ดาวจรัสแสงค้างฟ้าที่ไม่มีวันเลิกส่องประกาย
สวย เก่ง โดดเด่น สง่างาม ความประพฤติและโปรไฟล์ที่สร้างด้วยตนเองมาตลอดจัดได้ว่าหรูเลิศไม่มีใครเหมือน
หนังสือชีวประวัติของเธอที่ถูกตีพิมพ์ได้รับการแปลมากกว่าสามสิบภาษา
หากจะหายอดหญิงของแผ่นดินั ไม่ว่าใครล้วนนึกถึงเธอเป็อันดับแรก
‘เฟย เฟิ่งปิง’
“คุณเฟยครับต่อไปยิ้มครับ ดีครับ ครับ เสร็จแล้วครับ ขอบคุณครับ”
ตากล้องหนุ่มรัวชัตเตอร์ถ่ายภาพไม่หยุดตามการขยับตัวของนางแบบ จนกระทั่งเขาพึงพอใจกับรูปที่ได้ถ่ายไปจึงยกมือบอกเลิกกอง ให้นางแบบได้พักผ่อน ซึ่งนางแบบก็ยิ้มรับแล้วโค้งขอบคุณอย่างสง่างามจึงเดินออกจากฉาก ให้สตาฟเข้ามาเคลียร์พื้นที่
“ขอบคุณมากค่ะ”
“หวังว่าคงได้ร่วมงานกันอีกนะครับ”
“เช่นกันค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”
นางแบบสาวนาม ‘เฟย เฟิ่งปิง’ ยิ้มหวานพร้อมกับตอบกลับอย่างมีมารยาท
แม้เธอจะมีอายุร่วมสามสิบสองปี ทว่าใบหน้าของเธอกลับยังคงความงดงามดุจดั่งวัยรุ่นแรกแย้ม ใบหน้าสวยหวานทว่าดวงตากลับเฉี่ยวคมสง่ามีออร่า หุ่นบางเพรียวได้รูป ผิวพรรณขาวเนียนนุ่มเด้งเหมือนผิวเด็ก เส้นผมสีดำยาวสลวยเป็ประกาย
“คุณเฟิ่งปิงนี่ยอดไปเลย ทั้งสวยทั้งเก่ง ตารางงานแน่นขนาดนั้นแต่กลับไม่โทรมลงเลยสักนิด”
“เป็ดารานักแสดง เป็เ้าของธุรกิจ ทั้งยังจบดร. คณะแพทยศาสตร์มหาลัยดังด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คนอะไรจะเพอร์เฟกต์ได้ขนาดนี้!”
“ว่าแต่จริงรึเปล่าที่คุณเฟิ่งปิงเริ่มต้นจากคนที่ไม่มีอะไรเลยจนสร้างตัวมาเป็มหาเศรษฐีได้ในเวลาแค่ยี่สิบปี”
“จริงสิ คุณเฟิ่งปิงน่ะเป็เด็กกำพร้า กว่าจะมาได้ขนาดนี้ต้องผ่านอะไรมามากแค่ไหนอย่างเรา ๆ น่ะ นึกภาพไม่ออกหรอก ลองไปอ่านหนังสือชีวประวัติของเธอดูแล้วจะรู้เลยว่า...คุณเฟิ่งปิงน่ะ...สุดยอดมาก!!”
“เป็ยิ่งกว่าไอดอลในดวงใจอีกค่ะ!!”
สตาฟสาวจับกลุ่มเม้าท์มอยพลางเหลือบมองหญิงสาวเ้าของเื่เป็ระยะ ด้วยดวงตาเป็ประกายราวกับกำลังให้การเคารพบูชา โดยที่ไม่รู้เลยว่าเ้าของชื่อในบทสนทนาอย่างฉันได้ยินทุกถ้อยคำที่พวกเธอพูด!
หืม? อะไรนะ ฉันเอง พวกคุณอ่านไม่ผิดหรอก
ฉัน ‘เฟยเฟิ่งปิง’ หวังว่าจากวีรกรรมที่เหล่าสาว ๆ พูดมานั้นจะทำให้ทุกท่านจำชื่อของฉันได้แล้ว ไม่ต้องแปลกใจไปค่ะ ฉันยังคงเป็ปุถุชนคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตไม่ค่อยธรรมดามาั้แ่จำความได้
ตัวฉันเติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาั้แ่อ้อนแต่ออก มีน้องสาวอายุห่างกันสี่ปีหนึ่งคน ทำไมถึงมีน้องสาวอายุห่างกันขนาดนั้นน่ะเหรอ มันเป็ความทรงจำแย่ ๆ อย่างหนึ่งในชีวิตฉันเลยล่ะ
…ความทรงจำที่เลือนรางแต่ยังคงจำได้ดี
ตอนนั้นฉันอายุแค่สี่ขวบ...
…
‘น้องปิงคะ คุณแม่มาเยี่ยมค่ะ’
ครูพี่เลี้ยงพูดกับฉันอย่างใจดี และดูภูมิใจในการให้ฉันทำความรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า ในอ้อมแขนของเธอมีทารกกำลังนอนหลับ และไม่ไกลจากตรงนั้นสักเท่าไหร่มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่
‘...ขุนแม่?’
ฉันพูดไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจ ตอนนั้นฉันยังหลบหลังครูพี่เลี้ยงอยู่เลย
‘คุยกับคุณแม่สิคะ เดี๋ยวครูมานะ’
เธอผลักฉันออกมาเผชิญหน้ากับคนที่ฉันไม่รู้จัก ฉันหวาดกลัว แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกโหยหาและยินดี
‘โตขึ้นเยอะเลยนะ เสี่ยวปิง’
เธอกล่าวก่อนจะโน้มตัวลงมาลูบหัวฉัน ฝ่ามือนั้นทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน ฉันหลับตารับัันั้นอย่างยินดี แต่แล้วเด็กทารกในอ้อมแขนของคุณแม่ก็ลืมตาขึ้นมามองฉัน เด็กคนนั้นชูไม้ชูมือยิ้มอย่างดอกไม้บาน
‘น้องอยากเล่นกับลูกน่ะ ลองอุ้มเธอดูสิ’
‘...น่...น้อง’
ตอนนั้นฉันก็บ้าจี้รับเธอมาอุ้ม ไม่รู้ว่าคนเป็แม่สติดีที่ไหนจะให้เด็กสี่ขวบอุ้มเด็กทารก
‘น้องชื่อเฟิ่งเสวี่ย น่ารักใช่มั้ยล่ะ?’
‘...เฟิง...เสวี่ย อื้อ น่ายัก’
‘เสี่ยวปิง...แม่ขอโทษนะจ๊ะ ตอนนี้แม่ยังพาหนูไปอยู่ด้วยไม่ได้’ เธอลูบหัวฉันอีกครั้ง ก่อนจะเตรียมเดินจากไป ‘ฝากดูแลน้องด้วยนะ’
…นั่นเป็ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นหน้าแม่
‘เอ๋ อะไรกัน นอกจากจะไม่เอาลูกไปยังเอามาฝากเพิ่มอีก ภาระจริง ๆ เลย’
ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจคำพูดของครูพี่เลี้ยง จะมารู้อีกทีก็ตอนแปดเก้าขวบที่บังเอิญไปได้ยินบรรดาครู ๆ คุยกัน
‘น้องปิงกับน้องเสวี่ยน่ะ โดนทิ้งแน่นอนอยู่แล้ว ต่อให้น้องปิงยืนยันว่าแม่จะมารับ แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางมารับลูกที่ตัวเองทิ้งขว้างหรอก’
…
...ใช่ ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งว่าตัวเองเป็เด็กทิ้งที่ถูกทิ้งก็ตอนนั้นเอง
เพราะเด็กกำพร้าอยู่ในบ้านได้จนถึงอายุแค่สิบแปดปี ดังนั้นฉันจึงตั้งใจเรียนมาั้แ่วันนั้น
รับจ้างทำงานพิเศษทุกอย่างที่คนบ้านใกล้เรือนเคียงหาให้ ั้แ่เพาะปลูก ทำอาหาร ส่งของ ทำความสะอาด เอาง่าย ๆ คือทำทุกอย่างที่เขารับ
พอขึ้นม.ปลายฉันก็เริ่มคิดเกี่ยวกับอาชีพที่มั่นคง ไอ้ที่แวบเข้ามาในหัวก็คืออาชีพหมอ แต่เรียนหมอใช้เงินมากดังนั้นฉันจึงต้องทำงานมากกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็หาทุนเรียนมหาลัยป.ตรีควบกับม.ปลาย ซึ่งคณะที่ลงเรียนในเวลานั้นคือเศรษฐศาสตร์
พอจบม.ปลายก็ออกมาหาบ้านเช่า ให้น้องสาวอยู่บ้านเด็กกำพร้าต่อไปก่อนเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด
จากนั้นปีกว่า ๆ ฉันก็จบป.ตรี แต่เด็กจบใหม่อายุไม่ทันจะถึงยี่สิบไม่มีที่ไหนเขารับทำงาน ฉันจึงไปศึกษาและเล่นหุ้นด้วยตัวเอง ส่วนมากก็จะอยู่บ้านเฝ้าหน้าจอดูความเป็ไปของตลาดหุ้น เพราะไม่ได้โดนแดดล่ะมั้งผิวถึงขาวขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถึงนั่งเฉย ๆ ก็ดันไม่อ้วนขึ้นสักนิด เป็ข้อดีแบบหนึ่งเลย
พอออกจากบ้านจึงมีแมวมองมาทัก โดนจับเปลี่ยนลุคปรับบุคลิกภาพกันยกใหญ่ ตอนแรกก็เริ่มทำเพื่อเป็รายได้เสริม แต่ไป ๆ มา ๆ เพราะมีพร์หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ดันทำแล้วรุ่งจนมีเงินเก็บมากพอส่งน้องและตัวเองเรียนต่อมหาลัยดี ๆ ได้ ดีไม่ดีจะมีมากเกินความจำเป็ไปด้วยซ้ำ
ฉันเริ่มเรียนอักษรศาสตร์พร้อมกับเรียนแพทย์ไปพร้อม ๆ กัน ใคร ๆ ก็คิดว่าไม่รอด เพราะมันหนักทั้งคู่ แต่สำหรับตัวฉันการเรียนมันง่ายกว่าการทำงานมากนัก ในขณะเดียวกันอะไรที่น่าลงทุนก็ลองริเริ่มไปเสียหมด ล้มเหลวมาก็มาก แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ตัวฉันในวัยสามสิบสองปีก็มีชื่อติดหนึ่งในสิบของมหาเศรษฐีของจีนแล้ว
นั่นแหละชีวประวัติคร่าว ๆ ของฉัน
สุดท้ายเื่เดียวที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็คงเป็เื่ของ...ความสัมพันธ์...อย่าง...
...ความรัก...
“ยินดีต้อนรับกลับค่ะพี่”
“เฟิ่งเสวี่ย ขอน้ำเย็นพี่แก้วสิ”
‘เฟยเฟิ่งเสวี่ย’ น้องสาวที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกันเดินออกมารับฉันหน้าประตูบ้านพร้อมแก้วน้ำเย็นเหมือนปกติ ฉันยื่นมือไปรับมาดื่มรวดเดียวแล้วทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ทันทีที่พ้นสายตาคน
“เหนื่อยมั้ยคะ?”
“ก็เหมือนทุกทีแหละ ว่าแต่เธอล่ะ งานที่บริษัทเป็ยังไงบ้าง”
“ก็ไปได้สวยเหมือนปกติค่ะ พูดก็พูดเถอะ พี่น่ะทำงานหนักเกินไปแล้ว สนใจคุณอู่บ้างสิคะ”
คุณอู่ในประโยคบ่นของน้องสาวคือ ‘อู่ หม่าซี’ ชายหนุ่มรูปหล่อพ่อรวยที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พบเจอกันในวงการบันเทิง ในปัจจุบันได้ชื่อว่า ‘แฟน’ ของฉัน ส่วนในสายตาคนอื่นได้ชื่อว่า...‘ว่าที่สามี’
...ส่วนในสายตาน้องสาวผู้น่ารักน่ะหรือ...หึ
“หม่าซีเขาเข้าใจแหละน่าว่าพี่งานยุ่งน่ะ”
“ยุ่งแค่ไหนพี่ก็ไม่ควรละเลยเขานะคะ เงินน่ะแค่เท่าที่มีอยู่ก็ใช้ไม่มีหมดอยู่แล้ว แต่คุณอู่ของพี่มีแค่คนเดียวในโลกนะคะ”
น้องสาวแสนสวยพูดด้วยเสียงเจืออารมณ์หงุดหงิด ไปในทางเดียวกันกับใบหน้าหวานที่แฝงอารมณ์โกรธจนรู้สึกได้ ซึ่งนาน ๆ ทีเธอถึงจะหลุดแสดงท่าทางแบบนี้ใส่ฉัน
“ไม่เอาน่าเฟิ่งเสวี่ย ทำท่าทำทางเข้า นี่ถ้าเธอไม่ใช่น้องสาวพี่ พี่คงคิดว่าเธอชอบหม่าซีนะ”
“...!!”
คำหยอกเย้าของฉันทำเอาน้องสาวตัวน้อยชะงักไปนิดหน่อย พร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อจนจับสังเกตได้ ฉันหรี่ตามองอย่างพินิจพิเคราะห์ก็เริ่มแน่ใจว่า คำหยอกของฉันตรงใจเธอเข้าอย่างจัง ซึ่งดูเหมือนเธอจะรู้ตัวว่าแสดงท่าทางยังไงออกมาจึงเริ่มโบกไม้โบกมือ
“พี่ก็! ไม่มีทางหรอกค่ะ นั่นแฟนพี่นะคะ!”
“จ้า ๆ พี่รู้น่า ไปนอนพักก่อนล่ะ ตอนเย็นต้องเข้าบริษัท”
ฉันส่ายหน้าเนือย ๆ ลุกขึ้นเดินขึ้นห้องด้วยท่าทางปกติแบบไม่คิดอะไร ทว่าใครจะรู้เล่าว่าในใจนั้นมีลางสังหรณ์แปลก ๆ ที่เตือนให้ระวังตัว
อยู่กับน้องสาว เลี้ยงดูมาตลอดชีวิตทำไมจะไม่รู้รสนิยมและนิสัยของน้องตัวเอง ฉันกับเธอต่อให้ต่างกันก็ยังคงมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ ดังนั้นต่อจากวันนี้คงต้องระวังตัวไว้บ้างแล้ว เพราะต่อให้คลานตามกันมาก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้ คนเดียวในโลกใบนี้ที่ฉันเชื่อใจได้จริง ๆ ก็มีแต่...
‘ตัวเอง’ เท่านั้นแหละ
ฉันยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู กระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยปากเมื่ออีกฝ่ายรับสาย
“จี่หลาน ช่วยอะไรฉันหน่อยสิ”
หนึ่งปีต่อมา
“คบกันมาก็นานไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวดีให้แฟนคลับได้ดีใจกันเหรอคะ?”
“ต่างฝ่ายต่างก็ยุ่งจนหัวหมุน ยังไม่มีเวลาคิดหรอกค่ะ”
“แล้วข่าวที่ว่าคุณอู่หม่าซี ไปเกี้ยวคุณเฟิ่งเสวี่ยน้องสาวของคุณ ไม่ทราบว่าจริงเท็จยังไงคะ?”
“นั่นสิคะ”
ท่ามกลางแสงแฟลช ไมค์จากนักข่าว และคำถามที่ประดังประเดเข้ามา ฉันก็ยังคงยิ้มและรักษาภาพพจน์ได้เป็อย่างดี แม้ว่าบางคำถามจะละลาบละล้วงน่าตบขนาดไหน ฉันก็ยังคงรักษารอยยิ้มและตอบกลับอย่างสุภาพอยู่เสมอ จนดูเหมือนว่าฉันจะอ่อนข้อให้พวกสื่อบันเทิงมากเกินไป จนไม่เหลือความเป็ส่วนตัวให้ตัวเองเลย
“ขอตัวก่อนนะคะ ฉันต้องรีบไปทำงาน”
“เดี๋ยวสิคะคุณเฟิ่งปิง ขออีกคำถามค่ะ”
“คุณเฟิ่งปิงคะ!”
“...แล้ว!”
ปัง!!
ทันทีที่หนีขึ้นรถแล้วฉันก็ให้คนขับรถขับออกไปได้ไกลพอสมควร ฉันให้เขาไปจอดอยู่ริมฟุตบาทเปิดไฟขอทางแล้วยกมือก่ายหน้าผากเพราะปวดหัวสุด ๆ
ทว่าพักสายตาได้ไม่ถึงสิบวิ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นพร้อมข้อความแนบรูปถ่ายของคนสองคนจากหลาย ๆ มุม ส่วนข้อความนั้นชัดตรงประเด็น
‘โรงแรม xxx ห้อง 21xx’
ไม่ต้องมีอะไรมากกว่านั้นเพราะสถานที่ก็บอกอยู่ว่าเป็โรงแรมม่านรูดที่มีไว้เพื่อให้คู่รักมีอะไรกัน คนสองคนในภาพคงไม่ไปโรงแรมเพื่อชมดอกไม้หรอก แถมยังไม่ใช่การไปครั้งแรกซะด้วย
อ๋อ ฉันลืมบอกไปใช่มั้ยว่าคนสองคนในภาพก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็แค่น้องสาวที่น่ารัก เฟยเฟิ่งเสวี่ย กับแฟนหนุ่มสุดที่รัก อู่หม่าซี ไงล่ะ
ฉันยกมือถือขึ้นมาเข้าแอปทำธุรกรรมการเงินโอนเงินจำนวนหนึ่งไปให้คนที่ส่งข้อมูลมาให้ พร้อมกับส่งข้อความไปว่า
‘โอนเงินแล้วตามที่ตกลง ฝากส่งข่าวที่หาได้ให้สำนักพิมพ์ xxx ด้วย เสร็จงานจะจ่ายให้อีกก้อน’
ไม่ถึงหนึ่งนาทีอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาอย่างว่องไวว่า ‘รับทราบ’
ฉันมองรูปต่ออีกสักพักก่อนจะวางมือถือลง
“ไปที่โรงแรม xxx”
“...คุณเฟย ...ให้พวกคุณจี่หลานจัดการไม่ดีเหรอครับ”
เพราะเขาเป็คนสนิทจึงพอจะเดาสีหน้าของฉันได้ว่าต้องมีเื่บางอย่าง แต่โทษทีเถอะ เื่นี้ฉันจะแก้เผ็ดแม่น้องสาวกาฝากกับเ้าผู้ชายไม่รู้จักพอด้วยตัวเอง
“ทำตามที่สั่ง บอกจี่หลานให้ตามอยู่ห่าง ๆ ก็พอ”
“รับทราบครับ”
สงสัยเหรอว่าทำไมฉันนิ่ง ทั้งที่ควรนั่งร้องไห้?
ก็นะ...ก็ถ้าถามว่าเสียใจมั้ยน่ะเหรอ ตอบตรง ๆ ก็ไม่หรอก เพราะตัวเองก็รู้ดีถึงนิสัยอยากแย่งอยากมีอยากได้ของน้องสาว นิสัยเ้าชู้ไม่รู้จักพอของแฟนหนุ่ม
เล่นทั้งรู้ทั้งเดาได้หมดเปลือก แถมยังจ้างนักสืบแถมหาข้อมูลมาได้ตามที่คิดเป๊ะ ๆ มีเหรอต้องมานั่งร้องห่มร้องไห้ให้ตาบวมหน้าพัง
เอาเวลาที่เสียน้ำตาไปเสริมสวยหาหนุ่มคนใหม่เสียยังจะดีกว่า
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น หยาดน้ำใสมันก็เอ่อคลออยู่ตรงหางตาอย่างไม่รู้ตัว
คงเพราะในใจลึก ๆ แล้วฉันก็คงจะยังหวังว่าน้องสาวกับแฟนหนุ่มจะกลับตัวกลับใจได้ เลิกทำเื่ที่ผิดลับหลังฉัน แต่แล้วฉันก็ไม่ทนรอสิ่งที่ไม่มีหวังอีก ฉันให้โอกาสโดยการรอดูอยู่ห่าง ๆ มานานไปแล้ว...
สุดท้ายแล้วฉันก็ได้แต่เช็ดน้ำตาที่ไร้ค่านี้ทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
...
เมื่อรถจอดลงตรงหน้าโรงแรมฉันก็ก้าวเท้าเดินไปยังห้องเป้าหมายอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าก็ไม่รีรอให้ใครมาขัดขวาง ทั้งยังจงใจถอดแว่นพรางตัวให้คนรอบข้างเห็นหน้าชัด ๆ ว่าใครที่เดินเข้ามาในสถานที่อโคจรด้วยตัวคนเดียว
ปัง!!
“อื๋ม-ม์ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลยนะ”
ฉันใช้คีย์การ์ดสำรองที่ไปเอามาจากฟรอนต์ต้อนรับด้วยตัวเอง เปิดเข้าห้องเป้าหมาย พลางส่งเสียงทักทายอย่างไม่รีบร้อน ดวงตาคมของตัวเองกวาดไล่ไปั้แ่หน้าประตูที่มีเศษซากเสื้อผ้ากระจัดกระจาย ไปจนถึงเตียงกว้างที่มีร่างของคนสองคนกำลังนัวเนียกันได้ที่
“ทะ ที่รัก”
“...พี่”
ดวงตาทั้งสองคนเบิกกว้างจนกระทั่งแน่ใจว่าใครเป็ผู้ขัดจังหวะ ทั้งชายมักมากและหญิงต่ำทรามจึงส่งเสียงครางในลำคออย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“พึ่งรู้นะว่าน้องสาวกับคนที่รักกันเขาทำกันอย่างนี้”
ประโยคตัดพ้อขัดกับใบหน้านิ่งเรียบที่ตนเองแสดงออกนั้นคงขัดหูขัดตาหญิงสาวผู้อยู่ในห้วงกามอารมณ์ไม่น้อย ทว่าเธอก็ยังคงคอนเซ็ปต์สาวใสซื่อผู้น่ารักน่าชังได้เป็อย่างดี
“พี่คะ ฉะ...ฉันขอโทษ แต่ฉันรักคุณอู่จริง ๆ นะคะ ได้โปรดอย่า...”
“จะอะไรก็ตามพี่ว่าน้องควรลุกขึ้นหาเสื้อผ้ามาใส่ก่อนที่จะแสดงบทนางเอกนะ ไม่งั้นต่อให้แสดงเนียนแค่ไหน การแสดงของน้องก็ยังคงเป็การแสดงเกรดสาม อารมณ์ประมาณนางร้ายร่านรักแย่งผัวชาวบ้านแต่ตอแหลหน้าด้าน ๆ”
“...พี่?”
อุ๊ฟ! นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันเปิดเผยด้านเลวร้ายให้น้องสาวที่คิดว่าตัวเองเก่งแถมดีเลิศประเสริฐศรีได้เห็นรึเปล่านะ ทำไมเธอทำหน้าเหวอได้ขนาดนั้น?
คุณคงไม่คิดว่าฉันเป็สาวน้อยวัยใสที่ตามใครไม่ทันไม่กล้าด่าใครหรอกใช่มั้ย ขอบอกไว้เลยว่าฉันที่ฉุดดึงโชคชะตาของตัวเองให้หลุดออกจากโคลนตมด้วยตัวคนเดียว มีหรือจะไม่รู้เื่รู้ราว ไม่กล้าสู้รบตบมือกับใคร
บอกเลยว่าถ้าฉันไม่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเื่เลวร้ายแต่ฮึดสู้ ก็คงไม่มี ‘เฟยเฟิ่งปิง’ ในวันนี้แน่
“พี่รู้ว่าน้องคัน แต่ก็ไม่น่าจะหาเหยื่อใกล้ตัว นายเองก็อีกคน ถ้าอยากก็น่าจะไปซ่อง แทนที่จะมาเอากับน้องสาวคนที่ตัวเอง้าจะเกาะ”
“คุณพูดอะไร ผมรู้ผมทำผิด แต่คุณไม่ควรพูดกับผมแบบนั้น”
อู่หม่าซีหน้าซีดเผือดแต่ก็ยังคงน้ำเสียงและท่าทางให้เป็สุภาพบุรุษ ผิดกับท่าทางที่ตอนนี้ไม่ต่างจากโรคจิต แก้ผ้าแก้ผ่อนโชว์หนอนน้อยที่ยังมุดรูร่าน ๆ ของน้องสาวฉันไม่ยอมออกมาทั้ง ๆ ที่เหี่ยวจนเล็กยิ่งกว่าไส้เดือน
“คิดว่าฉันไม่รู้รึไงว่านาย้าเกาะฉันดัง เกาะฉันกิน ไม่ต่างจากน้องสาวฉันสักเท่าไหร่ที่เกาะแน่นเป็ปลิงดูดเืฉันไปวัน ๆ”
“พี่!”
ผู้ถูกพาดพิงร้องเสียงหลง หน้าซีดตัวสั่นทว่าสายตากับวาวโรจน์ด้วยความโกรธ
...แต่แล้วไงล่ะ ฉันไม่สนหรอก
“จุ๊ ๆ ไม่พูดไม่ใช่ไม่รู้นะคะ น้องผลาญเงินที่พี่หามาตลอด บริษัทก็ไม่เคยเข้าไปทำงาน วัน ๆ เอาแต่ดูแลผิวเสริมสวย เอาจริง ๆ พี่ก็ไม่ว่าหรอก แต่ครั้งนี้มันมากไป ไม่ใช่เื่เขา แต่เป็เื่ที่น้องเอาบริษัทสาขาย่อยไปเซ็นค้ำประกันผ่อนบ้านบนเกาะ”
“!!!”
“พี่ยอมให้น้องได้แทบทุกอย่าง ทำทุกอย่างเพื่อน้องเสมอมา ทั้งยังหลับตาข้างหนึ่งมาตลอด แต่น้องกลับทำกับพี่แบบนี้เหรอ ...เฟยเฟิ่งเสวี่ย”
น้ำเสียงฉันอ่อนลงด้วยความเ็ป ถึงยังไงการถูกคนที่รักหักหลังมันก็เจ็บเสมอ
...ไม่ว่าจะโดนมากี่ครั้งกี่คราก็ตามที
“...”
ฉันหลับตาปรับอารมณ์ใหม่อีกครั้ง สะบัดความเศร้าทิ้งไปแล้วสวมคราบนางร้ายเ้าบทบาท
“แล้วแอบกินกันก็ใช่ว่าจะครั้งแรกด้วยนี่นา ดูท่าพรุ่งนี้พวกเธอคงได้ขึ้นข่าวหน้าหนึ่ง”
“ถ้าเื่ของเราถูกแพร่ออกไปพี่เองก็จะลำบากเหมือนกัน พี่จะกล้าบอกนักข่าวเหรอ!?”
เฟิ่งเสวี่ยเลิกแอ๊บแบ๊วใสซื่อ ดวงตาหวานเชื่อมเป็ประกายวาวโรจน์จ้องมาอย่างไม่ยอมแพ้
“ลำบาก? ฉันนี่นะ?”
ฉันถามเสียงสูงแบบไม่เชื่อหู ส่งยิ้มหวานบาดตาให้อีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยท่าทางสบาย ๆ ทั้งยังหัวเราะคิกคักอย่างมีจริตซะจนคนมองคงคิดว่าน่าตบ
“ตรงไหนของฉันที่จะลำบากล่ะ คนที่คบหมอนั่นออกสื่อคือฉัน ก็รู้ ๆ อยู่ว่าโปรไฟล์ฉันเลิศหรู หากมีข่าวมือที่สามแอบกินกันลับหลัง คนที่ลำบากก็คือมือที่สามกับผู้ชาย ทั้งยังเงินที่เธอผลาญทุกวันก็คือเงินฉัน ต่อให้ไม่มีหมอนั่นคิดว่าฉันจะอดตายรึไง? มีแค่เธอนั่นแหละที่ปกติภาพพจน์ในสายตาสื่อมวลชนก็ย่ำแย่ หากฉันตัดช่องน้อยแต่พอตัวตัดเธอจากชีวิต เธอจะเป็ยังไง?”
“พี่!!!”
เฟิ่งเสวี่ยกรีดร้อง ลุกขึ้นยืนตัวสั่นเทา ก่อนจะเดินมาคว้าคอเสื้อฉันเขย่าอย่างแรง ฉันเพียงปรายตามองเหลือบลงไปยังใบหน้าหวานที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างสมเพช
“พี่จะทำกับฉันอย่างนั้นไม่ได้!?”
“ทำไม?”
ฉันระบายยิ้มยามจับจ้องไปยังใบหน้าที่คล้ายคลึงกันของน้องสาวผู้น่ารัก
“ฉันเป็น้องของพี่ พี่จะทำกับฉันแบบนั้นไม่ได้!?!”
“ฉันไม่เคยมองกาฝากเป็คน ยิ่งเป็น้องยิ่งไม่ใช่”
ฉันปัดมือเ้าหล่อนออกจากคอเสื้อ ออกแรงผลักร่างน้องสาวแท้ ๆ ให้ถอยห่างออกไป คำพูดรุนแรงและไร้เยื่อใยทำเอาน้องสาวคนดีที่แทบไม่เคยโดนขัดใจมีใบหน้าที่บิดเบี้ยว
“พี่!”
“พี่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง และพี่จะไม่ยอมให้น้องทำลายทุกอย่างที่พี่เพียรสร้างด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายแน่”
ฉันพูดพลางก้าวเท้าเดินออกจากตรงนั้น แค่ได้มาขยี้คนทรยศที่ทำลายความไว้ใจของตัวเองจนพังพินาศไปกับมือฉันก็พอใจแล้ว ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้
“พี่จะไปไหน มาคุยกันให้รู้เื่เดี๋ยวนี้นะ!!”
“ไม่มีอะไรต้อ-!!”
ปัง!!!
ปัง!!!
ทันทีที่หันหน้ากลับมาสิ่งที่ฉันมองเห็นคือผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็แฟนของฉันกำลังเล็งปืนมาทางฉัน พร้อมกับที่เ้าตัวลงมือลั่นไก เสียงปืนอีกนัดมาจากคนของฉันที่เฝ้าอยู่ด้านนอกยิงสกัดให้ปืนในมือของอู่หม่าซีร่วงไป แต่มันไม่ทันแล้ว...
...ะุปืนของหม่าซีพุ่งทะลุร่างน้องสาวของฉันมาฝังอยู่บนทรวงอกด้านขวาของฉัน
“อ๊ากกกก!”
อู่หม่าซีที่โดนะุเจาะทะลุมือร้องลั่นด้วยความเ็ป อาจเพราะไม่ได้โดนจุดสำคัญเขาจึงยังมีสติพอจะเจ็บ แตกต่างจากตัวฉันและน้องสาวที่ทรุดลงในเสี้ยววิ มันไม่ได้เ็ปทรมานจนทนไม่ไหว หากแต่เหมือนว่าสติจะหลุดลอยไปได้ทุกเมื่อถ้าหลับตา
...เกินความคาดหมายจริง ๆ ที่ผู้ชายขี้ขลาดแบบอู่หม่าซีจะพกปืนไว้ยิงคน...
“ปิงปิงทำใจดี ๆ ไว้!!”
“จี่หลาน...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว รีบพาเฟิ่งปิงส่งโรงพยาบาลเร็วเข้า!!”
การ์ดคนสนิทพ่วงตำแหน่งเพื่อนคนสำคัญประคองร่างของฉันไว้อย่างเบามือ ฉันทันเห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเป็ห่วงและร้อนรน อีกทั้งยังแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวัง
“...ไม่...ไม่ต้อง”
เืสีแดงทะลักออกจากทรวงอกย้อมชุดเดรสหรูที่ฉันใส่อยู่เป็สีโลหิต แพทย์อย่างฉันรู้ดีเลยล่ะว่าะุที่ตัดผ่านร่างน้องสาวมาฝังอยู่ในร่างตนเองนั้นอยู่ในจุดอันตรายแค่ไหน
“...อ๊อก...หม่า...ซะ.ซี...ทำไม”
เฟิ่งเสวี่ยที่ล้มหน้าแนบพื้นพยายามหันหลังกลับไปมองชายชู้ เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นระริกอย่างยากลำบาก พร้อม ๆ กับเืที่ไหลออกมาไม่หยุด
ฉันยื่นมือไปหาร่างของน้องสาวที่ห่างออกไปเพียงเอื้อม ทั้งเธอและฉันหายใจรวยรินขึ้นทุกที มือเล็กที่แทบไม่เคยแตะงานหนักของเฟิ่งเสวี่ยพยายามยื่นมาหาฉัน ปลายนิ้วของเราแตะโดนกันเบา ๆ มันเย็นเยียบกันทั้งคู่จนน่าใจหาย เธอฝืนส่งยิ้มมาทางฉัน เป็รอยยิ้มที่ไม่มีอะไรแอบแฝงดังเช่นหลายปีที่ผ่านมา
...ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับตอนที่ฉันรับเธอที่ยังเป็เพียงทารกมาจากคนที่ชื่อว่าแม่
“พี่...คะ... หนู...ขอโทษ หนูไม่ได้...ตั้งใจ... หนูแค่อิจฉา...พี่ ...พี่ที่ทำทุกอย่าง....ด้วยตัวเองได้” เฟิ่งเสวี่ยพูดด้วยเสียงกระท่อนกระแท่น หยาดน้ำใสไหลรินไม่หยุด “หนู...โดนเปรียบเทียบ...กับพี่ เกลียดตัวเอง...ที่เป็ตัวถ่วง...แค่ก! ...อยู่เสมอ”
“...”
“หนูมันบ้า...ที่ทำร้ายพี่...ด้วยเื่แค่นั้น...ทั้ง ๆ ที่... ตลอดมา...”
“...”
“พี่เป็พี่ ที่หนู...ภูมิใจ ค่อก ๆ ...หนูรัก...พี่นะคะ”
...เธอจากไปแล้ว พร้อมกับความรู้สึกผิดและรอยยิ้มสุดท้าย เพราะเธอเป็น้องสาวที่รักมาก เพราะเธอไม่ใช่เด็ก ๆ ที่ฉันต้องคอยอุ้มไปมาแล้ว ฉันถึงได้คาดหวังเสมอว่าเธอจะคิดได้ด้วยตัวเอง
ถ้ารู้แบบนี้ฉันคงไม่ดัดนิสัยเธอด้วยวิธีแบบนี้แต่ต้น แต่จะนั่งคุยกับเธอดี ๆ ั้แ่แรก...
ถ้าเป็ไปได้ฉันอยากจะให้เรามีเวลาด้วยกันมากกว่านี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้มาใช้เวลาด้วยกันแบบสมัยก่อน และบอกเธอให้รู้ว่าที่ฉันมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็เพราะว่าฉันมีเธอเป็กำลังใจและคอยอยู่เคียงข้างเสมอมาั้แ่วันนั้น
...แต่มันก็เป็แค่ความเสียใจที่ไม่มีทางย้อนคืนมาได้
…
‘...แม่...ฮึก ...แม่ไม่รักเรา... แม่ทิ้งเรา ฮึก ฮืออออ’
‘ปี้...จ๋า...เปนอันใยหยอ?’
เด็กสาวตัวเล็ก ๆ มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงหน้าฉัน เธอที่เห็นฉันเศร้าก็ทำท่าจะร้องไห้ตามฉัน แต่ฉันไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะดึงเธอเข้ามาปลอบโยน
‘ฮืออออ แม่...แม่ไม่รักเรา...แม่.ฮืออออ’
เฟิ่งเสวี่ยกลั้นสะอื้น เธอโผเข้ากอดฉัน เธอใช้มือเล็ก ๆ ของตัวเองลูบหัวใช้ พยายามพูดปลอบ ทั้ง ๆ ที่ยังพูดได้ไม่ชัด พยายามส่งยิ้มมาแม้จะมีน้ำตา
‘ปี้มีหนูนะ...ฮึก ปี้จ๋ายังมีหนูนะ...’
…
“...พี่ก็รักน้องนะ”
ฉันพูด โดยที่มือข้างหนึ่งก็ยังจับมือที่เฟิ่งเสวี่ยยื่นมาก่อนจะตาย ดวงตาของฉันมันคงเต็มไปด้วยความเสียใจ แต่ยามที่เหลือบมองไปยังอีกคนมันคงมีแต่ความชิงชัง
“...คะ ความผิดเธอนั่นแหละ เพราะเธอไม่แต่งกับฉัน!! ไม่ยกสมบัติของเธอให้ฉัน!! ฉันถึงต้องเข้าทางน้องเธอแทน ทีนี้เธอกลับ...เพราะเธอนั่นแหละ!! ทุกอย่างมันเป็ความผิดของเธอ!!! ไม่ใช่เพราะฉัน...ไม่...ไม่...ไม่ใช่เพราะฉัน!!!!!”
อู่หม่าซีร้องลั่น คนของฉันจับเขาตรึงอยู่กับพื้น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวน่าสมเพช
“...นาย...ไม่มีวันได้...ในสิ่ง...ที่ต้อง...การ”
ฉันส่งสายตาสื่อความหมายให้บอดี้การ์ดคนสนิท ก่อนที่เสียงพูดของฉันเริ่มขาด ๆ หาย ๆ และดวงตาเริ่มพร่าเลือน แต่ยังสามารถเห็นเืสีสดที่ไหลย้อมเสื้อสีขาวจนกลายเป็สีแดง ทั้งยังไหลไปผสมรวมกับเืของน้องสาวบนพื้นผสมรวมกันจนแยกไม่ออกว่าเืนั้นเป็ของใคร
ฉันยิ้มสมเพชตัวเองน้อย ๆ ดวงตาค่อย ๆ ปิดลง โดยที่ความทรงจำสุดท้ายก่อนจะตายคือวันก่อนที่ตัวเองจะก้าวเดินออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
‘แซ่เหรอ?’
‘ใช่ ‘เฟย’ จากคำว่าโผบิน พวกเราจะออกจากบ้านเด็กกำพร้า ทิ้งตัวตนในอดีตแล้วโผบินสู่โลกกว้าง’
…
...ฉันจะโบยบิน
‘จะเป็ดั่งหงส์ที่ไม่มีอะไรมาผูกมัด’