ยามเย็นคล้อยลงช้า ๆเมื่อรถตู้ของพวกเขาเคลื่อนผ่านเส้นทางคดเคี้ยวเข้าสู่จังหวัดพะเยาเสียงล้อบดถนนคล้ายเป็จังหวะกล่อมอารมณ์ที่ยังสั่นไหวไม่หายของคนทั้งสาม
แสงสุดท้ายของวันทอดแนวยาวบนผิวน้ำกว๊านพะเยาจนเกิดเป็ประกายระยิบระยับดั่งเงาสะท้อนของเื่ราวมากมายที่แต่ละคนไม่อาจพูดออกมาได้ทั้งหมด
“แวะกินข้าวแถวนี้เลยมั้ยคะ?” เฟิร์นเอ่ยขึ้น ขณะมองท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนเฉดสี
“ดีเลย เริ่มหิวพอดี” ภูมิตอบ
พวกเขาเลือกนั่งร้านอาหารเล็ก ๆ ริมกว๊าน เสียงน้ำกระทบตลิ่งแ่เบาคลอเคล้าไปกับเสียงเพลงของร้าน
อาหารวางลงทีละจาน บรรยากาศค่อย ๆ คลี่คลายไปในทิศทางอบอุ่นจนกระทั่งเหลือเพียงความเงียบที่ไม่อึดอัดแต่กลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีใครกล้าถามออกไป
“วิวตรงนี้สวยจังเลยนะคะเหมือนภาพวาดเลย” เฟิร์นพูดเบา ๆ พลางมองท้องฟ้าสีม่วงอมชมพูที่สะท้อนอยู่ในน้ำ
เจมส์พยักหน้า แต่ภูมิกลับเงียบ เฟิร์นหันไปมองเขาสีหน้าของเขานิ่งจนผิดสังเกต
“พี่ภูมิ...โอเคไหมคะ?”
ภูมิพยายามยิ้มตอบ“แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ”
ไม่มีใครซักไซ้ถามต่อ ต่างคนต่างทานข้าวโดยที่ไม่พูดอะไรกันมากมาย
หลังจากมื้อค่ำ เฟิร์นเสนอ“เราไปนั่งร้านเหล้าใกล้ ๆ หน่อยดีมั้ยคะ เปลี่ยนบรรยากาศผ่อนคลายกันหน่อยก็ยังดีนะ”
ภูมิชั่งใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า ส่วนเจมส์ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ร้านเหล้าที่พวกเขาเข้าไปนั่งเป็ร้านไม้เก่า ๆ ริมกว๊านมีไฟสีส้มอุ่นสลัว ลมเย็นโชยมาเป็ระยะเสียงดนตรีสดบรรเลงเพลงทำให้พวกเขาผ่อนคลายขึ้น
เบียร์ถูกยกมาทีละขวด เจมส์ดื่มเร็วกว่าปกติจนแก้มเริ่มแดงดวงตาเริ่มมันวาว และคำพูดเริ่มหลุดเร็วเกินใจ
“ผมถามจริงพี่...ทำไมพี่ถึงจูบเฟิร์นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผมชอบเธอวะ?” เสียงเจมส์สูงขึ้นกว่าปกติเขาทุบโต๊ะเบา ๆ ด้วยความหงุดหงิด ดวงตาที่แดงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์สั่นไหว
“พี่รู้นี่ ว่าผมชอบเธอผมไม่เคยปิดบังเลย แล้วพี่ก็...พี่ก็เป็แบบนี้ได้ยังไงวะ? หรือว่าพี่ก็ชอบเธอเหมือนกัน? หรือแค่ไม่แคร์ผมเลย?”น้ำเสียงเจมส์เต็มไปด้วยความกรุ่นปนเศร้า สายตาจ้องภูมิอย่างไม่หลบ
เฟิร์นชะงัก ร่างกายแข็งค้างไปชั่วครู่ ขณะที่ภูมินิ่งเงียบเหมือนกำลังเลือกคำอย่างระมัดระวัง
“มันไม่ได้เป็แบบนั้น...”เฟิร์นพูดแทรกขึ้น เสียงเธอดูกังวลเล็กน้อย
เจมส์หันไปมองเธออย่างไม่เข้าใจ
“เฟิร์นเป็ฝ่ายไปจูบพี่ภูมิก่อนเองแล้วเขาก็...ปฏิเสธ เขาไม่ได้จูบฉันกลับด้วยซ้ำ”
บรรยากาศนิ่งงัน เจมส์ก้มหน้าเงียบ น้ำเสียงเมื่อครู่ค่อย ๆเลือนหายไปพร้อมกับเสียงดนตรีของร้าน
หลังจากร้านปิด ทั้งสามค่อย ๆ เดินริมทางกว๊านเพื่อกลับไปยังที่พักต่างคนต่างไม่พูดอะไรกัน บรรยากาศดูอึกอัดจนแทบจะทนไม่ไหว
จู่ ๆเจมส์ก็หยุดเดินกระทันหันจนเฟิร์นที่เดินใจลอยอยู่เกือบชนเข้าข้างหลังของเขา
เจมส์เดินเข้าไปหาภูมิ
“ขอโทษครับพี่...ผม...ผมพูดไม่คิดเลย”
ทันทีที่เฟิร์นได้ยินคำนั้นเธอเดินออกห่างทั้งสองเพื่อให้เวลาส่วนตัวระหว่างสองพี่น้อง
“ไม่เป็ไรหรอกเจมส์ พี่เข้าใจ”ภูมิตอบ น้ำเสียงยังคงอบอุ่นเช่นเคย
“ผมไม่ควรพูดแบบนั้นกับพี่ ไม่ควรเลยผมแค่...ผมรู้สึกเหมือนตัวตลก รู้ว่าชอบเขา แต่ก็ไม่ได้เข้าไปจริงจังอะไรแล้วพอเห็นเขาสนิทกับพี่มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็กลัว ผมกลัวจะเสียไปแบบไม่ทันตั้งตัว”
“ผมแค่...รู้สึกแปลก ๆ มาตลอดั้แ่ปายั้แ่เห็นสายตาเฟิร์นที่มองพี่...ผมก็รู้แล้วแหละว่าเธอไม่ได้มองผมแบบเดียวกัน”
ภูมิมองกว๊านพะเยาที่ยังมีแสงไฟสะท้อนระยิบเขาวางมือลงบนบ่าของเจมส์เบา ๆ
“บางครั้งความรู้สึกก็ไม่ยุติธรรมนะมันเลือกเองว่าจะเกิดกับใคร และบางที...มันก็ไม่ได้ตอบแทนทุกคนเท่าเทียมกันแต่พี่ก็ไม่เคยคิดที่จะแย่งใครจากมึงเลยนะ มึงก็รู้กูไม่มีทางทำแบบนั้นกับมึงแน่”
เจมส์พยักหน้า เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งน้ำตา
“ผมมันเด็กน้อยจริง ๆ แหละเนอะเฟิร์นถึงไม่มองผมแบบที่ผมหวัง”
“ไม่ใช่นายเด็กหรอก...แค่นายจริงใจแล้วมันก็เจ็บที่ความจริงใจไม่ได้พาไปถึงฝั่งฝัน มันเจ็บแบบนั้นแหละ”ภูมิพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก
เจมส์หัวเราะทั้งน้ำตา“พี่พูดอย่างกับเคยเจอเอง”
ภูมิพยักหน้า ช้า ๆดวงตาเขาหันกลับไปยังผืนน้ำ “มีใครบ้างที่ไม่เคยเจอความเสียใจ ความผิดหวัง”
ภูมิยิ้มบาง ๆ และโอบกอดน้องชายของเขาไว้
ในความเงียบสงัดของพะเยา คืนนี้มีเพียงเสียงลมและแสงดาวเลือนรางที่เหนือกว๊านสะท้อนน้ำความในใจของน้องชายที่อัดอั้นมานานเกินที่จะทนไหวเสียงร้องในอ้อมกอดของเขาก้องกังวานเหมือนแข่งกับเสียงลมของกว๊านพะเยา