ดวงตาคู่หนึ่งที่ปิดสนิทค่อยๆเปิดขึ้นเผยให้เห็นดวงตาสีดำสนิทเป็ประกายสะท้อนแสงดวงดาวรอบตัว เฉินเฟยหรงมองไปรอบตัวเห็นดวงดาวมากมายเปล่งแสงระยิบระยับอยู่รอบตัวเขาโดยไร้เสียงใดๆ เขาลองขยับเท้าเดินบนทุ่งดวงดาวที่ไร้พื้นดินนี้ ก้มลงไปนออกจากดวงดวงที่ลอยอยู่ห่างไกลก็มีเพียงพื้นนภาสีดำ และปลายของเขาที่ยังสวมรองเท้าผ้าใบสีน้ำเงินคู่โปรดทั้งตัวเขายังคงอยู่ในชุดเดิมในวันที่เขากลับบ้านในวันหยุดนั้น
ตกลงว่าฉันตายไปแล้วหรือมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เสียงที่ออกมาเหมือนกับว่าดังก้องอยู่ในตัวเขาเองและลอยผ่านทุ่งแห่งดวงดาวนี้ไปไกล
เขาจำได้ว่าระหว่างทางกลับบ้านได้ช่วยเด็กที่จมน้ำคนหนึ่ง เื่ราวพลิกผันจนเขาโดนน้ำวนที่เกิดขึ้นกระทันหันดูดดึงร่างเขาจมลงไปใต้น้ำ คิดว่าไม่น่ารอดชีวิตมาได้
ตอนนี้เขาเป็ิญญาตนหนึ่งแล้วใช่หรือไม่หนอ....
ยกมือทั้งสองขึ้นตรงหน้าตนเอง แบแล้วกำ กำแล้วแบได้ดังใจนึกแต่ไม่รู้สึกถึงแรงมือที่ส่งออกไปแม้แต่น้อย ความสงสัยแสดงให้เห็นจากคิ้วที่ขมวดเป็ปมบนหน้าผากที่ผมปรกลงมาเล็กน้อย
ใบหน้าที่เ้าตัวเชชื่อว่าหล่อเหลาไม่เบานั้นเบือนมองไปรอบตัวอีกครั้ง ไม่ปรากฏเห็นดาวเคราะห์ใดๆที่เขารู้จัก มีเพียงแต่กลุ่มแสงสว่างเป็ดวงน้อย ใหญ่ แขวนลอยอยู่บนนภาสีมืดมิด กลุ่มทางช้างเผือกสีสันต่างๆพร่างพราวสวยงามทอดยาวไปไกลแสนไกล
ไม่รู้มาก่อนว่าชีวิตหลังความตายมันจะโดดเดี่ยวถึงเพียงนี้ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบนี้มีเขาเพียงคนเดียวกับร่างกายที่ไม่อาจรู้สึกถึงความร้อน ไม่ััถึงความหนาว ไร้ความกังวล
ยิ่งไม่มีความกลัวใดๆ ทั่วทั้งตัวเบาสบายอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
แต่ฉับพลันก็รู้สึกถึงควาบรู้สึกร้อนวูบวาบทั่วกาย! ร่างเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าการรับรู้ถึงตนเองลดลง กลับรับรู้ถึงสิ่งรอบข้างอย่างเฉียบคม ชั่วเวลานั้นดังเวลารอบข้างตัวเขาเปลี่ยนผันไปมาหลายตลบ เสียงรอบข้างเหมือนว่าถูกปรับให้อยู่ในระดับสูงสุด สับสนปนเปกันจนแยกเสียงใดเป็เสียงใดไม่ออก เขารู้สึกเพียงน่ารำคาญเหลือเกิน! อยากจะใช้มือปิดกั้นความปั่นป่วนวุ่ยวายทั้งหมดนั้นก็ตระหนักได้ว่าตัวเขาเองตอนนี้ไม่มีร่างกายอยู่แล้ว ไม่มีหูแล้วแต่ยังรับรู้ถึงเสียง ไม่มีตาแต่ชัดเจนแท้ๆว่ามองเห็นจักวาลรอบตัวหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปอย่างไรทุกอย่างรอบตัวเขาช่างแจ่มชัด ความร้อนอึดอัดที่รู้สึกยิ่งมายิ่งรุนแรง เหตุใดมีเพียงตัวตนของเขาที่แ่บางเหลือเกิน ความปั่นป่วนโกลาหลที่เขารับรู้และได้ยินดำเนินไปเหมือนชั่วกาลทั้งเหมือนผ่านไปแค่พริบตา
ในที่สุดคล้ายว่าทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงันลง เวลาเหมือนหยุดนิ่งทั่วจักรวาลรอบตัวมืดสนิทไม่เห็นแสงดาว ทั้งร่างกายปลอดโปร่งเบาสบายหาใดเปรียบ เขาปล่อยให้ความปลอดโปร่งนี้เข้ามาแทนที่ความรู้สึกอึดอัดเหนื่อยหล้าเต็มทนนี้อย่างยินดีและดำดิ่งลงไปในความมืดมิดที่ไร้ขอบเขตนี้อย่างช้าๆ
...........
บน์เก้าชั้นฟ้า...
วันนี้เป็วันมงคลของ์อย่างเป็ประวัติการ เนื่องจากเป็วันจัดการต้อนรับผู้บำเพ็ญจากโลกมนุษย์ที่สำเร็จการบำเพ็ญจนได้เป็ส่านเซียน*ที่จัดขึ้นทุกๆหนึ่งร้อยปี และเหตุที่งานนี้มีความสำคัญมากขึ้นนั้น เพราะจำนวนของผู้ที่สำเร็จการบำเพ็ญครั้งนี้นั้นมากถึงหนึ่งพันคนเป็จำนวนที่น่าเหลือเชื่อที่ไม่เกิดขึ้นมาแล้วสามแสนปี์ แค่ฟังก็รับรู้ได้ว่างานที่จัดขึ้นคราวนี้นั้นจะต้องยิ่งใหญ่มากมายเพียงใด เทพเซียนและปีศาจจากแต่ละแคว้นแต่ละเผ่าจากเบื้องฟ้าถึงใต้พิภพทั้งแปดทิศทั่วจักรวาลต่างทยอยมาเข้าร่วมงานก่อนเวลาเพื่อยินดีกับปรากฏการณ์นี้แด่นายเหนือหัวของ์ เง็กเซียน* *เสินตี้***ผู้เป็ที่เคารพนับถือมาช้านาน
จำนวนผู้บำเพ็ญสำเร็จเป็เซียนเพิ่มขึ้น เห็นได้ว่าเป็ผลจากความศรัทธาในลัทธิเต๋ากำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด จำนวนภูติผีและอสูรนอกรีตที่ออกมาทำร้ายคนโดนกำจัด เภทภัยที่เกิดขึ้นน้อยลงตลอดร้อยปีนี้ โลกมนุษย์สงบสุข ความเชื่อและศรัทธายิ่งเพิ่มพูน พลังศรัทธาก่อเกิดกำลังเซียนส่งต่อมาถึง์ทำให้ทั่วอณาเขต์เต็มไปด้วยไอเซียนพวยพุ่ง เป็สภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การฝึกฝนพลังของเซียนใหม่อย่างยิ่ง แน่ว่าว่าการจะได้รั้งอยู่บน์ชั้นฟ้าแห่งนี้ต่อยังต้องดูว่ามีวังไหนที่้าเซียนไปรับใช้ หรือไปเป็เซียนน้อยคอยช่วยจัดระเบียบงานกองสารแห่งต่างๆ
ฯลฯ นอกจากเซียนที่จะได้รั้งอยู่ช่วยเหลืองานตำแหน่งต่างๆบน์แล้ว ก็จะเป็เซียนที่ได้รับมอบหมายให้ไปอารักขาสถานที่ต่างกันไปทั้งทั่วแปดทิศภายใต้เผ่าต่างๆซึ่งจะกล่าวในภายหลัง
….……………………………………………………………………..
*ส่านเซียน เซียนผู้ที่ยังไม่มีตำแหน่ง
**เง็กเซียน หรือเง็กเซียนฮ่องเต้ ผู้ปกครองแดน์
***เสินตี้ชื่อเรียกตำแหน่งเง็กเซียนฮ่องเต้
เสียงระฆังแก้วใสไพเราะดังขึ้น บ่งบอกว่าได้เวลารวมตัวกันสำหรับงานใหญ่ครั้งนี้แล้ว
บันไดทอดยาวสูงขึ้นไปเบื้องหน้าคือสถานที่รวมตัวในวันนี้ตาม บรรได้แก้วสีไสงดงามเปล่งสะท้านเป็สีน้ำเงินเลือนลาง เซียนแต่ละคนเริ่มปรากฎตัวขึ้นที่ชั้นบนสุดตรงบันไดค่อยๆเข้านั่งประจำที่ของตนตามการจัดสรรของเซียนรับใช้ที่คอยอยู่หน้าโถงเอกของหอแก้วเนรมิตแห่งนี้
เมื่อเข้าไปจะได้กลิ่นหอมจรุงจากดอกไม้นานาพรรณที่ประดับประดาอยู่ที่เสาแต่ละต้นภายในโถง
เหล่าส่านเซียนที่มารับหารอวยพรจากเง็กเซียน นั่งอย่างสำรวมอยู่สองฝั่งอยู่ก่อนแล้ว มีพรมสีทองทอดยาวเป็ทางเดินอยู่ตรงกลางด้านมีขั้นบันไดสู่แท่นประทับด้านหน้า ตรงกลางเป็ที่ประทับเง็กเซียนและเสินโฮ่ว*เคียงกัน ที่ประทับเป็เก้าอี้แก้วเลี่ยมทองรูปทรงที่สลักเสาตลอดตัวดั่งเมฆ์ลอยอยู่เหนือลำตัวัที่กระวัดพันเกี่ยวเก้าอี้ไว้หางอยู่ที่ที่พักแขนด้านซ้าย หัวังามสง่าน่าเกรงอยู่ด้านซ้าย ด้านข้างที่ประทับดูนุ่มนวลสง่างามด้วยการแกะสลักเป็ร้อยบุปผาพันเกี่ยวชูช่อบานสะพรั่งมองดูยังคล้ายจะได้กลิ่นหอมหวานแต่ไกล ด้านข้างถัดจากเซียนใหม่แต่ละฝั่งเป็ที่ประทับของบรรดาซ่างเซียนและเหล่าเทพธิดาที่เป็ตัวแทนมาเข้าร่วมงานครั้งนี้
ซึ่งมีการยกพื้นขึ้นถึงระดับเข่า หน้าที่นั่งของเหล่าซ่างเซียน**ทั้งหลายมีโต๊ะทองวางอยู่ เบาะนุ่มปูอยู่คู่กัน
เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้าแล้ว เง็กเซียนประกาศแสดงความยินดีแก่ส่านเซียนใหม่ทั้งหลายก็มีการรำแสดงจากเผ่าร้อยบุปผา เมื่อจบงาน ส่านเซียนใหม่ทุกคนสามารถรั้งอยู่์ได้ถึงสิบวัน ระหว่างจะมีซ่างเซียนที่มาจากกองทะเบียนเซียนมาประกาศมาตำหนักไหน เรือน และกองใดใน์เก้าชั้นฟ้านี้ที่้ารับเซียนเข้าใหม่ นอกจากนี้ยังมีเซียนน้อยหลายรายที่ถูกจัดสรรหน้าที่ให้ไปดูแลประจำเผ่าต่างๆ ในแดนมรกตซึ่งปรกครองโดยเผ่าเสือหิมะแห่งทิศอุดรมีเผ่าที่อยู่ในปกครองอีกสามเผ่าคือเผ่าจิ้งจอกเก้าหาง เผ่าเงือก และเผ่าพญางูขาว
….………………………………………………………………………………….
*เสินโฮ่ว
**ซ่างเซียน เซียนชั้นสูง
งานจบแล้วเง็กเซียนและเทียนโฮ่วเสด็จกลับวังอันจิ้ง ซึ่งเป็ที่ประทับของทั้งสองพระองค์เนื่องจากมหาเทพโอสถได้แจ้งไว้กับเทียนจวินแล้วว่าครรภ์ของเทียนโฮ่วจะให้พระสูติการใน่หนึ่งร้อยวันนี้ ตลอด่เวลาที่พระองคดำรงตำแหน่งเง็กเซียนไม่เคยเอ่ยปากเื่การรับสนม
ทั้งสองพระองค์รักใครกันอย่างลึกซึ้ง ใน่เวลาเช่นนี้เทียนจวินจึงระวังเป็พิเศษ ทั้งยังคอยมองหาของบำรุงแก่เทียนโอ่วอยู่เนืองๆ
เพิ่งจะประทับลงพระที่นั่งในตำหนักก็รายงานว่าเป่ยเจี้ยหวัง**ฝูซีเ้าดินแดนมรกตแห่งทิศอุดรและซวนซีหลาน กงจื่อ*จากเผ่าพญางูขาวขอเข้าเฝ้า
ฝูซีซีผู้นี้ปกติก็อยากจะให้เขาคุยด้วยซักคำยังอยาก นับประสาอะไรกับที่เขาจะเป็ฝ่ายมาเข้าเฝ้าเขาเองเช่นนี้ เห็นทีว่าจะได้รับการร้องขอกงจื่อน้อยเผ่าพญางูขาวนี้เป็แน่ พระองค์เกิดอยากรู้ทันใดว่าเื่อะไรทำให้พวกเขามาถึงที่นี่ในเวลาที่ตำหนักของพระองค์ซึ่งรู้กันว่า้าความสงบสำหรับเทียนโฮ่ว พระองค์อนุญาติ
ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงจากหน้าประตูที่ประทับ
“เป่ยเจี้ยหวังและซวนกงจื่อ มาถึง! ”
…..
..
….………………………………………………………………………………………..
* เป่ยเจี้ยหวัง ชื่อตำแหน่งประมุขแดนเซียนทิศอุดร
**กงจื่อ คำเรียกหมายถึงนายน้อย