บทที่ 13 ตบหน้าจ้าวหยวนหลิน, รากิญญาศักดิ์สิทธิ์!
สายตาของหลี่กวนฉีมองเห็นว่า ณ ขณะนี้ ราวกับว่าใน์และพิภพเหลือเพียงลู่คังเหนียนเพียงผู้เดียว
ร่างที่เหยียบย่างมาบนแสงเรืองรองนั้น ดุจดั่งเซียนที่ถูกเนรเทศ มีกลิ่นอายเหนือโลกีย์
บุคคลเช่นนี้ แม้ไม่ต้องทำสิ่งใด เพียงยืนอยู่ตรงนั้น ก็จะถูกสังเกตเห็นในทันที
“คารวะท่านเ้าสำนัก!”
“คารวะท่านเ้าสำนัก!”
บรรดาผู้าุโและศิษย์ทั้งหลายของสำนักกระบี่ต้าเซี่ย ในชั่วขณะนั้นต่างวางมือจากกิจการทั้งปวง ก้มกายคำนับต่อร่างที่ลอยเด่นอยู่กลางนภา
ลู่คังเหนียนกวาดตาคมกริบไปทั่วลาน เอ่ยเสียงทุ้มว่า “ผู้าุโแห่งยอดเขาอันสง่างาม กลับมาชักเย่อกันเยี่ยงนี้ จะเป็แบบอย่างอันใดกัน! ผู้าุโทั้งหมดจะถูกลงโทษด้วยการริบเบี้ยหวัดสามเดือน!”
บรรดาผู้าุโทั้งหลายได้ยินวาจานี้ต่างแสดงสีหน้าขมขื่น สามเดือนเชียวนะ!
เมื่อเ้าสำนักอยู่ที่นี่ พวกเขาก็ไม่กล้าพูดอันใด ได้แต่พยักหน้ารับคำเท่านั้น
หลานเหอจ้องมองลู่คังเหนียนด้วยสายตาอาฆาตแค้น พร่ำบ่นว่า “ข้าจะไม่มีเงินซื้อเครื่องประทินโฉมในอีกหลายเดือนข้างหน้าแล้ว!”
ลู่คังเหนียนหันไปมองหลานเหอ พูดอย่างเรียบเฉยว่า “หลานเหอขัดคำสั่งเ้าสำนัก ให้ลงโทษเพิ่มอีกหนึ่งเดือน เดือนนี้ให้สอนศิษย์สายนอกเพิ่มอีกสิบครั้ง”
จากนั้นก็หันหน้าไปทางอื่น ไม่สนใจสายตาอยากจะกินเืกินเนื้อของหลานเหออีก
หลี่กวนฉีเห็นภาพนี้กลับรู้สึกว่าบรรยากาศในสำนักนี้ไม่เลวเลย
แม้แต่ผู้าุโแห่งยอดเขาเทียนสุ่ยยังกล้าล้อเล่นกับเ้าสำนัก แค่เงินเดือนเดียวเท่านั้น สำหรับตำแหน่งผู้าุโแล้วก็เป็เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น
การลงโทษผู้าุโของท่านเ้าสำนัก ก็เป็เพียงการสอนพิเศษให้ศิษย์ภายนอก
หลี่กวนฉีพึมพำกับตัวเองว่า “บางที...สำนักนี้อาจเป็ที่พักพิงที่ดีก็ได้”
ลู่คังเหนียนค่อย ๆ ร่อนลงมายืนบนแท่นสูง เงยหน้ามองแสงสีทองที่ทอประกายเต็มท้องฟ้า
ใบหน้าของเขาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน มองตรงเข้าไปในดวงตาของหลี่กวนฉี โดยไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ
“ข้าชื่อลู่คังเหนียน เป็เ้าสำนักรุ่นที่สามสิบแปดของสำนักกระบี่ต้าเซี่ย” เขากล่าวอย่างจริงจังและจริงใจ “เ้าชื่ออะไร?”
แม้ว่าหลี่กวนฉีจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูค่อนข้างเก่า แต่เขาก็ยังจัดแจงเสื้อผ้าของตน ทำความเคารพอย่างมีมารยาทและสง่างามราวกับคนชั้นสูง!
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่กวนฉียังคงรักษาความสงบเยือกเย็นตลอดเวลา อุปนิสัยเช่นนี้ยิ่งทำให้ลู่คังเหนียนชื่นชมเขามากขึ้น
จ้าวหยวนหลินพยายามลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก ความเ็ปทั่วร่างราวกับถูกไฟลนทั้งตัว!
แต่ความเ็ปทางร่างกายนี้ ยังเทียบไม่ได้กับความแค้นในใจของเขาแม้แต่น้อย!
ดวงตาทั้งสองจ้องมองร่างบนเวทีอย่างเอาเป็เอาตาย จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากสำนักกระบี่ต้าเซี่ยไป
หลี่กวนฉีมองเงาด้านหลังของจ้าวหยวนหลินอย่างลึกซึ้ง จากนั้นจึงเอ่ยปาก
“ตอบท่านเ้าสำนัก ข้าชื่อหลี่กวนฉีขอรับ”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ดวงตาของลู่คังเหนียนก็เปล่งประกายขึ้นทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้นอีกหลายส่วน!
เหล่าผู้าุโของแต่ละยอดเขาเห็นเช่นนั้น ก็รีบส่งกระแสจิตสื่อสารกระซิบกระซาบกันทันที
‘พวกเ้าเห็นหรือไม่? ตาเฒ่าลู่ออกมาขัดขวางกลางทางเสียแล้ว!’
‘จิ๊ ๆ นี่เขารับอู่ปิ่งเข้ามาเป็ศิษย์ปิดสำนัก*[1]แล้ว ยังจะเปิดประตูสำนักอีกรอบหรือ?!’
‘ถุย! ลู่คังเหนียนผู้ไร้ยางอาย เปิดประตูปิดประตูง่ายดายเช่นนี้เชียวหรือ’
ลู่คังเหนียนกวาดตามองผู้คนรอบข้างอย่างไม่ตั้งใจ ทุกคนก็หุบปากเงียบทันที
“ดี ๆ ๆ ช่างเป็ชื่อที่ดีจริง ๆ! วันนี้เป็ครั้งแรกที่เ้าทดสอบรากิญญาใช่หรือไม่?”
หลี่กวนฉีเกาศีรษะแล้วพยักหน้าตอบว่า “ขอรับ แต่ก่อนทุกครั้งที่ข้าถามท่านปู่ ท่านก็ยิ้มแต่ไม่ตอบ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนเองมีรากิญญาอะไร” ลู่คังเหนียนเพิ่งสำรวจพื้นฐานร่างกายของเด็กหนุ่มเมื่อครู่นี้ และพบว่าพื้นฐานร่างกายของเขาก็ดีเยี่ยมเช่นกัน!
ขอบเขตกลั่นกายาไม่เพียงแต่ทำให้อวัยวะภายในแข็งแกร่งเท่านั้น แม้แต่เส้นลมเอ็นและกระดูกก็แข็งแรงเช่นกัน!
ดูเหมือนว่าผู้ฝึกสอนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย!
“เ้าสะดวกบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านปู่ของเ้าชื่ออะไร?”
“ซูเสวียน”
“ซูเสวียน... ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้ในหมู่ผู้ฝึกตนขอบเขติญญาแรกกำเนิดเลย...”
“ไม่เป็ไร เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้เ้าฟังว่าเหตุใดจึงเรียกว่ารากิญญาไร้ลักษณ์”
หลี่กวนฉีพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นลู่คังเหนียนก็กล่าวเสียงเบาต่อหน้าทุกคนว่า “รากิญญาไร้ลักษณ์ หรือที่เรียกว่ารากแห่งความว่างเปล่า”
“สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของรากฐานนี้คือ ผู้ฝึกตนสามารถเลือกรากฐานใดก็ได้จากแปดระบบตามใจชอบ!”
ฮึ่ย!!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกตะลึง เหลือบมองไปยังเด็กหนุ่มด้วยสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและเคารพ
“อีกทั้งการเลือกรากิญญานั้น มีความบริสุทธิ์สูงกว่ารากฐาน์อย่างมาก!”
“ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบ หากกล่าวว่าความเร็วในการฝึกฝนของรากิญญาผสมสามสายนั้นเป็เหมือนการใช้ถังน้ำหนึ่งใบเทน้ำใส่โอ่ง”
“รากิญญาแท้คู่ก็เท่ากับถังน้ำสี่ใบ ส่วนรากิญญาแท้คู่ที่เกื้อหนุนกัน ความเร็วในการฝึกฝนก็เท่ากับถังน้ำหกใบ”
“ส่วนรากิญญา์นั้นเท่ากับสิบใบ!”
ลู่คังเหนียนหันกลับไปมองหลี่กวนฉี ริมฝีปากขยับเบา ๆ พลางเอ่ยเสียงแ่เบา
“รากิญญาราชันนั้นเท่ากับสิบห้าใบ”
“ส่วนรากิญญาศักดิ์สิทธิ์นั้น… เท่ากับยี่สิบใบ!”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนที่เดิมทียังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ก็พากันฮือฮาขึ้นมาในทันที!!
และนี่คือสิ่งที่ผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนต่างกล่าวไว้
“พร์เป็ตัวกำหนดขีดจำกัดสูงสุด!”
ความพยายามสามารถชดเชยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เมื่อเทียบกับพร์ที่แท้จริง
ความวิริยะอุตสาหะทั้งหมดล้วนสูญเปล่า!
มันโหดร้ายนัก แต่นี่คือความจริงหลังจากก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเซียน
บางทีอาจมีผู้ที่ผ่านเหตุการณ์พลิกผัน ชำระร่างกายและไขกระดูก หล่อหลอมรากิญญาใหม่ ก้าวขึ้นสู่มรรคาอันสูงส่ง
แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดที่มีรากิญญาผสมสามสายสามารถก้าวข้ามขอบเขติญญาแรกกำเนิดไปได้!
หลี่กวนฉีถามขึ้นอย่างกะทันหัน “เหนือรากิญญาศักดิ์สิทธิ์ยังมีอีกหรือไม่?”
ลู่คังเหนียนเห็นใบหน้าของเหล่าคนหนุ่มด้านล่างเวทีต่างเผยแววอยากรู้ มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มมีเลศนัย
“มี!”
“โอ้! ช่างน่าทึ่งจริง ๆ!”
“์... ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกสำนักต้องดูรากิญญาและพร์! นี่มัน... ฮ่า!”
ลู่คังเหนียนกล่าวเบา ๆ ว่า “รากิญญา์นั้นถือเป็รูปลักษณ์ของอัจฉริยะ รากิญญาราชันหาได้ยากนักหนึ่งในล้าน เรียกว่าบุตรแห่ง์”
“ส่วนรากิญญาศักดิ์สิทธิ์นั้นขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลายพันปีจึงจะพบสักคน เรียกว่าปีศาจ”
“เหนือรากิญญาศักดิ์สิทธิ์ยังมีรากิญญาเทวะ ผู้ที่มีรากิญญาเช่นนี้ล้วนเป็ผู้ที่มีโชคลาภอันยิ่งใหญ่”
“รากิญญาที่นั้นเป็การแสดงออกถึงขีดสุดของรากิญญาบางประเภท! ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรนั้นเปรียบได้กับ... ถังน้ำสามสิบใบ”
“ว่ากันว่าในหกดินแดนนั้น ธิดาของเ้าผู้ครองดินแดนน้ำแข็งเพิ่งตื่นรากิญญาน้ำแข็งระดับเทวะเมื่อไม่นานมานี้”
พูดถึงตรงนี้ ลู่คังเหนียนยิ้มและกล่าวว่า “พอเถอะ เื่ของดินแดนอื่นรู้บ้างก็พอ ข้าบอกพวกเ้าเื่เหล่านี้ก็เพียงเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้พวกเ้าเท่านั้น”
“รากิญญาราชันในดินแดนต้าเซี่ยของพวกเรานั้นหายากยิ่งนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแผ่นดินชิงอวิ๋นของพวกเรา”
“วันนี้ที่มีศิษย์เข้าสำนักรากิญญาศักดิ์สิทธิ์ นับเป็ยุครุ่งเรืองของสำนัก แสดงให้เห็นถึงโชคลาภอันแข็งแกร่งของสำนักกระบี่ต้าเซี่ยของพวกเรา!”
“วันนี้ศิษย์ทุกคนที่มาเข้าสำนัก เพียงแค่มีรากิญญาสามสายก็สามารถเข้าร่วมสำนักได้ ชั่วคราวให้เข้าร่วมเป็ศิษย์สายนอกก่อน!”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ทันใดนั้นก็เกิดเสียงโห่ร้องดังสนั่น ศิษย์ที่มีรากิญญาเทียมที่เดิมไม่ได้รับการคัดเลือกต่างก็ร้องเฮดีใจกันใหญ่
“เช่นนั้น หลี่กวนฉี เ้าจะเลือกรากิญญาสายใดเล่า?”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ทันใดนั้นเหล่าผู้าุโและประมุขทุกยอดเขาต่างก็ใจเต้นตึกตัก
เพราะรากิญญาของลู่คังเหนียนคือรากิญญา์ปฐี ตราบใดที่หลี่กวนฉีไม่เลือกรากิญญาปฐี พวกเขาก็ยังมีโอกาส!
ส่วนหลี่กวนฉีก็อยากเป็นักดาบเช่นกัน และรากิญญาที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับนักดาบก็คือรากิญญาทอง!
ในตอนนี้ หลี่กวนฉีพลันตกอยู่ในสภาวะที่ประหลาดอย่างยิ่ง
ราวกับอยู่ในโลกสีขาวโพลน รอบด้านมีลูกแก้วแปดลูกที่มีสีสันแตกต่างกันกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เขาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เขากำลังจะยื่นมือไปััลูกแก้วสีทองนั้น จู่ ๆ ก็มีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจ! หันไปมองทางด้านข้าง
[1] ศิษย์ปิดสำนัก หมายถึง ศิษย์คนสุดท้ายของตนเอง