พรวด!
กลุ่มชาวบ้านชายหญิงจำนวนสามคน วิ่งกรูไม่คิดชีวิตแต่ละคนหน้าตาตื่นเหมือนหนีสิ่งที่น่ากลัวมา ชายผิวคล้ำนุ่งโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อชนกับมะนันดาหรือนันดาอย่างจังจนล้มคะมำทั้งคู่
“โอ๊ย!”
มะนันดาก้นกระแทกพื้นอย่างแรงผู้คนที่วิ่งมาต่างล้มกระเจิดกระเจิงไปด้วย
“โอ๊ย! นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย”
เด็กสาวมองเครื่องแต่งกายของสามคนนี้แล้วนึกขำในใจ เธออาจจะเดินเพลินจนเข้ามาอยู่กลางกองถ่ายละครพีเรียดครั้นเหลียวหากล้องและทีมงานกลับไม่พบใคร หญิงหนึ่งในสามคว้าแขนนันดาให้หนีไปพร้อมกัน
“เร่งเข้าเถิด พวกมันมากันแล้ว!!!!!”
“ขอโทษนะคะพี่ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าถ่ายละครอยู่”
“เอ็งพูดอันใดวะ ! เพลานี้พวกมันตามมาถึงแล้วชักช้าคอยท่ามิได้ หนีเร็ว! ”
“หนีอะไร ! หนีใคร ! แล้วหนีทำไม! ”
ไม่ทันจะมีใครตอบคำถามของนันดา ชายฉกรรจ์โพกผ้าบนศีรษะอีกหนึ่งกลุ่มถือดาบวิ่งกระโจนเข้ามาะโฟาดฟันไปที่ลำตัวผู้ชายที่ชนกับเธอเมื่อสักครู่โลหิตพุ่งกระเซ็นถูกใบหน้าและเสื้อผ้าของเด็กสาว ร่างของชายคนนั้นล้มลงทันใด
กรี๊ด!!!!!!
หญิงสาวหวีดร้องลั่นป่า ตระหนกกับภาพตรงหน้า โลหิตพุ่งกระเซ็นถูกใบหน้าและเสื้อผ้าของเด็กสาวร่างของชายคนนั้นล้มลงทันใด ทุกคนหนีกระจัดกระจายรวมถึงนันดาด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์น่ากลัวโผนกระโจนตามด้วยความคล่องแคล่ว ร่างกายกำยำแข็งแรงกว่าเพียงสาวเท้าไม่กี่ก้าวก็สามารถไล่ฟันชายหญิงกลุ่มนั้นจนสิ้น
กรี๊ด!!!!!
นี่มันรายการเรียลลิตี้โชว์ใช่ไหม!!!
แม้ในหัวสมองจะพยายามคิดว่าอาจจะเป็เื่ตลกที่ใครสักคนสร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งหรือเซอร์ไพรส์แต่กลิ่นคาวเืของชายผู้นั้นที่ติดอยู่บนใบหน้าของเธอย่อมเป็คำตอบดีว่ามันคือของจริง นันดาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ไม่รู้จะต้องวิ่งไปแห่งไหน ไร้ทิศทางรู้เพียงว่าเธอต้องวิ่งไปเรื่อยๆเพื่อรักษาชีวิตให้รอดจากเงื้อมมือชายแปลกหน้าแต่งกายแบบทหารพม่าโบราณ
เป้าหมายของพวกนั้นก็คือร่างบางที่วิ่งอย่างเอาเป็เอาตายเพราะพวกมันสังหารกลุ่มชาวบ้านที่วิ่งมาพร้อมกับเธอไปหมดแล้ว นันดาพลาดท่าเหยียบก้อนหิน เสียหลักล้มคะมำไม่เป็ท่า
“โอ๊ย!!”
กลุ่มชายฉกรรจ์ตามมาทันเดินย่างสามขุมเข้าไปหาด้วยหน้าตาถมึงทึง นันดาเขยิบถอยหนีตัวสั่นประหนึ่งนกน้อยที่อยู่ในอุ้งมือจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
“แม่หญิงกุยบุรีผู้นี้งามนักข้าจักขอเชยชมก่อนแล้วค่อยฆ่าทิ้งได้ฤๅไม่”
ชายผิวคล้ำร่างเตี้ยที่สุดในกลุ่มมองด้วยสายตาแทะโลมเหมือนหื่นกระหายความใคร่มาเนิ่นนานนันดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
คนพวกนี้พูดภาษาพม่า!!
ไอ้เตี้ยนั่นคิดจะขืนใจฉัน จะทำยังไงดี!!
“ใจเย็น ๆ พี่ เราคนบ้านเดียวกัน”
“เอ็งเป็รามัญฤๅ เ้าตัวเล็ก”
รามัญ!!!!!
“คืออะไร”
“ มึงพูดภาษากูได้ แต่ไยมิรู้ว่าคืออันใด มึงหลอกพวกกูเป็แน่ นังหญิงบ้า!”
นันดาหวนนึกถึงแบบเรียนวิชาภาษาไทย โคลงประกอบภาพที่ ๑๐เื่โคลงภาพพงศาวดาร ที่อาจารย์เคยสอนและบังคับท่องสมัยอยู่มัธยม ศึกษาตอนต้นการตั้งใจเรียนบางครั้งก็มีประโยชน์เสมอ
บุเรงนองนามราชเ้า จอมรา มัญเฮย
ยกพยุหแสนยา ยิ่งแกล้ว
มอญม่านประมวลมา สามสิบ หมื่นแฮ
ถึงอยุธเยศแล้ว หยุดใกล้นครา
สมัยก่อนพวกมอญรามัญก็คือพวกเดียวกับพม่านี่นา
ดีนะที่ตั้งใจเรียน
“พม่ารามัญไง โธ่! พวกพี่ ๆก็ต้องใจเย็น ๆ สิ พวกเดียวกัน ฉันเป็แฟนคลับพระเ้าบุเรงนองเลยนะ ฟ้าลุ่ม อิรวดีคืนนี้มีแต่ดาววววววว ”
หญิงสาวพูดเรื่อย ๆ อ้างอิงบุคคลหวังเอาชีวิตให้รอดจากทหารทั้งสามเหมือนจะได้ผล ทั้งสามชะงักหลังจาก นันดากล่าวถึงมหาราชแห่งประเทศ
“หากเป็เช่นนั้นแล้วไซร้ มึงรู้ฤๅไม่ว่าขณะนี้กษัตริย์พระองค์ใดปกครองแผ่นดินกู”
แย่แล้ว!!!!
นันดาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ จนผิดสังเกตชายร่างกำยำใช้ดาบชี้หน้า
“เหตุใดตอบชักช้านัก หรือมึงกล่าววาจาเท็จแก่กู”
“ปละเปล่านะ ขอนึกแป๊บนึงพี่ ๆ ต้องใจเย็น ๆ นะจ๊ะ”
“เมืองกุยบุรีแห่งนี้ ในยามศึกาจักมีหญิงอังวะมาปะปนได้เยี่ยงไร”
บุรุษทั้งสามมองหน้าเหมือนรู้กันย่างเข้าไปหานันดา หญิงสาวใจเต้นระทึกเพราะถูกจับได้ คว้าก้อนหินขึ้นมาเขวี้ยงใส่หัวชายร่างเตี้ยชาวพม่าจนเือาบสร้างความโกรธแค้นให้เขาเป็อย่างมาก ง้างดาบขึ้นสุดมือหมายปลิดชีพร่างบาง
“มึง!ตาย !”
กรี๊ด!!!!!
ทำยังไงดี ทำยังไงดี!! ฉันจะตายแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!!!!!!!
ใครก็ได้......ช่วยด้วย!!!!!!!!!!!!!!
อาทมาตประกาศก้อง ศึกรบ
เกณฑ์ไพร่พลกองภพ เศิกไซร้
หาญโจมจู่เกลือกตรลบ วายถิ่น
เืหลั่งจารึกไว้ เกริกหล้าแดนดิน
ปีพุทธศักราช 2303 เริ่มต้นาความขัดแย้งทางทหารครั้งแรกระหว่างอาณาจักรโกนบองแห่งพม่ากับอาณาจักรอยุธยาสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง ชนวนของามาจากความ้าของพม่าที่จะขยายอาณาเขตการชาย ฝั่งตะนาวศรีอีกทั้งอยุธยาให้การสนับสนุนฏชาวมอญที่แข็งข้อต่อพม่าและปฏิเสธข้อเรียกร้องที่จะส่งตัวผู้นำฏมอญให้แก่พม่า
พระเ้าอลองพญา กษัตริย์แห่งอังวะ ยกพลแปดพันนายหมายเข้าตีกรุงอโยธยาจึงสั่งให้เ้ามังระราชบุตรและมัง-ฆ้องนรธาเป็แม่ทัพนำทหารไปตีเมืองทวายมะริดและตะนาวศรี ในการนั้นพระเ้าเอกทัศทรงเกณฑ์พลห้าพันนาย แบ่งเป็สองกองทัพ โดยให้ออกญายมราชคุมทัพใหญ่ มีพลทหารจำนวนสามพันนาย ให้มุ่งหน้าไปที่ด่านสิงขร ส่วนอีกทัพหนึ่งคือออกญารัตนาธิเบศร์เป็ผู้คุมทัพหนุน ยกพลไปจำนวนสองพันนายไปตั้งทัพชั่วคราวอยู่ที่เมืองกุยบุรีในครั้งนั้นเอง ขุนรองปลัดชูกรมการเมืองวิเศษไชยชาญ ได้นำกองอาทมาตจำนวนสี่ร้อยคนมาร่วมอาสาในการศึกครั้งนี้ ได้ติดตามไปกับกองทัพของออกญารัตนาธิเบศร์ด้วย
“เพลานี้ ข้าจักคอยดูเหตุการณ์ในเบื้องหน้าว่าไอ้พม่ารามัญจักมาแผนใด” ออกญารัตนาธิเบศร์ที่ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางนายกองหลายสิบนายเอ่ยขึ้นแสงไฟจากคบสาดส่องให้เห็นดวงหน้าของแม่ทัพใหญ่ของกรุงอโยธยาอย่างชัดเจน
“กระผมเห็นเป็สำคัญด้วยแผนยุทธการของพวกอังวะแยบยลมากเหลือเกินขอรับ”
“เราจึงต้องเร่งหารือกันแล้วพวกท่านคิดว่าจักทำเยี่ยงไรได้บ้างเล่า ขุนรองปลัดชู” แม่ทัพใหญ่ชำเลืองชายร่างกำยำผู้เป็แรงสำคัญเหลือเกินในกาลนี้ แววตาเขาเด็ดเดี่ยว กล่าวน้ำเสียงหนักแน่น
“กระผมจักให้กองอาทมาตเข้าสังหารฝ่ายอังวะที่เข้ามาสอดแนมเพื่อจักนำข่าวไปแจ้งแก่นายกองของพวกมันแลอีกทั้งส่งทหารอีกกองหนึ่งเข้าสอดแนมอังวะที่หัวเมืองทางใต้ด้วยขอรับ”
“หากเป็เยี่ยงนั้น เ้าก็จงเร่งเข้าเถิดหากชักช้าไป เห็นทีศึกครานี้ยากหนักหนา”
“ขอรับ ท่านออกญา”
หลังจากหารือกับออกญารัตนาธิเบศร์ได้พักใหญ่ขุนรองปลัดชูกลับเข้าไปในค่ายที่พักชั่วคราวของกองอาทมาตซึ่งเป็ชายฉกรรจ์ราวสี่ร้อยคน แต่ละคนเป็ผู้รู้วิทยาคม ชำนาญเพลงดาบโบราณ จู่โจมเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็ง ประหนึ่งราชสีห์เขาเลือกไอ้มั่น ชายหนุ่มอารมณ์ดีแต่พอยามศึกกลับดุดันจนน่ากลัว มือฉมังด้านอาคม และอีกคนคือไอ้พัน เขาชำนาญด้านการใช้ดาบอาทมาตเขาเป็ชายร่างสูงใหญ่ ผู้มีความฉลาดและไหวพริบสูงมาก ดวงตาคมผิวพรรณยังพอให้เห็นแต่เดิมว่าขาวนวลอยู่บ้างด้วยพื้นเพเป็ลูกขุนนางตกยากมาก่อนเพราะกร้านแดดตากลมสมชายชาติทหารจึงทำให้ผิวเข้มไป ทั้งสองเป็หนึ่งในทหารฝีมือดีของกรมการเมืองวิเศษไชยชาญที่ได้ติดตามขุนรองปลัดชูมาร่วมรบในครั้งนี้ด้วยได้ยืนรับฟังคำสั่งจากผู้นำอย่างแข็งขัน
“พวกเอ็งจงไปตระเวนหาข่าวมาแจ้งแก่ข้าว่าขณะนี้พวกอังวะที่แอบเข้ามา มันคิดการใดอยู่ แลจงฆ่ามันเสียให้สิ้นอย่าให้มันนำข่าวไปแจ้งแก่ใครได้”
“ขอรับ”
พันและมั่นเดินทางอย่างลับ ๆเพื่อตามหาทหารพม่าที่ลักลอบเข้ามาทั้งวันทั้งคืนโดยไม่แสดงความเหนื่อยล้าแต่อย่างใด ฟ้ามืดลง ได้ยินแต่เสียงจิ้งหรีดหริ่งเรไรแทรกไซร้ในพุ่มไม้ ชายทั้งสองกระชับดาบอาทมาตย่องเบาเข้าไปเกือบถึงกลุ่มคนที่นั่งประชุมลับ ๆ กันอยู่ เมื่อแสงคบเพลิงดับลง ทั้งสองค่อย ๆ ขยับออกจากที่ซุ่มมอง อาศัยความมืดพรางตัวใช้พุ่มไม้รกร้างเป็แนวกำบัง หากแต่ฝ่ายศัตรูดูเงียบผิดปกติไม่มีผู้ใดย่างกรายออกมานอกที่ตั้งเลยสักผู้เดียว
“เห็นทีเราจักมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ” พันกระซิบขณะที่ดวงตายังจับจ้องเส้นทางข้างหน้า
“รอดูท่าทีไปก่อนเถิด อีกไม่กี่เพลาพวกมันจักต้องออกมาเป็แน่”
“ข้าจักเข้าไปดูให้ใกล้อีกสักหน่อยเอ็งรออยู่ที่นี่เถอะวะไอ้มั่น หากมีเหตุอันใด ข้าจักส่งสัญญาณให้เอ็งได้รู้”
มั่นพยักหน้ารับคำ ทั้งพันและมั่นเป็เสมือนมือขวาของขุนรองปลัดชูได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติภารกิจในถิ่นศัตรูมาหลายครั้ง ทั้งคู่จึงรู้ใจประหนึ่งพี่น้องร่วมอุทร
พันยอบตัว ย่างฝีเท้าเบา ๆเข้าใกล้ฝ่ายอังวะเข้าไปทุกที พวกมันมากันราวสี่คน พันรู้ทางหลบหลีกเป็อย่างดี เขาท่องคาถากำบังพรางศัตรูตำรามนต์ของพระยาสีหเดโช ก่อนเข้าปฏิบัติการทุกครั้ง มนต์นี้เคยช่วยชีวิตเขาสมัยที่สู้กับพวกพม่ารามัญ แม้จะมีวิชาอยู่ยงคงกระพัน แทงไม่เข้า แต่ครั้งกระนั้นข้าศึกมีจำนวนหลายคน รุมทำร้ายเขาจนร่างกายสะบักสะบอมเขาจึงท่องมนต์นี้ทำให้แคล้วคลาดจากพวกศัตรู
“กูจักเป็ผู้นำความไปแจ้งแก่แม่ทัพ พวกมึงอยู่ที่นี่คอยเฝ้าดูกองทัพของออกญารัตนาธิเบศร์ที่ตั้งอยู่ในกุยบุรี ว่าพวกมันจะทำการอันใดต่อไป”
ทหารสอดแนมฝ่ายอังวะคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“มึงจักแจ้งข่าวอันใดบ้างฤๅ”
“ว่าบัดนี้มีกองทหารฝ่ายกองทัพพระราชรองเมือง มีพลประมาณสามพันคน ยกทัพเข้ามา เขาบรรทัด มุ่งหน้าไปที่ด่านสิงขร”
ภาษาอังวะ มิได้เป็อุปสรรคต่อพันเลยสักนิดทหารหนุ่มผู้ผ่านการสอดแนมของฝ่ายตรงข้ามมาอย่างโชกโชนเขาจึงคุ้นเคยกับภาษานี้เป็อย่างดี พันกำหมัดแน่นหากความล่วงไปถึงหูแม่ทัพใหญ่แห่งอังวะ กรุงศรีอยุธยาคงถึงคราวแตกพ่ายเป็แน่ ทหารตรงหน้ามีจำนวนสี่คนเขาจะต้องกำจัดมันให้สิ้นก่อนที่พวกมันจะคาบข่าวออกไป
ชายหนุ่มร่างกำยำกระชับดาบอาทมาตแน่นขึ้น กลับไปหาไอ้มั่น กระซิบแผนการจากนั้นทั้งสองลอบเดินออกไปดักรอหนุ่มอังวะสองคนที่จะเดินทางในค่ำคืนนี้
เพลงดาบโบราณของพันถูกถ่ายทอดอย่างชำนาญจากขุนรองปลัดชูฟาดฟันไปที่ลำคอและกลางลำตัวของศัตรู มิมีเสียงใดนอกจากเสียงลมพัดใบไม้ไหว หากแต่ปรากฏร่างชายต่างด้าวที่ถูกฟันเป็แผลเหวอะหวะ นอนตายคาที่อยู่สองศพเศษใบไม้กลบร่างมิดกลางป่าเขาเช่นนี้ ห่างกันไม่ไกลจากพื้นที่นี้ทหารอังวะอีกนายสองนาย ถูกดาบอาทมาตปักคาอกกลายเป็ผีเฝ้าป่าในผืนดินของศัตรูตลอดกาล