EPISODE 07
โซ่ Talk
ปึ้ง!
เสียงปิดประตูดังขนาดนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่พึ่งเดินออกไปเมื่อกี้กำลังอยู่ในอารมณ์แบบไหน ดูเหมือนว่าเธอจะโกรธกับสิ่งที่ผมทำกับเธอเมื่อกี้สินะ ซึ่งสิ่งที่ผมทำกับเธอไปนั้นมันคือสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอดเวลาที่เกิดเื่แบบนี้ขึ้น มันก็แค่กระบวนการอย่างหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเื่วุ่นวายตามมาทีหลังก็แค่นั้น ซึ่งที่ผ่านมาทุกคนก็ดูพอใจกับข้อเสนอของผมกันทั้งนั้น แต่..ผมไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมเธอถึงโกรธผม ผมทำอะไรผิดอย่างนั้นเหรอ
“ฮ่าๆ ผมพึ่งเคยเห็นเฮียทำหน้าเหวอก็วันนี้แหละ”
เสียงหัวเราะของไอ้โปรดดังขึ้นมาทันทีหลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากบ้านพักของพวกผมไปแล้ว และนั่นเลยทำให้ผมรู้ตัวทันทีว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ นี่ผมกำลังทำหน้าเหวออยู่สินะ เออ ยอมรับก็ได้ว่าประโยคที่ผู้หญิงคนนั้นพูดกับผมเมื่อกี้มันทำให้ผมรู้สึกเหวอจริงๆ แต่นอกจากอาการเหวอแล้วผมยังรู้สึกเสียหน้ายังไงก็ไม่รู้สิ
แต่ยังโชคดีที่ตอนนี้ไอ้ภีมมันไม่อยู่ด้วย เพราะถ้าหากมันเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้ผมคงรู้สึกเสียหน้ามากกว่านี้แน่ ไอ้เด็กนั่นมันยิ่งเป็คนปากไม่มีหูรูดซะด้วยสิ
“ดูเหมือนมึงจะทำน้องเขาโกรธนะ”
ไอ้แรมที่นั่งอยู่ในเหตุการณ์หันมาเอ่ยกับผม
“นี่พวกมึงคิดว่าเมื่อกี้มันคือความผิดของกูอย่างนั้นเหรอ”
เฮ้ นี่ตกลงพวกมันอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ พวกมันควรจะเข้าข้างผมสิถึงจะถูก
“อืม มันเป็ความผิดของมึง มึงไปตัดสินน้องเขา ทั้งๆ ที่มึงไม่รู้จักน้องเขาด้วยซ้ำ”
ใช่ ผมไม่รู้จักเธอเลยสักนิด แต่ใครจะไปรู้ละว่าผู้หญิงคนนั้นเธอไม่ใช่แฟนคลับของพวกผม ก็ในเมื่อผมเห็นเธอไปดูคอนเสิร์ตของพวกผมวันนั้นนี่นา มันเลยทำให้ผมเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็แฟนคลับของพวกผมไปโดยปริยาย แต่ผมเข้าใจแบบนั้นมันก็ไม่แปลกหรอก เพราะผมไม่รู้ความจริงว่าวันนั้นที่เธอไปดูพวกผมเล่นคอนเสิร์ตเธอถูกเพื่อนของเธอลากไป เหมือนกับที่ผมพาตัวเธอมาที่นี่วันนี้ยังไงล่ะ
“และมึงยังลากน้องเขามาที่นี่โดยที่น้องเขาไม่ได้เต็มใจมากับมึง แต่นี่ยังไม่รวมสัญญาที่มึงไม่อธิบายรายละเอียดให้น้องเขาฟังดีๆ นั่นอีก เฮ้อ มึงผิดเต็มๆ เลยว่ะไอ้โซ่”
โอเค ยอมรับก็ได้ว่าเมื่อกี้ผมผิดเอง เพราะฉะนั้นพวกมันควรเลิกมองผมด้วยสายตากล่าวโทษแบบนั้นสักที
“พวกมึงก็รู้ว่าเื่เจรจาต่อรองมันไม่ใช่งานถนัดของกู”
เพราะที่ผ่านมาคนที่ทำหน้าที่นี้จะคือผู้จัดการของพวกผม ซึ่งวันนี้พี่ก้องติดธุระมาจัดการเื่นี้ไม่ได้ ผมเลยต้องลงมือทำเองยังไงล่ะ ตอนแรกผมก็คิดว่าผลที่ออกมามันจะออกมาดีอย่างที่ผมคาดการณ์เอาไว้ซะอีก แต่ผิดคาดแฮะ ดูเหมือนว่าผมจะทำทุกอย่างพัง เฮ้อ ถ้ารู้ล่วงหน้าว่ามันจะมาเป็แบบนี้ ผมคงให้ไอ้แรมเป็คนจัดการเื่นี้แทนผมแล้ว เพราะไอ้แรมมันจะพูดไกล่เกลี่ยได้ดีกว่าผมหลายเท่า
“แต่เธอก็ยอมเซ็นสัญญาให้แล้ว คงไม่มีเื่อะไรต้องห่วงแล้วล่ะ”
ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมจะได้ในสิ่งที่ผม้ามาแล้วก็จริง แต่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกขัดใจแปลกๆ ราวกับว่าสิ่งที่ผม้าจริงๆ มันไม่ใช่ลายเซ็นที่อยู่ในสัญญาฉบับนี้ หืม ความรู้สึกที่เข้าใจยากแบบนี้มันคืออะไรวะ
“พวกกูไม่ได้ห่วงเื่นั้น แต่กูห่วงความรู้สึกของน้องเขาต่างหาก”
“...”
“กูว่ามึงควรขอโทษน้องเขาว่ะ”
ผมรู้ว่าผมควรขอโทษผู้หญิงคนนั้น แต่..ผมจะไปขอโทษเธอได้ยังไงก็ในเมื่อผมไม่มีช่องทางที่จะติดต่อเธอได้เลยแม้แต่ช่องทางเดียว เพราะข้อมูลที่ผมรู้เกี่ยวกับเธอก็มีแค่สองอย่างก็เท่านั้น นั่นก็คือ เธอไม่ใช่แฟนคลับของพวกผมและ เธอชื่อว่านารา
“เฮ้อ แถวนี้แท็กซี่นานๆ ผ่านมาทีซะด้วยสิ ตอนนี้ก็มืดแล้วด้วย”
ไอ้โปรดบ่นพึมพำขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่มันพูดออกมานั้นมันไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่ผมสนทนากับไอ้แรมอยู่ตอนนี้เลยสักนิด มันเป็แค่การบ่นไปเรื่อยน่ะ แต่มันกลับดึงดูดความสนใจของผมได้เป็อย่างดี อ่า จริงสิ ผมลืมเื่นี้ไปซะสนิทว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีแท็กซี่ผ่าน ถึงแม้ว่าที่นี่จะอยู่ติดกับตัวเมือง แต่ส่วนใหญ่คนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็คนมีฐานะทั้งนั้นจึงไม่ค่อยมีใครได้ใช้บริการแท็กซี่บ่อยนัก เพราะฉะนั้นนานๆ ทีถึงจะมีแท็กซี่ผ่านเข้ามาอย่างที่ไอ้โปรดพูดเมื่อกี้
“พวกเฮียว่ามันปลอดภัยสำหรับผู้หญิงไหม”
พรึบ!
ผมก็รีบลุกจากโซฟาทันทีก่อนที่ผมจะเดินไปคว้ากุญแจรถหลังจากที่ผมพึ่งนึกขึ้นได้ว่าผมไม่ควรปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นกลับเอง ผมเป็คนพาเธอมาที่นี่ผมก็ต้องเป็คนไปส่งเธอด้วยตัวของผมเอง ถึงแม้ว่าผมจะทำให้เธอโกรธก็เถอะ แต่ผมก็มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำลงไปพอ
“ภีมมาแล้ว”
เสียงไอ้ภีมที่หายไปจัดการกับไอ้หลงก่อนหน้านี้ดังขึ้นมาทันทีที่ที่มันเดินกลับมารวมตัวกับพวกผมอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้มันกำลังยืนกวาดสายตามองดูรอบๆ บ้านราวกับว่ามันกำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งผมคิดว่ามันกำลังมองหาผู้หญิงคนนั้นอยู่แน่นอน
“อ้าว แล้วสาวน้อยคนนั้นไปไหนแล้วล่ะ กลับแล้วเหรอ หว่า เสียดายจัง ผมยังไม่ได้ทำความรู้จักกับเธอเลย”
ไม่เพียงแค่คำพูดของไอ้ภีมเท่านั้นที่บ่งบอกถึงอาการเสียดาย แต่ตอนนี้สีหน้าของมันก็กำลังแสดงความรู้สึกเสียดายออกมาให้เห็นด้วยเช่นกัน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่ผมจะมาสนใจไอ้ภีมสักหน่อย เพราะสิ่งที่ผมควรทำตอนนี้ก็คือ ผมต้องรีบตามผู้หญิงคนนั้นไปให้ทัน
“เอ๊ะ แล้วนั่นเฮียจะไปไหนอะ พึ่งมาไม่ใช่เหรอ อ้าว เฮีย..”
ผมเดินออกมาจากบ้านพักทันทีโดยไม่สนใจเสียงของไอ้ภีมเลยสักนิด เพราะต่อให้ผมสนใจมัน สิ่งที่มันพูดออกมาก็ล้วนแต่เป็เื่ไร้สาระอยู่ดี อะไรที่ไร้สาระผมก็ควรมองข้ามไปซะ อย่างเช่น ไอ้ภีม
หลังจากที่ผมเดินออกมาจากบ้านพักได้ ผมก็ขับรถออกมาจากบ้านพักทันทีเพื่อที่จะตามผู้หญิงคนนั้นให้ทัน เพราะที่ที่เธอจะหาแท็กซี่กลับได้มันก็คือตรงหน้าทางเข้าหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตรนั่น ผมคิดว่าผมน่าจะตามเธอทัน ใช่ และมันก็เป็อย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ เพราะตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นที่ผมกำลังมองหาอยู่ เธอกำลังยืนชะเง้อคอมองหาแท็กซี่อยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน
“เฮ้อ วุ่นวายชะมัด”
ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะขับรถตรงไปยังจุดที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ทันที แต่...
กึก!
ในระหว่างที่ผมกำลังจะขับรถไปจอดเทียบต่อหน้าผู้หญิงคนนั้น ผมก็ต้องใช้เท้าเหยียบเบรกจนรถหยุดอยู่กับที่ทันที เมื่อพื้นที่ที่ผมกำลังจะพารถตัวเองขับเคลื่อนไปจอดจู่ๆ ก็มีรถคันอื่นชิงไปจอดตัดหน้าผมแทนซะอย่างนั้น ซึ่งรถคันดังกล่าวมันไม่ใช่รถแท็กซี่ แต่เป็รถหรูที่คนธรรมดาทั่วไปจับต้องได้ยาก และรถหรูที่ว่านั่นมันก็เป็รถยี่ห้อและรุ่นเดียวกันกับรถที่ผมใช้ขับตอนนี้ด้วย
หืม คนรู้จักของยัยเด็กนั่นอย่างนั้นเหรอ
ผมคิดกับตัวเองด้วยความสงสัยในขณะที่สายตาของผมยังคงจ้องไปยังจุดที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่อย่างไม่วางตา ก็เห็นได้ว่าตอนนี้เ้าของรถคันดังกล่าวได้ลงมาจากรถและเปิดเผยตัวตนให้ผมได้เห็นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เป็ผู้ชายหน้าตาจัดได้ว่าดีเลยทีเดียว แถมยังดูเป็คนมาฐานะและดูมีภูมิฐานอีกด้วย
ผู้ชายคนนั้นเป็ใคร แฟนอย่างนั้นเหรอ ไม่น่าใช่ เพราะผู้ชายคนนั้นดูเหมือนจะอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับผม ซึ่งคนที่อายุเท่าผมคงไม่น่าจะคบกับเด็กมัธยมอย่างยัยเด็กนั่นแน่ เอ๊ะ หรือว่ายัยเด็กนั่นเป็เด็กเสี่ย
อ่า หยุดเลยไอ้โซ่ มึงเลิกตัดสินคนอื่นแบบนี้สักที มึงไม่รู้จักยัยเด็กนั่นดีพอที่จะตัดสินว่าเธอเป็อะไรได้สักหน่อย นั่นสิ เพราะถ้าหากผมเผลอตัดสินยัยเด็กนั่นอีก ผมอาจจะเข้าใจเธอผิดเหมือนกับก่อนหน้านี้อีกก็ได้ เพราะฉะนั้นผมควรเลิกคิดถึงเื่นี้ซะ
ในเมื่อตอนนี้ยัยเด็กนั่นก็หาทางกลับได้เองแล้ว ก็คงไม่มีอะไรต้องน่าเป็ห่วงอีกแล้วสินะ อืม ก็ดี ผมจะได้กลับไปซ้อมผมคิดกับตัวเองเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเลี้ยวรถกลับไปยังบ้านพักทันที
ว่าแต่...แค่มารับมันจำเป็ต้องยิ้มกว้างขนาดนั้นให้ด้วยเหรอ
นารา Talk
“มาอยู่แถวนี้ได้ยังไง เฮียนึกว่าเราอยู่ที่ไหนสักทีที่มีของกินซะอีก”
ในระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนที่ไปตามท้องถนนในยามค่ำคืน เฮียรบที่เป็เ้าของรถที่ฉันกำลังโดยสารอยู่ตอนนี้ก็ตั้งคำถามกับฉันขึ้นมาทันทีด้วยความสงสัย
“แค่เื่เข้าใจผิดนิดหน่อยน่ะ”
ถ้าหากว่าฉันบอกว่าฉันถูกลากมาที่นี่กับเฮียรบไป ฉันคิดว่าเฮียรบคงวนรถกลับไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อเอาเื่คนที่ลากฉันมาที่นี่อย่างแน่นอน เพราะฉันรู้จักนิสัยของพี่ชายฉันดีว่าเขาเป็คนยังไง ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะรู้สึกเคืองผู้ชายคนนั้นอยู่ก็เถอะ แต่ฉันไม่อยากจะเสวนาอะไรกับเขาไปมากกว่านี้แล้วน่ะ เพราะสิ่งที่เขาทำกับฉันในวันนี้มันก็มากพอที่จะทำให้ฉันรู้สึกเกลียดขี้หน้าเขาได้แล้ว ถ้าหากฉันกลับไปเห็นหน้าเขาอีก ฉันอาจจะกระโจนต่อยหน้าเขาก็เป็ไปได้ เพราะฉะนั้น ให้มันจบแค่นี้น่าจะดีกว่า
อ่อ คงสงสัยกันใช่ไหมล่ะว่าพี่ชายของฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ก็ตอนที่ฉันถูกลากมาที่นี่ฉันไม่ได้สังเกตดูให้ดีว่าที่นี่มันคือที่ไหน แบบว่าตอนนั้นมันงงๆ นิดหน่อยน่ะเลยไม่ได้มองดูรอบๆ ให้ดีๆ แต่พอฉันหายจากอาการงงแล้วเท่านั้นแหละ ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าที่ที่ฉันอยู่ตอนนี้มันเป็พื้นที่ที่หาแท็กซี่ได้ยากมาก เพราะแถวนี้มันเป็พื้นที่ของคนมีอันจะกินอาศัยอยู่น่ะ และฉันคาดว่าคนพวกนั้นคงไม่ใช้บริการแท็กซี่อย่างแน่นอน ฉันรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ก็บ้านแถวนี้แต่ละหลังใหญ่ๆ กันทั้งนั้นเลยนี่นา
และในเมื่อฉันหาแท็กซี่กลับไม่ได้ ฉันเลยต้องใช้ตัวเลือกพิเศษที่ฉันเก็บไว้ใช้เฉพาะในยามฉุกเฉินเท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็ตัวเลือกสุดท้ายที่ฉันไม่อยากขอความช่วยเหลือก็เถอะ แต่ตอนนี้ฉันอยากไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดนี่นา และเฮียรบคือตัวเลือกที่อยู่ใกล้ฉันที่สุดแล้วด้วย เพราะฉะนั้นฉันจึงโทรไปขอให้เฮียรบมารับฉันที่นี่ยังไงล่ะ
อ่อ ที่ฉันบอกว่าเฮียรบอยู่ใกล้ก็เพราะว่าหนึ่งในคนมีอันจะกินที่เป็เ้าของบ้านหลังใหญ่แถวนี้ก็คือพี่ชายฉันนั่นแหละ ตอนแรกฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าที่นี่คือที่ไหน แต่พอเดินออกมาจากบ้านพักแล้วมองดูรอบๆ ฉันก็รู้ความจริงทันทีว่าที่นี่คือที่ไหน ก็ว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นๆ
“หืม เข้าใจผิด เื่อะไร”
“ไม่มีอะไรหรอกเฮีย ช่างมันเถอะ”
ฉันบอกปัดไปเพราะฉันไม่อยากให้เฮียรบสนใจเื่นี้มากนัก เพราะมันก็จบลงไปแล้ว ฉันไม่อยากนึกถึงมันอีก และอีกอย่างหลังจากนี้ฉันคงไม่มีทางเจอผู้ชายหลงตัวเองคนนั้นอีกแน่ เพราะอย่างนั้นให้มันจบลงแค่นี้เถอะ
วันต่อมา
“กล่องนี้ให้วางไว้ตรงไหนครับ”
“รบกวน่วางไว้ที่ห้องนอนได้ไหมคะ เดี๋ยวที่เหลือฉันจะเป็คนจัดการเอง”
“ได้ครับ”
“เฮ้อ เหนื่อยกว่าที่คิดอีกแฮะ”
ฉันบ่นพึมพำพูดกับตัวเองก่อนที่จะยกหลังมือขึ้นมาปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามหน้าผากของตัวเองไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะวันนี้มันเป็วันที่ฉันย้ายมาอยู่คอนโดที่เฮียรบพึ่งยกให้ฉันน่ะ และตอนนี้ก็กำลังขนของเข้าห้องอยู่น่ะ นี่ขนาดฉันอุตส่าห์จ้างให้คนมาขนของจากห้องเก่าฉันมาที่นี่แล้วนะ แต่ยังมีข้าวของอีกมากมายที่ฉันต้องเป็คนคอยจัดแจงมันด้วยตัวเอง เฮ้อ ดูเหมือนว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่ฉันคิดไว้เลยสินะ รู้แบบนี้ฉันให้เฮียมาช่วยน่าจะดีกว่า
“พวกผมย้ายกล่องสุดท้ายเข้าแล้วนะครับ”
หลังจากที่ย้ายของชิ้นสุดท้ายเข้าไปในห้องได้ พนักงานก็เดินมาบอกฉันหลังจากที่พวกเขาทำงานเสร็จ
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
“ไม่เป็ไรครับ ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ขอบคุณที่ใช้บริการครับ”
“ค่ะ”
เมื่อเห็นว่าทุกคนกลับไปหมดแล้ว ฉันก็ย่อตัวลงไปหยิบเอากล่องที่เก็บของใช้ส่วนตัวของฉันขึ้นมาถือเพื่อที่จะเดินเข้าห้องของตัวเอง
“อะ”
ตุบ!
แต่ทันทีที่ฉันยกกล่องนั่นขึ้นมาถือ ฉันก็ต้องหลุดเสียงอุทานออกมาทันทีเมื่อฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเจ็บที่ฝ่ามือทำให้ฉันเผลอปล่อยกล่องนั่นตกลงกระแทกกับพื้นจนทำให้ข้าวของที่อยู่ในกล่องหล่นกระจายไปทั่วทันที อ่า จริงสิ ตอนนี้ฝ่ามือของฉันมันมีแผลอยู่นี่นา ลืมไปซะสนิทเลย
“อ่า ให้ตายสิ”
ฉันบ่นพึมพำขึ้นมาด้วยความหัวเสียก่อนที่จะย่อตัวลงไปนั่งเก็บข้าวของที่หล่นกระจายตามพื้นกลับเข้าไปอยู่ในกล่องเหมือนเดิม
แกรก!
ในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งเก็บของกลับเข้ากล่องอยู่นั้น จู่ๆ ก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมา และเสียงนั่นก็ทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นไปมองที่ต้นเสียงทันทีด้วยความสนใจ ก็เห็นว่าประตูที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องของฉันกำลังถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่เดินออกมาจากห้องนั้น
“....”
“....”
ความเงียบเข้ามาปกคลุมทันทีเมื่อฉันเห็นว่าผู้ชายที่พึ่งเดินออกมาจากห้องฝั่งตรงข้ามกับฉันเป็ใคร อ่า ให้ตายสิ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นกันเนี่ย คงสงสัยกันใช่ไหมล่ะว่าทำไมฉันถึงบอกว่ามันเป็เื่บังเอิญ ก็เพราะว่าผู้ชายที่พึ่งเดินออกมาเมื่อกี้คือคนคนเดียวกันกับผู้ชายที่ฉันไม่อยากเห็นหน้าที่สุดในตอนนี้ยังไงล่ะ
ผู้ชายหลงตัวเองที่ลากฉันไปเซ็นสัญญาบ้าบอเมื่อวานนั่นไง โซ่ เขาคือคนที่พึ่งเดินออกมาจากห้องฝั่งตรงข้ามกับห้องของฉันเมื่อกี้ อ่า ให้ตายสิ ซวยชะมัด
“เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
เขาเอ่ยถามฉันมาพร้อมกับจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“....”
ฉันไม่ตอบเขาถามเขา แต่เลือกที่จะเก็บข้าวของที่หล่นอยู่ที่พื้นกลับเข้ากล่องแทน ใช่ ฉันกำลังเมินเขาอยู่
“นี่อย่าบอกนะว่าเธอตามฉันมา”
“เพ้อเจ้อ”
ฉันพึมพำพูดกับเขาไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนที่จะถือกล่องแล้วทรงตัวลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็สูงไม่เท่ากับใครอีกคนที่กำลังยืนจ้องหน้าฉันอยู่ตอนนี้อยู่ดี เฮ้อ ฉันรู้สึกเกลียดความเตี้ยของตัวเองก็วันนี้แหละ เพราะการที่เขาก้มหน้าพูดกับฉันเนี่ย ฉันไม่ชอบเอาซะเลย
“แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่”
หืม เขาอยู่ที่นี่อย่างนั้นเหรอ แล้วบ้านหลังเมื่อวานล่ะ ฉันนึกว่าเขาพักอยู่ที่นั่นซะอีก
“ฉันไม่รู้ว่าคุณพักอยู่ที่นี่”
ถ้าหากฉันรู้ฉันคงคืนห้องให้เฮียรบไปแล้ว แต่ตอนนี้ฉันย้ายมาแล้ว มันสายเกินไปที่ฉันจะคืนห้องให้เฮียรบแล้วล่ะ
“ฉันนึกว่าคุณพักอยู่ที่บ้านหลังนั้นซะอีก”
“เปล่า ที่นั่นเป็แค่ห้องซ้อม”
ถ้าอย่างนั้นมันก็หมายความว่าผู้ชายคนนี้คือเพื่อนบ้านของฉันอย่างนั้นเหรอ เฮ้อ ให้ตายสิ ซวยซะยิ่งกว่าซวยอีก
“แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“นี่ห้องฉัน”
ฉันพูดแล้วลากสายตามองไปที่ประตูห้องของฉันเพื่อบอกให้เขารู้ว่าฉันอยู่ห้องนั้น
“หืม ห้องเธอ?”
“ใช่ ทำไม มีอะไรสงสัยไม่ทราบ”
ที่ฉันต้องพูดออกไปแบบนั้นก็เพราะว่าตอนนี้เขากำลังมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่สื่อคำว่าไม่เชื่อออกมาอย่างเห็นได้ชัดอยู่ยังไงล่ะ
“จะปรักปรำอะไรฉันอีก”
“เปล่า แค่แปลกใจน่ะ ไม่คิดว่ามันจะบังเอิญขนาดนั้น”
“หึ ซวยละสิไม่ว่า”
ฉันเอ่ยพูดเพียงแค่นั้นก่อนที่จะหมุนตัวเพื่อที่จะเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง เพราะถ้าฉันทนยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป ฉันอาจจะกระโจนกัดคอเขาขาดก็ได้โทษฐานที่เขาทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดั้แ่วันแรกที่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่
“เดี๋ยว”
แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องของตัวเองได้ ฉันก็ต้องหยุดชะงักไปทันทีเมื่อมีเสียงเรียกที่ดังมาจากทางด้านหลัง
“อะไร”
ฉันหันกลับไปมองหน้าเขาอีกครั้งแล้วจ้องหน้าเขาไปด้วยสายตาที่ฉายความหงุดหงิดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ใช่ ฉันกำลังหงุดหงิด และเขาก็ควรรู้ตัวซะว่าเขาเป็คนทำให้ฉันต้องรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้
“เื่เมื่อวาน”
“...”
“ฉันขอโทษ ฉันเข้าใจเธอผิดเอง”
“...”
“เธออยากให้ฉันทำอะไรเพื่อเป็การไถ่โทษเธอหรือเปล่า”
“ไม่ ฉันไม่้า”
“...”
“ไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่ไหม”
“แล้ว..”
อ่า ให้ตายสิ อะไรของเขาอีกเนี่ย
“มือนั่น ยังเจ็บอยู่ไหม”
“ก็ดี ไม่ถึงกับตาย จะถามแค่นี้ไหม”
“อืม”
"ถ้าอย่างงั้น ฉันขอตัว”
พูดจบฉันก็เปิดประตูแล้วเดินเข้าห้องของตัวเองทันทีโดยที่ฉันไม่ได้หันกลับไปมองหน้าเขาอีกเลย
โซ่ Talk
เพราะเมื่อคืนผมอยู่ซ้อมดึกไปหน่อยเลยตัดสินใจนอนค้างที่นั่นเลย ซึ่งปกติผมไม่ค่อยนอนค้างที่บ้านหลังนั้นสักเท่าไหร่หรอก แต่มันเป็เพราะเมื่อวานมันเกิดเื่ราวกับผมมากจนเกินไป มันเลยทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยจนทำให้ไม่มีแรงที่จะขับรถกลับคอนโดของตัวเองได้น่ะ เพราะอย่างนั้นผมเลยตัดสินใจค้างที่บ้านพักแทน
และผมก็พึ่งกลับมาที่คอนโดใน่เช้าเพื่อที่จะมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะออกไปทำงานต่อใน่บ่าย แต่ดูเหมือนว่าเช้านี้ผมจะพบเห็นความผิดปกติ ดูเหมือนว่าห้องฝั่งตรงข้ามกับห้องของผมจะมีคนย้ายเข้ามา ตอนแรกผมว่าจะซื้อห้องนั้นเก็บไว้เพราะผมไม่ค่อยสะดวกจะมีเพื่อนบ้านสักเท่าไหร่ แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้เพราะห้องที่ว่านั่นมันมีเ้าของอยู่ เ้าของที่ผมไม่รู้ว่าเป็ใคร เพราะผมไม่เคยใครเดินเข้าออกจากห้องฝั่งตรงข้ามเลยั้แ่ที่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่
อ่า ดูเหมือนว่าผมจะมีเพื่อนบ้านแล้ว หวังว่าเพื่อนบ้านของผมคงไม่ใช่พวกประเภทที่ชอบอยากรู้อยากเห็นเื่ของชาวบ้านหรอกนะ ถ้าหากผมได้เพื่อนบ้านประเภทนั้นจริง ผมว่าผมคงต้องระวังตัวมากกว่านี้แล้วล่ะ ผมเก็บเอาความสงสัยเกี่ยวกับเพื่อนบ้านเอาไว้เพียงแค่นั้นก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องของตัวเองเพื่อที่จะเตรียมตัวไปทำงานต่อ
แต่ทว่า..ความสงสัยเกี่ยวกับเพื่อนบ้านของผมมันก็ถูกทำให้หายไปทันทีเมื่อผมเดินออกมาจากห้องแล้วเห็นหน้าของเพื่อนบ้านที่กำลังย้ายเข้ามาอยู่พอดี
"ถ้าอย่างงั้น ฉันขอตัว”
ทันทีที่เธอพูดกับผมจบเธอก็เดินเข้าไปในห้องฝั่งตรงข้ามกับห้องของผมทันที ซึ่งแน่นอนว่าการปรากฏตัวของเธอในครั้งนี้มันสร้างความแปลกใจให้ผมเป็อย่างมาก เพราะเพื่อนบ้านของผมคือคนเดียวกันกับผู้หญิงที่ผมเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็แฟนคลับของผมคนนั้นไง ใช่ ผู้หญิงที่ผมลากขึ้นรถเมื่อวานนั่นแหละ เธอคือคนที่พึ่งย้ายมาอยู่ที่ห้องฝั่งตรงข้ามกับผมนั่นเอง
อ่า ให้ตายสิ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นวะ
[โปรดติดตามตอนต่อไป]
ยิ่งเกลียดยิ่งเจอเด้อ
โบราณเขาว่าไว้ เกลียดอะไรก็ได้อย่างนั้นนะน้องนารา
5555 เขากลายมาเป็เพื่อนบ้านกันแล้ว หลังจากนี้สองคนนี้คงได้เจอกันบ่อย
เจอบ่อยไม่ว่า แต่ไรต์คิดว่าอีเฮียโซ่มันโดนยัยน้องตกเรียบร้อยแล้วแน่เลย
น้องมันแค่ยิ้มหวานให้พี่ชาย ดูเหมือนว่ามันทำให้เฮียโซ่ตะขิดตะขวงใจน่าดูเลยสินะ อิอิ
หนึ่งคอมเม้นเท่ากับหนึ่งกำลังใจงับ