"เื่นี้เป็เื่ใหญ่ เ้าสาม...รอให้หายดีก่อน ถ้ายังยืนยันคำเดิมย่าก็จะพิจารณาเื่นี้อีกที" คุณย่าหวงพูดขึ้น หลังจากที่เงียบฟังอยู่สักพัก
"ผมตัดสินใจแล้วครับ"
"แกไม่ได้ยินที่ผู้าุโพูดเหรอ จะรั้นให้มันได้อะไรขึ้นมา" คุณพ่อหวงชี้หน้าลูกชายมือสั่น
ต้องยอมรับว่าหวงจิ่นกวงไม่ใช่ลูกชายที่คุณพ่อหวงรักที่สุด เพราะคนที่ท่านรักและหวังจะฝากชีวิตเอาไว้ด้วยก็คือลูกชายคนโต ถึงขั้นหลังจากที่เกษียณก็เตรียมจะมอบตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านต่อจากตนเองเอาไว้แล้วเรียบร้อย
"ถ้าหากฟังเหตุผลของผม ทุกคนก็จะเข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องทำแบบนี้ หวังว่าคุณย่าจะสนับสนุนด้วยครับ" หวงจิ่นกวงลุกขึ้นทำความเคารพย่าที่เขาเคารพ แล้วก็เดินจากไป
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้น ทุกคนต่างไม่มีใครกล้าหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว
คุณแม่หวงอุตส่าห์ซื้อกระดูกหมูมาทำซุปต้อนรับลูกชาย แต่เ้าตัวยังไม่ทันได้กิน ก็เดินจากไปแล้ว
สำหรับคนที่อุ้มท้องลูกมา ย่อมต้องรักและเป็ห่วงลูกทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ที่แสดงออกมากไม่ได้ เพราะรู้ว่าสามีไม่ค่อยลงรอยกับลูกชายคนที่สามเท่าไหร่
"เื่นี้แม่ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ ถึงอย่างไรการตัดสินใจทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับแม่เพียงคนเดียว ถ้ามันยังดื้อแพ่งไม่ยอมฟัง ก็คอยดูแล้วกันว่าพ่อคนนี้จะจัดการลูกอกตัญญูคนนั้นอย่างไร" คุณพ่อหวงพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะอาหารไป
ทุกคนต่างทำหน้าเสียดาย มองชามซุปกระดูกหมูตาละห้อย ไม่ง่ายเลยที่จะได้กินอาหารจานเนื้อ ถึงจะเป็แค่กระดูกหมูก็เถอะ ก็ยังดีกว่ากินผักป่าลวกจิ้มน้ำพริกก็แล้วกัน
"กินข้าวต่อเถอะ" คุณย่าหวงพูด จากนั้นก็จับตะเกียบขึ้นมากินข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนหยางจูและลูกชายก็ยังไม่มีใครได้กินข้าว เธอกำลังฟังคำตอบจากสามีอยู่ ถ้าให้เธอเดาก็คิดว่าเื่นี้เป็ไปได้ยาก ขึ้นอยู่กับว่าสามีจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนแล้วล่ะ
ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเปิดประตูเข้าห้องมา เธอก็รีบลุกขึ้นยืน มองเขาอย่างใจจดใจจ่อ รอฟังเอาคำตอบ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รู้เจตนาของเธอ เพราะตอนนี้เขาเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร รอให้เธอตักข้าวให้อยู่
"เป็ไงบ้างคะ?" หยางจูเดินตามกลับมานั่งยังที่ของตัวเอง ถามสามีด้วยตาเป็ประกาย
"กินข้าวก่อนเถอะครับ" หวงจิ่นกวงกลัวว่าหากบอกไปแล้วเกรงว่าภรรยาจะไม่ยอมให้ตนกินข้าว อย่างไรตอนนี้ร่างกายเขาจำเป็อย่างยิ่งที่ต้องได้รับการบำรุง
"ก็ได้ค่ะ"
เห็นแก่ที่ลูกชายหิ้วท้องรอกินมื้อเย็นพร้อมพ่อของเขาหรอกนะ ทั้งที่เธอหลอกล่อลูกชายสารพัด เ้าตัวเล็กก็ไม่ยอม บอกแค่ว่าจะรอกินพร้อมผู้เป็พ่อ
กับข้าววันนี้หยางจุไม่ได้ทำอะไรเป็พิเศษ ผัดมะเขือยาวใส่ไข่ ซุปสาหร่าย แล้วก็หน่อไม้ผัดพริก เธอไม่อยากให้สามีได้ใจ ว่าการที่เขากลับมาแล้วจะต้องได้รับการดูแลเป็พิเศษ เพราะแน่นอนว่าอยู่นานไป ก็ต้องอยู่กันแบบเรียบง่าย ไม่สู้ทำให้ง่ายั้แ่แรกเลยจะดีกว่า
ระหว่างกินข้าวไม่มีบทสนทนาใดๆ หวงจิ่นกวงนั่งหลังตรง ข้าวไม่หล่นจากชามเลยสักเม็ด ความเร็วในการกินของเขาถือว่าเร็วมาก เธอเพิ่งจะเคี้ยวข้าวไปได้ 4-5 คำ เขาก็วางชาม ตะเกียบลงแล้ว ลูกชายเห็นแบบนั้นก็รีบวางชามข้าวของตัวเองลงเหมือนกัน
"กินต่อให้อิ่มเถอะ พ่อไม่เคร่ง" หวงจิ่นกวงเห็นลูกชายไม่ยอมกินต่อ เขาจึงบอกลูกชายเสียงเรียบ
ั้แ่เป็ทหาร ยอมรับว่าความอ่อนโยนของเขาแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ติดนิสัยแข็งกระด้างมาจากค่ายทหาร ที่นั่นเขายิ้มนับครั้งได้ เพราะแต่ละสถานการณ์ที่ต้องเจอ ทำให้แต่ละคนถึงกับยิ้มไม่ออก
"ครับ" เด็กน้อยไม่กล้าขัดคำสั่ง ก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามของตัวเองต่อไป
หวงจิ่นกวงหันไปมองคนข้างๆ พบว่าเธอไม่ได้ใกับการกินของเขา แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตากินข้าวอย่างเงียบๆ ั้แ่เมื่อไหร่กันที่ผู้หญิงคนนี้รู้จักคำว่ามารยาท? ปกติเวลากินข้าวเธอจะเคี้ยวเสียงดังไม่ต่างจากหมู แต่วันนี้เขาแทบไม่เห็นเธออ้าปากตอนเคี้ยวอาหาร
กินมื้อเย็นเสร็จแล้ว หยางจูก็จัดการล้างถ้วยชามให้เสร็จเรียบร้อย ไม่อยากแช่ไว้ในห้อง เพราะแค่ทำอาหารในห้อง ตอนนี้กลิ่นอาหารก็ติดตามม่าน ที่นอนไปหมดแล้ว
กลับเข้าห้องมาก็เห็นลูกชายกำลังอ่านหนังสือให้ผู้เป็พ่อฟัง ซึ่งเป็แค่อักษรง่ายๆ แล้วชี้บอกว่าตัวนี้คือตัวอะไรเท่านั้น แต่ดูเหมือนผู้เป็พ่อจะภูมิใจอยู่ไม่น้อย
"อ่านอะไรกันอยู่เหรอ" ถึงจะรู้ว่าอ่านอะไร แต่เธอก็ต้องแสดงความเป็มิตรไปก่อน เพราะถึงอย่างไรการแยกบ้านก็ต้องอาศัยสามีเป็คนจัดการ
"กำลังท่องหนังสือให้พ่อฟังครับ"
"คุณเป็คนสอนลูกเหรอ?" หวงจิ่นกวงถามขึ้น พร้อมทั้งจ้องตาเธอเขม่น คล้ายกำลังสืบสวนนักโทษก็ไม่ปาน
"แล้วเขาบอกคุณว่าอะไรล่ะ" เธอไม่ตอบ แต่ถามกลับเขาแทน จากนั้นก็หยิบเอาเสื้อผ้าของสามีที่ซักไปเมื่อเช้ามาพับให้เป็ระเบียบเรียบร้อย กว่าจะทำให้เสื้อผ้าพวกนี้ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบได้ หมดน้ำยาปรับผ้านุ่มไปเยอะอยู่เหมือนกัน
"ผมบอกพ่อไปแล้วว่าแม่เป็คนสอนครับ" เด็กน้อยพูดแทรกขึ้น
"ผู้ใหญ่คุยกันเด็กพูดแทรกใช้ได้ที่ไหนกัน"
"ขอโทษครับ" เห็นพ่อดุแบบนี้เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ
"พูดเื่เมื่อเย็นมาได้แล้วล่ะ ตกลงว่าสำเร็จหรือเปล่า?" หยางจูถอนหายใจ เห็นสามีหน้าตึงใส่ลูกชายก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมานิดๆ เธอว่าตัวเองแสดงออกได้น่าเกลียดแล้วนะ เขาน่าเกลียดกว่าเธอเป็ไหนๆ
"ยัง แต่คิดว่าเร็วๆนี้คงจะสำเร็จ"
"เร็วๆนี้ เมื่อไหร่คะ?" หยางจูมองหน้าหาเื่ คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคงทำไม่ได้ ยังจะมีหน้ามาบอกว่าจะสำเร็จเร็วๆนี้ ทั้งที่ล้มเหลวั้แ่ก้าวเท้าออกจากห้องแล้ว
"พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปรายตัวที่ในเมือง"
"แผลคุณหายดีแล้ว?"
"ดีขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรหรอก"
หยางจุมองบนให้กับความเฉยชาของอีกฝ่าย เธอเข้าใจว่ายุคนี้ผู้ชายมักจะวางท่าเป็ใหญ่ ดูจากพ่อสามีก็น่าจะรู้ "ฉันได้ยินพี่ใหญ่พูดว่าถนนขัดหลายจุด คงจะเดินทางไม่ได้สักระยะ ต้องรอให้ทางการมาซ่อมแซมเสียก่อน"
"เมื่อคืนผมเพิ่งมาถึงบ้าน" ความจริงเขาอยากจะบอกว่า เส้นทางที่บอกว่าขาด เขาก็ผ่านมาแล้ว จะต้องกลัวอะไรอีก แต่ี้เีพูดยาวๆเท่านั้น
"อ้อ ฉันไม่ลืมค่ะ แล้วก็จำได้ดีด้วยว่าคุณกลับมาด้วยสภาพแบบไหน"
เจอคำตอบนี้ของภรรยาเข้าไปทำเอาเขาถึงกับพูดไม่ออก เพราะภาพพี่ใหญ่แบกเขากลับเข้าบ้านนั้นต้องบอกว่าไม่น่าประทับใจเลยสักนิด แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาเองก็ตากฝนเดินทางมาเป็เวลาหลายวันเหมือนกัน
เพราะไม่ใช่แค่แถบนี้ที่ได้รับผลกระทบ เกือบทั้งมณฑลนี้ได้รับผลกระทบจากพายุลูกเห็บนี้ทั้งนั้น
เช้าวันถัดมา หยางจูตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นคนบนเตียงแล้ว เมื่อคืนนี้เธอก็นอนบนฟูกกับลูกชาย โดยให้เหตุผลเดิมคือกลัวติดหวัดจากเขา เลยไม่ยอมขึ้นไปนอนบนเตียง ซึ่งเขาเองก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไร
"ไปไหนของเขาแต่เช้านะ" เธอบ่นกับตัวเอง แต่ก็ไม่คิดจะเดินตามหา
ลุกขึ้นมาทำมื้อเช้า แล้วก็จัดการกับธุระส่วนตัวของตัวเอง จากนั้นก็ปลุกลูกชายให้ตื่นลุกขึ้นไปล้างหน้า เตรียมกินมื้อเช้า