้เพียงครู่เดียว กลุ่มผู้ฝึกฝนทั้งชายและหญิงจำนวนสามคนก็ได้มาถึง
หญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็ผู้นำก้าวไปหยุดมองดูศพ จากนั้นแววตาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความเศร้าเสียใจ
“ตาม” นางหันไปสั่งผู้ติดตามชายทั้งสองเสียงดัง ก่อนจะพุ่งตัวทะยานออกไปด้วยสีหน้าโกรธจัด
ในความคิดผู้ฝึกฝนหญิงนางนี้ เ้าของรัศมีที่นางััได้ก่อนหน้านั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับการตายของลูกพี่ลูกน้องของนางอย่างแน่นอน
ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร นางจะนำตัวอีกฝ่ายกลับมาทรมานให้สาสม เพื่อระบายโทสะอันเปี่ยมล้นที่ยากจะระงับ
อีกทางด้านหนึ่ง
โจวเฉินที่นำสมุนิญญาพุ่งห่างไกลออกไป ในเวลานี้ก็รับรู้การเคลื่อนไหวกลุ่มผู้ฝึกฝน จากััศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้แล้วเช่นกัน
นึกไว้แล้วว่าต้องตามมา แต่ก็เอาเถอะ หากกำลังมองหาความตายข้าจะสนองให้
ความจริงมีเพียงผู้ฝึกฝนเท่านั้นที่แผ่การรับรู้ออกนอกร่างกายได้ แต่สำหรับโจวเฉินแล้วถือว่าเป็กรณีพิเศษ
เหตุผลที่เขาสามารถนำััศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้ได้ ั้แ่ยังเป็แค่นักศิลปะต่อสู้ตัวน้อยเช่นนี้
หัวใจสำคัญเกิดจากความแข็งแกร่งทางจิติญญาที่สูงล้ำ แม้มีแค่บางส่วนที่เหลือรอดจากการข้ามกาลเวลา แต่เท่านี้ก็เพียงพอให้เขาใช้ความสามารถนั้นได้สบาย ๆ
ฐานพลังฝึกฝนของพวกมันสูงกว่า ทำให้ข้าเสียเปรียบเื่ความเร็ว ถ้าอย่างงั้น
โจวเฉินตัดสินใจพลิกร่างกลับ แล้วพุ่งตัวสวนไปทางผู้ที่กำลังไล่ตาม พร้อมบ่นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความเรียบเฉยว่า
“คงเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ”
จากมุมมองเขาก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า อีกฝ่ายอาจจะสงสัยเขาแล้ว้าตามมาทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่เื่ดี
ถ้าหากเป็เขาเองก็คงมีความคิดไม่ต่างกัน ฉะนั้นเขาจะไม่ทำเื่ไร้ประโยชน์อย่างการแก้ตัว เพราะอีกฝ่ายไม่มีทางเชื่อ
สุดท้ายเมื่อคลี่คลายด้วยคำพูดไม่ได้ พวกเขาก็ต้องต่อสู้เข่นฆ่ากันอยู่ดี
ดังนั้นเพื่อเป็การไม่เสียเวลา โจวเฉินเลยคิดจะจบปัญหาทั้งหมดด้วยวิธีการในแบบของเขา อย่างการฆ่าล้างพวกมันให้หมดก็เท่านั้น
แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่แสดงความเป็ศัตรู บางทีเขาอาจเปลี่ยนใจไม่ลงมือจนถึงตายเลยก็ได้
รวบรวมพลังขั้นห้า 3 คน มีสมุนิญญามาให้ใช้งานเพิ่มอีกแล้ว
แม้จะทราบว่าอีกฝ่ายฐานพลังสูงกว่าตนมาก แต่ใบหน้าเขากลับไม่แสดงให้เห็นถึงความกลัวเลย
ด้วยวัยสิบหกปีอย่างในตอนนี้ ระดับฐานพลังโจวเฉินอยู่ที่ระยะการฝึกฝนร่างกาย ก้าวเข้าสู่ขั้นขัดเกลาอวัยวะภายในมาได้สักพัก
ในโลกแห่งการฝึกฝนเริ่มต้นด้วยการฝึกฝนร่างกาย มีระดับย่อยทั้งหมดเพียง 4 ขั้น เริ่มจากขั้นขัดเกลาิั กลั่นชีพจร ปรับแต่งกระดูก และขัดเกลาอวัยวะภายใน
การฝึกฝนในระยะนี้ คนธรรมดาที่ไม่มีรากิญญาก็สามารถบรรลุได้ โดยทั่วไปผู้ที่อยู่ใน่พลังดังกล่าวมักถูกเรียกว่า นักศิลปะการต่อสู้
ระดับพลังที่เหนือขึ้นไปบ่มเพาะได้เฉพาะผู้มีรากิญญาเท่านั้น ระดับนี้ถูกเรียกว่ารวบรวมพลัง ซึ่งมีระดับย่อย 9 ขั้น
เมื่อต้องเผชิญกลุ่มคนไล่ตามที่เป็ผู้ฝึกฝนรวบรวมพลังขั้นที่ 5 จึงกล่าวได้ว่าโจวเฉินตกเป็รองอย่างมาก
โอกาสที่จะชนะไม่มีทางเป็ไปได้เลย แต่นั่นก็เฉพาะกับผู้ฝึกฝนทั่วไปเท่านั้น
เพราะสำหรับตัวตนที่ย้อนเวลากลับมา พร้อมกับพลังแห่งความเข้าใจอย่างเขาแล้ว การจะบดขยี้ผู้ฝึกฝนตัวน้อยเหล่านี้นั้นก็เป็แค่ความคิดเดียว
“ไม่หนีแล้วเหรอ” น้ำเสียงเยาะเย้ยของผู้ฝึกฝนหญิงถูกส่งจากระยะไกล
ในตอนแรกที่พบว่าผู้หลบหนีทั้งสอง ได้เปลี่ยนทิศทางแล้วมุ่งหน้ากลับมา การกระทำดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้แก่นางอยู่บ้าง
แต่พอนางได้มองผ่านฐานพลังของทั้งคู่แล้ว ใบหน้าอันงดงามที่เคยนิ่งเฉยกลายเป็ยิ้มเยาะ สายตาที่ใช้มองเผยให้เห็นแววดูถูก
ขณะนั้นผู้ฝึกฝนหญิงแค่ชำเลืองไปทางโจวเฉินเล็กน้อย ก่อนจะมองผ่านไปทางอีกร่างที่มีระดับพลังด้อยกว่าพวกนางไม่มาก
“นั่นมัน” สีหน้าผู้ฝึกฝนหญิงตื่นตะลึงอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าหนึ่งในฝ่ายตรงข้าม มีใบหน้าเหมือนกับลูกพี่ลูกน้องตนที่เพิ่งเสียไป
ด้านโจวเฉินไม่ได้ใส่ใจการแสดงออกของใบหน้าสวยเลย พอทั้งสองฝ่ายต่างเข้ามาใกล้กันได้สักระยะหนึ่ง เขาไม่ลังเลเลยที่จะเปิดฉากใช้การโจมตีทางิญญาโดยตรง
ในระยะไม่ถึงสิบก้าว ฝ่ามือขวาของเขาถูกยกไปทางตำแหน่งของทั้งสาม พร้อมปะทุคลื่นพลังกวาดยิงเปรี้ยงเดียว
คลื่นิญญากระแทกอัดใส่ร่างทั้งสามที่กำลังเคลื่อนไหวจนต้องแข็งค้าง ิญญาได้รับความเสียหายอย่างหนักโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้คลื่นการโจมตีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ผู้ฝึกฝนรวบรวมพลังไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือป้องกันพลังประเภทนี้ได้เลย
ผลลัพธ์ต่อจากนั้นคาดเดาได้ไม่ยาก ร่างที่ิญญาค่อย ๆ แตกสลายกำลังล้มลง ทั้งสามลาจากโลกไปในสภาพศพสมบูรณ์
นี่คือการสังหารโดยอีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว ทั้งสามต้องมาตายโดยไม่รู้ว่าตายได้ยังไง
ลืมไปเลย
ด้วยความคุ้นชิน แถมยังเป็การใช้พลังิญญาที่ไม่จำเป็ต้องผ่านการฝึกมาก่อน ส่งผลให้เขาเลือกโจมตีด้วยวิธีการนี้ที่มักใช้อยู่เป็ประจำในชีวิตที่แล้ว
สิ่งที่ตามมาทำให้ิญญาของศัตรูต้องแตกสลาย และกระจัดกระจายจนไม่สามารถควบแน่นขึ้นมา สร้างเป็สมุนิญญาได้เหมือนก่อนหน้านั้น
หลังละจากความเสียดาย โจวเฉินได้สั่งให้สมุนิญญารับ่ต่อสมบัติ และถุงเก็บของจากศพ
แต่ก่อนจะได้ออกไป ในหัวของเขาคล้ายจะฉุกคิดอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับการประทับตราคำสาปิญญาขึ้นมาได้
“นำร่างนางไปด้วย” โจวเฉินหันไปยกมือชี้ที่ศพสตรี แววตาของเขาฉายความอันตรายวูบหนึ่งก่อนจะหายไป
คิดเสียว่าเป็ดอกเบี้ยที่พวกเ้าต้องจ่ายล่วงหน้าก็แล้วกัน สำนักชิงหยุน
จากนั้นไม่นานทั้งสองก็ได้มุ่งหน้าออกไป เป้าหมายในครั้งนี้เป็ทิศที่ตระกูลโจวตั้งอยู่
เขาใช้เวลา่ระหว่างเดินทางตรวจดูในถุงเก็บของ จนได้พบสิ่งที่กำลังมองหาซึ่งเป็ชุดคลุมที่ช่วยปิดบังร่างกาย
“เอาไปใส่ถ้าข้าไม่สั่งห้ามถอด”
สมุนิญญารับชุดคลุมเขียวจากผู้เป็นายด้วยท่าทางเคารพ ก่อนจะสวมทับชุดที่ใส่แล้วเร่งความเร็วไล่ตามโจวเฉินไป
ทั้งสองใช้เวลาไปอีกสักพักใหญ่ กว่าจะเดินทางฝ่าหิมะจนมาถึงหน้าคฤหาสน์แห่งหนึ่งที่มีป้ายระบุว่า ตระกูลโจว
เมื่อมีโอกาสได้กลับมาเห็นสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ในฐานะผู้ที่เกิดและเติบโตที่นี่ โจวเฉินแทบกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่ได้
ทุกคนยังสบายดีไหมนะ
นายน้อยคนที่สามผู้ห่างบ้านไปนาน ค่อย ๆ ก้าวเข้าใกล้ประตูคฤหาสน์ด้วยหัวใจที่กำลังเต้นแรง
ตระกูลโจวเมืองจันทร์เงินเป็เกล็ดย้อนของเขา ผู้ใดก็ตามที่กล้าแตะต้อง เขาจะทำให้แน่ใจว่าพวกมันจะถูกทำลายจนสิ้น โจวเฉินสาบานกับตัวเองเงียบ ๆ
“นายน้อย”
ทันทีที่โฉมหน้าผู้มาเยือนเปิดเผย ยามเฝ้าทางเข้าต่างพากันแสดงความเคารพ อีกทั้งหนึ่งในนั้นได้เข้าทักทายระยะใกล้อย่างสนิทสนม
“นายน้อยท่านกลับมาแล้ว”
“นี่คนของข้าปล่อยให้เขาตามข้าเข้ามา” โจวเฉินแนะนำสมุนิญญาด้านหลังเล็กน้อย แล้วหันไปทักทายชายอีกคน “ไม่พบกันนานเลยนะพี่ชายเซิน”
ขณะกำลังจะก้าวผ่านไป เขาใช้มือข้างหนึ่งตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ ในอดีตคนทั้งคู่ค่อนข้างสนิทกัน แต่เขาไม่ได้คิดจะหยุดสนทนามากไปกว่านี้
สำหรับคำทักทายที่ประหลาด ได้ทำให้ผู้ที่ถูกเรียกว่าพี่ชายเซิน และอีกหลายคนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
แต่ผู้ใดเล่าจะรู้ โจวเฉินนายน้อยคนที่สามของตระกูลที่ก้าวออกไปในตอนเช้า แทบจะเป็คนละคนกับผู้ที่กลับมากลางดึก
รูปลักษณ์ภายนอกอันหล่อเหลาอาจยังคงเดิม แต่ภายในกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง
“ข้ากลับมาแล้ว”
ไม่ช้าเขาก็มาถึงที่อยู่อาศัยโดยมีสมุนิญญาคอยติดตาม เวลานี้ลานบ้านเบื้องหน้าอันคุ้นเคยได้พรากความสนใจทั้งหมดไป
ความคิดที่จะทดสอบใช้งานคำสาปิญญา เลยไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญในตอนนี้
หลังสั่งให้สมุนิญญาหาที่ซ่อนตัวบริเวณรอบ ๆ แล้ว โจวเฉินจึงเดินก้าวไปทางห้องนอนเป็จุดแรก ในวัยเด็กสิ่ง ๆ นี้มีแรงดึงดูดต่อเขาอย่างมาก
ถือเป็การยากโดยแท้ที่จะฝืนตัวลุกขึ้นไปฝึกกระบี่ทุก ๆ เช้า แต่ในเวลานั้นก็กลายเป็่ที่เขาได้ััถึงความสุขที่สุด
ภายใต้บรรยากาศอันแสนผ่อนคลาย ประกอบกับอารมณ์สงบอย่างน่าประหลาดในรอบหลายปี ทำให้โจวเฉินเผลอนอนหลับหลังััเตียงอุ่น ๆ ได้ไม่นาน
ใบหน้าหล่อเหลาเหมือนไม่ใช่ความจริง เผยให้เห็นถึงความสุขอย่างที่สุด นี่เป็การพักผ่อนครั้งแรกที่นายน้อยสามหลุดพ้นจากฝันร้าย
่เวลาอันสงบล่วงเลยผ่านไปอีกคืน ไม่นานแสงแรกยามเช้าก็สาดส่องลงสู่ลานบ้านที่ถูกย้อมเป็สีขาว
ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงฝีเท้าแ่เบาโลดแล่นผ่านพื้นเย็น ๆ อย่างรวดเร็ว
ร่างเล็ก ๆ ทิ้งรอยบนผิวหิมะด้วยขาอันสั้น ก้าวเท้าวิ่งพลางะโเหมือนลิงเข้ามาในลานบ้านด้วยความเร่งรีบ
“หมูี้เีตัวใหญ่ตื่นได้แล้ว ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้นะ”
“ลุงตื่นเร็ว ๆ”
หัวเล็ก ๆ ทั้งสองกระพริบตากลมโตอย่างน่ารัก น้ำเสียงที่ดังข้างเตียงใสราวกับกระดิ่งเงิน
เมื่อเ้าตัวน้อยทั้งสองเห็นว่าบนเตียงยังไม่มีการเคลื่อนไหว ใบหน้ากลมอ้วน ๆ พ่นลมหายใจแรง ก่อนจะช่วยกันปีนขึ้นไปดึงตัวี้เีที่ไม่ยอมลุก
“ออกแรงอีกหน่อย ต้องพาหมูี้เีออกจากเตียงให้ได้” ผู้นำตัวน้อยโบกมือเล็ก ๆ ของนาง
เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองไม่ใช่ใครอื่น ตัวโต 4 ขวบ เรียกว่าโจวอันฉี นางเป็น้องสาวแท้ ๆ ของโจวเฉิน
อีกคนตัวเล็กอายุเพียง 3 ขวบ นางคือหลี่เสี่ยวเซียวเป็บุตรสาวของลูกพี่ลูกน้องเขา หลานสาวตัวน้อยผู้นี้มาจากครอบครัวลุง