“เข้าใจแล้ว ถ้าหลานทำธุรกิจที่อำเภอหลี่ว์แล้วเจอเรื่องยากลำบากอะไรก็บอกน้าเขยได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“ครับ น้ารอง ผมรบกวนน้าเขยไปหลายเรื่องแล้ว คงไม่เกรงใจอะไรพวกน้าอีกหรอกครับ” สือเจียงหย่วนกล่าวพลางหัวเราะ
ชุยซิ่วถิงพอจะรู้เรื่องราวอยู่บ้าง แต่เรื่องที่สือเจียงหย่วนกับสามีของเธอกำลังทำเรื่องอะไร หรือดำเนินการอย่างไรนั้นเธอไม่รู้
เย็นวันนั้นหลังจากหนิงเหิงเลิกงาน เขากินข้าวเย็นอย่างลวกๆ จากนั้นก็เข้าไปคุยกับสือเจียงหย่วนที่ห้องหนังสือ ทั้งคู่พูดคุยกันเป็นเวลานาน
ตอนชุยซิ่วถิงเดินผ่านห้องหนังสือ เธอก็ได้ยินเสียงสามีของเธอทุบโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ‘ปัง’
เธอตกใจเล็กน้อยและคิดว่าจะบุกเข้าไปดีหรือไม่ หรือว่าสามีของเธอกับสือเจียงหย่วนจะทะเลาะกัน เธอควรเข้าไปไกล่เกลี่ยหรือเปล่า
แต่ไม่คิดว่าเธอกลับได้ยินสามีของเธอร้องอุทานอย่างชื่นชม “น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ หุ้นส่วนทางธุรกิจของหลานคนนี้ ดูท่าคงไม่ชอบตำแหน่งในหน่วยงานราชการ ไม่อย่างนั้นน้าอยากชวนเขามาทำงานที่สำนักงานเศรษฐกิจจริงๆ เลย”
ที่แท้สามีของเธอทุบโต๊ะก็เพราะเขาตื่นเต้นนี่เอง ชุยซิ่วถิงเบะปากแล้วเดินจากไป ขอแค่พวกเขาไม่ทะเลาะกันก็พอ
เมื่อคิดถึงรอยยิ้มอันดื้อรั้นบนใบหน้าของคังอิง สือเจียงหย่วนก็ส่ายหน้าบอก “เป็นไปไม่ได้หรอกครับ เธอชอบทำธุรกิจ คนอย่างเธอคงทนกับกฎระเบียบมากมายของหน่วยงานราชการไม่ได้แน่ อีกอย่างผมรู้สึกว่าข้อจำกัดต่างๆ ในระบบราชการไม่อาจทำให้เธอแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่”
หนิงเหิงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “จะมาทำงานที่นี่หรือไม่ก็ไม่สำคัญ ขอแค่เธอมาทำธุรกิจที่นี่ก็พอ พอถึงตอนนั้นบริษัทของพวกเขาก็จะเป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่ของที่นี่ เราต้องสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่แน่นอน”
เดิมทีหนิงเหิงคิดว่าจะรับคนที่มีความสามารถโดยไม่ยึดติดว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร แต่คิดไม่ถึงว่าคังอิงกลับไม่สนใจตำแหน่ง ‘พนักงานประจำ’ เขาจึงได้แต่ล้มเลิกความคิดนี้อย่างขัดเขิน
ตอนที่หนิงเหิงได้ยินชื่อเธอจากสือเจียงหย่วน เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชาย ความคิดดังกล่าวติดอยู่ในหัวของเขา ในอำเภอหลี่ว์มีนักธุรกิจหญิงไม่มาก เขาจึงไม่ทันคิดสักนิดว่าคังอิงเป็นผู้หญิง
สือเจียงหย่วนยิ้มแล้วกล่าวว่า “เรื่องที่จะมาตั้งบริษัทที่นี่ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ ถ้าคังอิงไม่ใช่คนที่รักบ้านเกิดของตัวเองล่ะก็ เธอคงไม่เสนอแผนเหมารวมห้างสรรพสินค้ามิตรภาพออกมา แผนการนี้เอื้อประโยชน์ต่อการจัดการบุคลากร
“แนวคิดของเธอในบรรดาผู้หญิงนั้น ถือว่าโดดเด่นและไม่เหมือนใคร แม้แต่ผู้ชายก็ยังหาคนที่มีความสามารถแบบเธอได้ยาก”
หนิงเหิงพยักหน้าอย่างชื่นชมแล้วกล่าวว่า “น้าเข้าใจแล้ว เธอเป็นคนที่สร้างสรรค์วิธีคิดใหม่ๆ ด้านงานบุคคลจริงๆ ทั้งเอาใจคนและไม่ขัดขวางการพัฒนาของยุคสมัยอีกด้วย อ๊ะ ไม่สิ ไม่ถูกต้อง หลานบอกว่าคังอิงคนนี้เป็นผู้หญิงงั้นเหรอ? น้าคิดว่าเป็นผู้ชายมาตลอดซะอีก”
หนิงเหิงเลิกคิ้วขวาขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขาเปล่งประกายหยอกเย้า
สือเจียงหย่วนรู้สึกว่าน้าเขยของเขาในตอนนี้เหมือนกับตอนที่ยังเป็นหนุ่มๆ ที่พาพวกเด็กๆ อย่างเขาไปเก็บผลไม้ป่าบนภูเขา และไปจับปลาที่แม่น้ำ เพราะเขาคุ้นเคยกับท่าทางเลิกคิ้วขวานี้ของน้าเขยเป็นอย่างดี นี่เป็นท่าทางประจำตัวของอีกฝ่ายเวลาที่จะทำอะไรที่มัน ‘ซุกซน’
สือเจียงหย่วนเห็นท่าไม่ดีขึ้นมา แน่นอน หนิงเหิงยิ้มแล้วเอ่ยถามขึ้น “ทำไมหลานใส่ใจเรื่องของคังอิงขนาดนี้ล่ะ?”
“เพราะผมมีหุ้นในบริษัทนั้นไม่ใช่เหรอครับ? ยิ่งไปกว่านั้นผมยังเป็นผู้ลงทุนหลักอีกด้วย” สือเจียงหย่วนบอกอย่างใจเย็น
หนิงเหิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นสือเจียงหย่วนใส่ใจเรื่องของผู้หญิงคนไหนมากขนาดนี้มาก่อน เขาคิดว่าสือเจียงหย่วนมีแฟนแล้วเสียอีก คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะคิดเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก
หนิงเหิงจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เอาละ หลานจะให้น้าทำอะไร น้าก็จะทำตามที่หลานต้องการ น้าจะรีบผลักดันเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด กุญแจสำคัญก็คือพอมีแผนของคังอิงแล้ว เรื่องต่างๆ ก็จัดการได้ง่ายขึ้นมากจริงๆ
“แต่หลานแน่ใจหรือว่าเธอจะรับผิดชอบผลที่ตามมาจากเรื่องนี้ได้? ถ้าทำตามแผนเดิม แม้ว่าพนักงานที่ถูกย้ายไปยังแผนกอื่นจะมีความรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ก็คงไม่เกิดผลกระทบร้ายแรงอะไร แต่คงจะทำให้พวกหลานเหนื่อยน้อยกว่า”
สือเจียงหย่วนส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ทำตามแผนของคังอิงเถอะครับ ผมรู้สึกว่าเธอเป็นคนลึกลับบอกไม่ถูก ถ้าจะบอกว่าเธออยากหาเงิน ก็คือเธอต้องการหาเงินอย่างเร่งด่วนจริงๆ
แต่ถ้าจะบอกว่าเธอไม่ได้กระตือรือล้นอยากหาเงินขนาดนั้นล่ะก็ ดูแผนที่เธอเสนอมาสิ เห็นชัดว่าเธอกำลังแบกภาระหนักเอาไว้เอง แสดงว่าบางทีเธออาจจะมีวิธีแก้ไขเรื่องนี้อยู่ก็ได้”
เมื่อหนิงเหิงได้ยินสือเจียงหย่วนพูดแบบนี้ เขาก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่กล่าวว่า “งั้นก็ทำตามใจพวกเธอเถอะ น้าจะช่วยเหลือพวกเธอเอง สัญญาครั้งนี้ของพวกเธอถือเป็นเกณฑ์มาตรฐาน เป็นธงนำทาง จากนี้ไปทุกคนจะต้องจดจ้องความสำเร็จและความล้มเหลวในการปรับโครงสร้างของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพอย่างแน่นอน”
“วางใจเถอะครับ น้าเขย ผมไม่เคยลงสนามต่อสู้โดยที่ไม่มีการเตรียมพร้อมมาก่อน” สือเจียงหย่วนกล่าวอย่างมั่นใจ
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความวุ่นวาย
เช้าวันต่อมา คังอิงตื่นนอนตอนหกโมงเช้า พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูร้อนแต่แสงแดดยามเช้าก็ยังคงอ่อนโยน
คังอิงหยิบหมวกไม้ไผ่สานทรงกรวยมาใส่ จากนั้นก็สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว เธอนำบทเรียนจากการไปแปลงผักก่อนหน้านี้มาปรับใช้ ต่อให้เธอสวมกางเกงขายาวแต่ไม่ได้สวมเสื้อแขนยาว แมลงตัวเล็กๆ ที่มองไม่เห็นก็ยังกัดเธอจนแขนเต็มไปด้วยตุ่ม
คราวนี้คังอิงฉลาดขึ้นแล้ว เธอไม่เพียงแต่รวบขากางเกงขายาวเอาไว้เท่านั้น แต่เธอยังรัดแขนเสื้อเอาไว้ด้วย จากนั้นก็แบกจอบไปที่แปลงผักของตนเอง
หลังจากเธอขลุกอยู่ที่นี่หลายวัน แปลงผักของคังอิงก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ขี้เถ้าจากฟางข้าวต่างๆ ก็เผาเรียบร้อยแล้ว
พี่รองจางเคยบอกเธอว่าหากขี้เถ้าจากพืชต่างๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวหรือออกเทา แสดงว่ามันไม่มีสารอาหารแล้ว แต่หากเป็นสีเทาเข้มถึงดำแบบนี้แสดงว่ามันมีสารอาหารจำนวนมาก
ผืนดินตรงนี้ค่อนข้างขาดสารอาหาร ดังนั้นการใช้ขี้เถ้าพืชต่างๆ ทำเป็นปุ๋ยถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด วันนี้สิ่งที่คังอิงต้องทำก็คือการนำขี้เถ้าพืชต่างๆ ไปโปรยไว้ในแปลงผักแต่ละแปลง
เธอหยิบตะกร้าสานมาใบหนึ่ง แล้วใช้จอบโกยขี้เถ้าพืชใส่ในบุ้งกี๋ จากนั้นเธอก็ใช้มือทั้งสองข้างหิ้วบุ้งกี๋แล้วเดินโปรยขี้เถ้าพืชไปตามแปลงผัก ขี้เถ้าพืชโปรยลงบนแปลงผักแต่ละแปลงอย่างสม่ำเสมอ
พอเธอโปรยขี้เถ้าพืชเสร็จแล้ว คังอิงก็หยิบจอบขึ้นมาแล้วเริ่มขุดหลุม เธอขุดหลุมสี่หลุมในแนวนอนและยี่สิบหลุมในแนวตั้งในแปลงผักแต่ละแปลง ระยะห่างระหว่างหลุมในแนวนอนนั้นเท่ากับความกว้างของฝ่ามือหนึ่ง ส่วนระยะห่างระหว่างหลุมในแนวตั้งนั้นก็ใกล้เคียงกัน
เธอทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแปดโมงเช้า พระอาทิตย์เริ่มส่องแสงจ้า คืนนี้คังอิงวางแผนจะไปขอต้นผักบุ้งกับต้นมันเทศมาจากอาซ้อรองจางเพื่อเอามาปลูก และเธอก็จะซื้อกระเทียมมาด้วย แล้วก็จะจัดการกับพื้นที่เล็กๆ ด้านข้างเพื่อปลูกกระเทียมโดยเฉพาะ ต้นกระเทียมเป็นผักที่ขาดไม่ได้ในอาหารเลิศรสหลายประเภท
คังอิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ราวกับกำลังจะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่สำเร็จ เธอเอาจอบแช่น้ำในแอ่งเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ แปลงผัก เพื่อล้างดินออก และเพื่อให้ด้ามจอบดูดซับน้ำก่อนนำมันกลับเข้าบ้าน
ตอนที่เธอแบกจอบเดินไปใกล้ถึงบ้าน วั่งฉายที่ได้ยินเสียงเธอก็วิ่งออกมาจากในบ้านเพื่อต้อนรับ
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน วั่งฉายเริ่มผลัดขน ขนสีดำเริ่มงอกขึ้นมา มันไม่ได้ดูกลมปุ๊กลุ๊กเหมือนตอนที่ยังเป็นลูกสุนัขตัวเล็กๆ อีกต่อไป
วั่งฉายดูสนิทสนมกับคังอิงมาก จริงๆ แล้วการเลี้ยงดูสุนัขมาตั้งแต่ยังเล็กย่อมทำให้พวกมันผูกพัน พอเห็นคังอิงปรากฏตัวขึ้น หางสั้นๆ ของมันก็กระดิกไม่หยุด ราวกับเป็นเด็กที่รอคอยให้เธอกลับบ้านอย่างใจจดใจจ่อ