16 2-2
บทที่32 บ้านเช่าเลขที่ 213 ถนนเหอตง
หลินเสี่ยวอวี่รู้ล่วงหน้าและตระหนักดีอยู่แล้วว่า ฟางเซิงจะต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้อย่างแน่นอน เธอไม่พูดพล่ามทำเพลง รีบปิดฝากกล่องแล้วอุ้มไปยืนหลบอยู่ด้านหลังของหลินเสี่ยวจือในทันที
“ใครบอกว่าพี่ชายไม่สมควรได้ส่วนแบ่งกันล่ะ? ถ้าไม่มีพี่สักคน พวกเราก็ไม่มีทางขุดเจอกล่องสมบัตินี้แน่นอน!”
“อีกอย่าง พวกเราก็ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ? ว่าถ้าเจอสมบัติก็จะหารกันคนละครึ่ง!”
ฟางเซิงยืนตัวแข็งทื่อกอดทองแท่งเหล่านั้นไว้ในอ้อมแขน เหงื่อเย็นแตกเต็มหน้าด้วยความประหม่าร้อนใจสุดๆ
“พี่พูดเล่นต่างหากล่ะ! ใครจะคิดว่าจะเจอกล่องสมบัติจริงๆ!”
จังหวะเดียวกันนั้น หลินเสี่ยวจือก็พูดแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเธอค่อนข้างจริงจังอย่างมาก
“ฟางเซิง นายรับเอาไว้เถอะ ถ้าไม่มีนาย พวกเราก็ไม่มีทางขุดเจอกล่องสมบัตินี่เหมือนกัน”
“อีกอย่าง พวกเราก็ตกลงกันล่วงหน้าแล้วว่าถ้าพบสมบัติจะแบ่งกันคนละครึ่ง ไม่มีใครเสียเปรียบใครทั้งนั้นล่ะ”
“ถ้านายไม่รับไว้ ชาตินี้ก็ไม่ต้องมาเจอฉันอีก!”
พริบตาที่ได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของหลินเสี่ยวจือ ฟางเซิงที่กำลังอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธก็ถึงกับต้องชะงัก และคำพูดนั้นของหลินเสี่ยวจือ ก็ทำให้เขาไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีกเลย
ฟางเซิงได้แต่พูดกับตัวเองในใจอย่างจริงจัง พร้อมให้สัตย์สาบานกับตัวเองว่า
‘จากนี้เป็นต้นไป ปัญหาของสามพีน้องสกุลหลินก็เหมือนปัญหาของฟางเซิง! จะไม่มีใครหน้าไหนสามารถข่มเหงรังแกสามพี่น้องสกุลหลินได้อีกเด็ดขาด!’
และเนื่องด้วยทองแท่งเหล่านี้ออกจะโดดเด่นดึงดูดสายตาผู้คนมากไปหน่อย ทั้งสามคนจึงไม่กล้ารั้งรออยู่ตรงนี้นานนัก และตกลงว่าจะแยกย้ายกลับไปบ้านของตัวเองก่อน ส่วนหลุมลึกหนี่งเมตรที่ขุดลงไปนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฟางเซิงจัดการกลบคืนเอง
หลินเสี่ยวอวี่นำทองแท่งที่เหลือในกล่อง ซ่อนรวมไว้กับยาสมุนไพรที่ซื้อมาอย่างดี จากนั้นจึงเดินกลับบ้านไปเหมือนปกติ
และราวกับสวรรค์เป็นใจ เพราะทุกคนในหมู่บ้านเวลานี้ต่างกกำลังง่วนอยู่กับการทำงานในทุ่งนา ระหว่างทางกลับจึงไม่มีใครพบเห็นพวกเธอสองพี่น้อง
หลินเสี่ยวอวี่และหลินเสี่ยวจือกลับมาถึงบ้านสกุลหลินได้โดยสวัสดิภาพ
ทว่าอย่างไร ภาพฉากทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนหนีไม่พ้นสายตาของหลินอวี้ ที่สองสามวันมานี้เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านไม่ยอมออกไหน แม้จะไม่รู้ว่าหลินเสี่ยวอวี่ถืออะไรกลับมา แต่เธอมั่นใจอย่างมากว่าของสิ่งนั้นน่าจะต้องมีค่าอย่างแน่นอน!
ทางด้านจางอวิ๋นม่านและหลินเสี่ยวเย่ที่ล่วงหน้ากลับถึงบ้านก่อน กำลังร้อนใจเป็นกังวลได้ที่พอดี เพราะยังไม่เห็นสองพี่น้องคู่นั้นกลับมาเสียที จางอวิ๋นม่านผู้เป็นแม่เริ่มอยู่ไม่สุข เธอเดินวกไปเวียนมาอยู่ในห้องด้วยท่าทีกระวนกระวาย
หลินเสี่ยวเย่เองก็ไม่ได้ดีไปกว่า เอาแต่นั่งจ้องประตูห้องชนิดไม่ละสายตา เวลานี้ใกล้จะค่ำมืดเข้าไปทุกที เธอกลัวเหลือเกินว่า สองคนนั้นอาจประสบพบเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เป็นได้
วินาทีนั้น จางอวิ๋นม่านตัดสินใจแน่วแน่และเตรียมจะออกไปตามหาลูกสาวทั้งสองคน แต่ก็ดันเป็นจังหวะเดียวกับที่หลินเสี่ยวอวี่และหลินเสี่ยวจือกลับมาถึงบ้านพอดี
ทั้งสองรีบตรงปรี่กลับเข้าห้องนอนปิดประตูเสียงดัง ‘ปัง!’ แล้วรีบลงกลอนทันที
ภายใต้อารมณ์ที่ตื่นเต้นเหลือล้น สองสาวรีบวางกล่องบรรจุทองใบนั้นลงตรงหน้าจางอวิ๋นม่าน และเปิดออกให้ดูอย่างรวดเร็ว
“แม่คะ ทั้งหมดนี่พวกเราให้แม่ค่ะ!”
“ถือเป็นของขวัญที่พวกเรามอบให้นะคะ แม่ชอบมั้ยคะ?”
“แม่คะ จากนี้ไปแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกแล้วนะ!”
จางอวิ๋นม่าจ้องดูทองแท่งเล็กๆเหล่านั้นตาเขม็ง แสงสีทองของมันเปล่งประกายเจิดจ้าจนรู้สึกแสบตา น้ำเสียงแหบพร่าเกินควบคุมเปล่งออกมาด้วยความตกใจ
“ละ-ละ-ลูก...ลูกสองคนไปเอามาจากไหน?!”
หลินเสี่ยวเย่ที่นั่งอยู่ข้างกันก็ถึงกับดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า เธอดูตกอกตกใจเสียยิ่งกว่าเห็นผี
ทางด้านหลินเสี่ยวจือที่ยังตื่นเต้นไม่หาย ใบหน้าก็แดงก่ำอย่างชัดเจน เธอรีบลดระดับเสียงลงและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่และน้องสาวฟัง
ภายหลังที่จางอวิ๋นม่านรับฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เธอก็ถึงกับนั่งอึ้งอีกครู่ใหญ่ เสมือนวิญญาณได้หลุดออกจากร่างจนไม่สามารถเรียกกลับคืนได้ครู่ใหญ่
จางอวิ๋นม่านไม่สามารถทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้สักนิด ลูกสาวสองคนออกไปข้างนอกได้ไม่ถึงครึ่งวัน กลับมาอีกทีก็หอบหิ้วเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้มาให้เธอ
“ที่ลูกๆตัดสินใจทำลงไปน่ะถูกต้องแล้ว เพราะถ้าไม่มีเขาที่เต็มใจช่วย ลำพังลูกแค่สองคนก็ไม่มีทางขุดเจอสมบัติได้เร็วขนาดนี้แน่”
“อีกอย่างนะ ขอเพียงมีเรื่องส่วนแบ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เท่ากับว่าอีกฝ่ายได้ลงเรือลำเดียวกับเราแล้ว เพราะฉะนั้น ต่างฝ่ายต่างก็จะช่วยกันปกปิดความลับนี้”
จางอวิ๋นม่านใช้ปลายนิ้วเรียวยาวของตนเคาะลงบนกล่องเป็นจังหวะเบาๆ คล้ายกับกำลังระดมความคิดวางแผนอะไรบางอย่างอยู่
สามพี่น้องย่อมไม่รู้ว่าแม่ของพวกเธอกำลังครุ่นนึกสิ่งใดอยู่กันแน่ ทว่าแต่ละคนก็อดที่จะยื่นศีรษะน้อยๆเข้าไปสุมรวมกันบนกองทองแท่งไม่ได้ จากนั้น ก็หยิบพวกมันขึ้นมาลูบไล้สัมผัสอย่างเบามือ
พลังแห่งเงินตราช่างทรงพลังและน่าหลงใหลเป็นที่สุด แม้กระทั่งหลินเสี่ยวจือที่ปกติเป็นคนสุขุมใจเย็น ยังถึงกับตาเป็นประกายเมื่อได้สัมผัส
เมื่อจางอวิ๋นม่านคืนสติหลุดจากห้วงภวังค์ความคิด ก็แลเห็นสามสาวกำลังสุมหัวกันอยู่ภายใต้อำนาจของทองแท่งชนิดโงหัวไม่ขึ้น คนเป็นแม่อย่างเธอก็ถึงกับต้องหลุดหัวเราะออกมา
“นี่แม่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่า ลูกๆของแม่จะชื่นชอบทองกันมากขนาดนี้”
“แต่การจะหยิบจับหรือนำทองคำแท่งออกมาใช้ในตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่จะให้เก็บไว้ในบ้านหลังนี้ก็ไม่ปลอดภัยเหมือนกัน”
“ดีเลย ของขวัญที่ตั้งใจจะส่งไปให้คุณตาคุณยายก็เตรียมครบพอดี งั้นพรุ่งนี้หลังจากส่งของเสร็จแล้ว พวกเราก็เอาทองพวกนี้ไปซ่อนไว้ที่บ้านใหม่ในเมืองเลยก็แล้วกัน”
สำหรับเรื่องสถานที่ซ่อนทองคำแท่งเหล่านี้ จางอวิ๋นม่านตัดสินใจได้ไม่ยากนัก
และนับเป็นความบังเอิญมากเหลือเกิน เพราะช่วงบ่ายที่เธอออกไปจับจ่ายซื้อของในตลาดนั้น ก็ดันได้พบเจอ ‘เสี่ยวซวี่’ เจ้าของบ้านเช่าเข้าโดยบังเอิญ และอีกฝ่ายก็ได้แจ้งกับเธอว่า เย็นนี้เขาจะต้องขึ้นรถไฟเดินทางไปต่างจังหวัดอย่างกะทันหัน
ดังนั้น บ้านเช่าเลขที่ 213 บนถนนเหอตงที่เคยทำสัญญาตกลงกันเอาไว้ จางอวิ๋นม่านและลูกๆจึงสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้ในวันพรุ่งนี้ทันที