ตอนที่12 ข่าวร้ายมาเยือน
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนขึ้นเรือขนส่งสินค้าแทนที่จะเป็เรือโดยสารที่มีผู้คนหนาคับคั่งกว่าไปแล้วสีหน้าที่นิ่งอึ้งของเหล่าจางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มแห่งความสุขขึ้นมา ก่อนจะก้มลงมองดูห่อผ้าสีชมพูในมือสลับกับแผ่นหลังที่ดูสนิทสนมของชายหญิงบนเรือแวบหนึ่งแล้วเดินหันหลังจากไปโดยที่ไม่สนใจคนทั้งคู่อีก
เหล่าจางเดินกลับไปยังรถม้าก่อนจะเปิดห่อผ้าดูก็พบกับกล่องอาหารที่ภายในบรรจุข้าวผัดสีสันน่ารับประทานบ่งบอกถึงความเอาใส่ใจของผู้ทำไม่เพียงเท่านั้นยังมีขนมเปี๊ยะไส้เนื้อและผลไม้อีกเป็จำนวนมาก
เขานำผลไม้เ่าั้ยัดลงในห่อสัมภาระของตัวเองก่อนจะหยิบช้อนขึ้นมาและตักอาหารเข้าปากอย่างมีความสุข สายตาก็พลันมองดูเรือลำใหญ่จากไปอย่างเชื่องช้าและก้มลงพูดกับกล่องอาหารนั้นว่า
“เขาไม่คู่ควรเลยสักนิด”
จวบจนเมื่อเขากินอาหารในกล่องรวมถึงขนมเปี๊ยะไส้เนื้อจนหมดแล้ว เหล่าจางก็พับผ้าสีชมพูผืนนั้นเก็บไว้ในอกเสื้อก่อนจะโยนกล่องข้าวรวมถึงของที่เหลือทิ้งข้างทาง ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนแล้วมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านชนบทนั้นด้วยสีหน้าที่ดูเปี่ยมสุข
ในเวลานี้เองลู่จิวกำลังปรนนิบัติพ่อแม่สามีตามปกตินางยกอาหารจานเนื้อมากมายขึ้นโต๊ะอาหาร พลางตักข้าวใส่ลงในชามให้กับทุกคนฉับพลันนั้นนางก็ได้ยินเสียงรถม้าจอดที่ด้านหลังของบ้านแล้ว ลู่จิวมองดูพ่อแม่สามีแวบหนึ่งเมื่อเห็นพวกเขากำลังสนใจอาหารในชามอยู่ นางก็ปลีกตัวไปยังสวนหลังบ้านอย่างรวดเร็ว
เมื่อไปถึงก็เห็นพี่ชายของสามีลงจากรถม้าพอดีนางจึงอดถามเขาไม่ได้ว่า “พี่จาง เฮ่าตู๋เดินทางปลอดภัยดีหรือเปล่า”
พอได้ยินเสียงอ่อนหวานของหญิงสาวแล้วเหล่าจางก็รีบหันมายิ้มให้นางอย่างมีความสุข “ทุกอย่างเรียบร้อยดี เ้าไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก จริงสิวันนี้น้องลู่จิวก็อยู่กินข้าวกับพวกเราเถอะอาจิวกับอาจุนบ่นคิดถึงเ้ามากเลยรู้หรือไหม”
เมื่อได้ยินคำตอบที่้าแล้วลู่จิวจึงยิ้มอย่างสบายใจและพยักหน้าตอบรับอีกฝ่ายทันที “เอาสิ อย่างไรเสียเฮ่าตู๋ก็ไม่อยู่แล้วข้ากินข้าวคนเดียวก็คงจะเหงาน่าดู ระหว่างนี้คงต้องรบกวนพวกท่านเสียแล้วกลัวก็แต่ว่าพวกท่านจะรำคาญข้าเสียก่อน”
ถ้อยคำหยอกล้อของอีกฝ่ายทำให้เหล่าจางหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข“เ้าก็พูดไปใครเล่าจะรำคาญน้องสะใภ้ที่น่ารักเช่นเ้าได้ลงคอ พวกเราเข้าบ้านกันเถอะ”
“อืม” ลู่จิวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ
เหล่าจางมองดูแผ่นหลังเล็กบอบบางของสตรีผู้นี้อย่างเหม่อลอยกลิ่นหอมของดอกไม้อ่อนๆ ที่โชยออกมาจากร่างบางทำให้หัวใจของเขาล่องลอยไปไกล
เดิมทีลู่จิวก็เป็สตรีที่ดีทั้งยังมีน้ำใจและดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างอย่างทั่วถึงเรียกได้ว่านางเป็ภรรยาในฝันของชายหนุ่มทุกคน
ตอนแรกเขานึกว่าตัวเองคงจะไม่มีโอกาสนั้นแล้วแต่ในยามที่เห็นสามีของนางปันใจไปหาหญิงอื่น หนำซ้ำยังมีลูกด้วยกันอีกเขาก็รู้ได้เลยว่าชายผู้นี้ไม่คู่ควรต่อสตรีที่แสนดีเช่นนางเลยสักนิดหากว่าเขาสามารถทำให้นางเปลี่ยนใจมาเป็ภรรยาของเขาได้เหล่าจางสาบานเลยว่าเขาจะไม่ทำให้นางต้องเสียใจเป็อันขาด
เขาไม่เคยเชื่อเื่ดวงชะตาเลยสักนิดคนเราอยากได้สิ่งใดก็ควรที่จะไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง
ยามนี้นางคือสิ่งที่เขาปรารถนาอย่างถึงที่สุดและเขาจะต้องได้นางมาให้จงได้โดยเริ่มจากการเขี่ยสามีชั่วช้าผู้นั้นทิ้งไปซะ
เหล่าจางมองดูถุงเงินที่อยู่ในมือแวบหนึ่งเงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะทำให้เขาและนางสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันได้เมื่อคิดอย่างนี้แล้วเหล่าจางจึงตัดสินใจเก็บซ่อนมันไว้เป็อย่างดีโดยไม่คิดที่จะแบ่งปันให้ผู้ใด
ท้องฟ้ามืดครึ้มมีฝนตกโปรยปรายมาั้แ่เมื่อเย็นวานลู่จิวมองดูแปลงสวนผักที่ถูกน้ำชะล้างหน้าดินออกไปจนเละเทะไปหมดดูเหมือนว่าพายุฝนครั้งนี้จะรุนแรงกว่าที่เคยหากเป็เมื่อก่อนนางคงจะยุ่งอยู่กับการหากะละมังมารองรับน้ำฝนแล้ว
ทว่านับั้แ่ที่มีเฮ่าตู๋เข้ามาดูเหมือนว่าชีวิตของนางจะดีขึ้นทุกวัน สามีผู้นี้ดูแลเอาใจใส่นางอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเขาได้ว่าจ้างช่างไม้ฝีมือดีมาปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้มีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิมดังนั้นลู่จิวจึงไม่จำเป็จะต้องสนใจพายุฝนนี้สักเท่าไหร่นักเพราะถึงอย่างไรนางก็อยู่ในบ้านที่แสนอบอุ่นและปลอดภัยแล้ว
มือบางเคี่ยวน้ำแกงไก่อย่างใจเย็นกลิ่นไอดินและหยาดฝนที่ผสานกับสายลมโชยพัดแ่ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายจิตใจยิ่งนัก
จวบจนเมื่อพายุฝนได้หยุดลงแล้วลู่จิวก็ได้ทำหน้าที่สะใภ้ที่ดีตรงเวลาเหมือนอย่างเช่นเคย
นางยกหม้อน้ำแกงไก่ป่าหอมกรุ่นเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของพ่อแม่สามีอย่างระมัดระวังพร้อมร่วมกินข้าวกับทุกคน ฟังเสียงเอ่ยชื่นชมในรสชาติอาหารจากพ่อแม่สามีรวมถึงพี่สะใภ้และหลานชายหญิงทั้งสองด้วยความสุข
แต่แล้วก็มีเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนดังขึ้นนางซูหันไปมองดูบุตรชายที่วิ่งหน้าตาตื่นด้วยความไม่พอใจแวบหนึ่ง “เหล่าจางเ้าเป็อะไรของเ้า เหตุใดถึงวิ่งหน้าตาตื่นมาขนาดนั้นเล่า?”
เหล่าจางกำลังจะเอ่ยปากขึ้นมาแต่พอเห็นลู่จิวอยู่ในบ้าน ฉับพลันนั้นเขาก็รีบหุบปากทันที ท่าทางร้อนใจของชายหนุ่มทำให้นายท่านซูเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีก่อนที่เขาจะเอ่ยถามไปว่า “เหล่าจาง เ้ารีบพูดมาเถอะ นี่มันเื่อะไรกันแน่เหตุใดเ้าถึงได้รีบร้อนขนาดนี้เล่า”
เมื่อได้ยินเสียงที่เร่งเร้าอย่างนี้แล้วเหล่าจางมองไปทางลู่จิวด้วยสายตาที่เป็ห่วงแวบหนึ่ง จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้าว่า“เรือโดยสารที่เฮ่าตู๋เดินทางไปเกิดพลิกคว่ำเพราะพายุยามนี้ผู้คนบนเรือต่างก็จมน้ำหายสาบสูญไปแล้ว...”
“อะไรนะ!” นางซูร้องเสียงหลงขึ้นมาเป็คนแรก นางปล่อยช้อนในมือลงด้วยความใอย่างสุดขีด
“เ้าจะบอกว่าเฮ่าตู๋ตายแล้วอย่างนั้นรึ? พูดจาเหลวไหลสิ้นดี!”พี่สะใภ้หลี่ลุกขึ้นมาเอะอะโวยวายทันที
“ไอ้หยา แล้วอย่างนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?” นายท่านซูมีสีหน้าซีดเซียวขึ้นมาทันตาเขาเพิ่งจะนำเงินค่าจ้างครั้งก่อนไปเล่นในบ่อนพนันจนหมด อีกทั้งค่าจ้างเดือนนี้ก็ยังไม่ได้เลยซ้ำร้ายยังมาได้ข่าวผู้ว่าจ้างประสบอุบัติเหตุอีก บ่อเงินบ่อทองหายไปในพริบตาใครบ้างจะทนไหว!
ฉับพลันนั้นนายท่านซูก็แทบพยุงร่างตัวเองไว้ไม่อยู่และล้มเข่าทรุดไปกองอยู่บนพื้นหางตาก็แอบมองไปทางภรรยาด้วยความหวาดกลัว หากนังเฒ่ารู้ว่าเขาเอาเงินไปเล่นพนันจนหมดเขาคงได้ตายแน่!
ลู่จิวไม่ได้ยินเสียงร้องเอะอะโวยวายรอบตัวเลยสักนิดในหัวของนางกำลังครุ่นคิดอยู่กับเื่ไม่คาดฝันที่ได้ยินเมื่อสักครู่
นางพยายามใช้เรี่ยวแรงที่มีพยุงร่างตัวเองขึ้นมาและรีบเอ่ยถามสถานการณ์ของสามีผู้เป็ที่รัก“พี่จาง แล้วเฮ่าตู๋ล่ะเขาไม่เป็อะไรใช่ไหม บอกข้าทีเถอะว่าเขาไม่เป็ไร”
“น้องลู่จิว ข้าเสียใจ เฮ่าตู๋เขา...ถูกกระแสน้ำพัดหายไปแล้วหนำซ้ำทางการยังติดประกาศในเมืองอีกด้วยว่าไม่พบผู้รอดชีวิต...”
ฉับพลันนั้นภาพตรงหน้าก็ดับวูบลงทันทีร่างที่บอบบางของลู่จิวเซล้มลงไปกับพื้น นางกะพริบตาอย่างอ่อนแรงเพื่อเรียกสติของตัวเองทว่าภาพที่อยู่เบื้องหน้ากลับเริ่มเลือนรางมากขึ้นทุกที ใบหน้าดวงเล็กซีดเผือดก่อนจะหมดสติลงไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าจางรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของนางอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นหญิงสาวไม่ได้สติ ดวงตาของเขาก็พลันฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีก่อนจะรีบอุ้มนางกลับไปยังบ้านพักอีกฝั่งโดยไม่สนใจคนที่กำลังโวยวายแตกตื่นด้านหลังเลยสักนิดดวงตาของเขาจับจ้องแค่เพียงใบหน้าดวงเล็กของหญิงสาวในอ้อมแขนเท่านั้น
นางซูเห็นทว่าสถานการณ์ในเวลานี้เริ่มไม่ดีแล้วนางจึงไม่รอช้ารีบลงมือก่อนใคร หญิงวัยกลางคนสลัดคราบหญิงชราร่างกายอ่อนแรงออกไปแล้วรีบคว้าเอาของมีค่าภายในบ้านยัดใส่ในอกเสื้อทันที
เมื่อพี่สะใภ้หลี่เห็นแล้วก็รีบเอ่ยขึ้นมาทันที“นี่ท่านกำลังทำอะไรจะเอาของพวกนั้นไปไหน”
“ก็เอาไปขายน่ะสิ เ้าจะอยู่ที่นี่ทำซากอะไร เงินค่าจ้างก็ไม่ได้ หนำซ้ำผู้ว่าจ้างก็ยังมาตายอีกเ้าจะอยู่เล่นละครต่อไปโดยที่ไม่ได้ค่าจ้างก็เื่ของเ้าแต่ข้าไม่อยู่ให้โง่หรอกนะ” นางซูเอ่ยไปพลางพร้อมหยิบข้าวของที่มีประโยชน์ไปพลาง
“ท่านแม่ แล้วอย่างนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยขึ้นมาด้วยความกังวล
“จะทำอะไรล่ะ ก็รีบไปเอาของมีค่าแล้วหนีไปจากที่นี่กันเร็ว”
“เข้าใจแล้ว” พอสิ้นเสียงพูดเด็กน้อยทั้งสองคนรวมถึงผู้ใหญ่อีกสามคนนั้นต่างก็พร้อมใจกันหยิบฉวยของใช้จำเป็ติดมือกันอย่างเร่งรีบเท่านั้นไม่พอพวกเขายังเข้าไปรื้อค้นข้าวของภายในบ้านของหญิงสาวอย่างถือวิสาสะอีกด้วย
เมื่อเหล่าจางเห็นอย่างนั้นก็ไม่พอใจทันทีเขาะโด่าทอยกใหญ่ “พวกเ้าเข้ามาทำอะไรกัน คิดจะเป็ขโมยอย่างนั้นรึ?!”
พอได้ยินอย่างนั้นนางซูก็เท้าสะเอวด้วยความไม่พอใจทันที“ขโมยที่ไหนกันพวกข้าก็แค่เอาของที่ควรเป็ของพวกข้าไป อย่าลืมนะว่าพวกเราทุ่มเทแรงกายแรงใจให้สองผัวเมียคู่นี้มาตั้งหลายปีแล้วตอนนี้เ้าหนุ่มนั่นยังมาตายจากไปอีก แล้วอย่างนี้ค่าจ้างของพวกเราจะทำอย่างไรเ้าคงจะไม่บอกว่าให้พวกเราทำงานโดยไม่คิดเงินหรอกนะ ถุย!เหลวไหลสิ้นดี ตาแก่รีบไปค้นดูในตู้เร็ว ข้าว่านางจะต้องซ่อนเงินไว้ในนั้นแน่!”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นตาเฒ่าซูก็ไม่รอช้ารีบพุ่งตัวเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าของหญิงสาวและรื้อค้นข้าวของกระจุยกระจายไปหมดฉับพลันนั้นกล่องเครื่องประดับก็ตกลงมาเกลื่อนกลาดเต็มพื้น นางซูไม่รอช้ารีบพุ่งตัวเข้าไปหวังโกยเครื่องประดับมีค่าเ่าั้
พี่สะใภ้หลี่รีบผลักนางซูออกไปให้พ้นทางก่อนจะชิงคว้าเอาปิ่นหยกและสร้อยทองเ่าั้ยัดใส่ในอกเสื้อของตัวเองด้วยความละโมบโลภมาก
นางซูถูกผลักจนล้มลงกระแทกพื้นก็นึกบันดาลโทสะขึ้นมาทันทีก่อนจะกระชากผมของพี่สะใภ้หลี่จากทางด้านหลังแล้วสะบัดฝ่ามือตบลงไปหนึ่งฉาด
เพี๊ยะ!
แรงตบที่สนั่นหวั่นไหวนั้นทำให้พี่สะใภ้หลี่ตาตื่นขึ้นมาทันทีก่อนจะคว้ามือเหี่ยวย่นที่คิดจะแย่งชิงสร้อยทองไปจากนางขึ้นมากัดเต็มแรงพลางยกเท้าขึ้นถีบนางซูให้ถอยร่นไปอีกทาง
จากนั้นสตรีทั้งสองนางก็พัวพันกันอุตลุดเสียงตบดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งห้องอย่างไม่มีใครยอมใคร อีกฟากหนึ่งเด็กน้อยทั้งสองคนนั้นก็สำแดงฤทธิ์เดชไม่แพ้ผู้เป็มารดาหนึ่งคนะโกอดคอจิกหัวตาเฒ่า ส่วนอีกหนึ่งคนรีบเข้าไปยื้อแย่งของมีค่าที่อยู่ในมือของตาเฒ่าให้มารดาของตัวเองอย่างเอาเป็เอาตาย
เสียงการต่อสู้ดุเดือดภายในบ้านทำให้ลู่จิวเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างอ่อนแรงภาพที่ได้เห็นตรงหน้าทำให้นางแทบอยากจะเป็ลมล้มฟุบไปอีกครั้ง
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน...
เหตุใดแม่สามีและพี่สะใภ้ถึงได้ตบตีกันรุนแรงถึงเพียงนั้นแล้วไหนจะท่านพ่อกับหลานตัวน้อยทั้งสองที่กำลังยื้อแย่งเครื่องประดับที่สามีมอบให้นางกันอย่างเอาเป็เอาตายนั่นอีก
พวกเขาเป็บ้ากันไปหมดแล้วรึ?