บทที่สี่สิบเอ็ด
แอบไปยามวิกาล
ยามดึกสงัดผ่านเส้นทางที่เงียบงัน ลมเย็นยะเยือกพัดไม่หยุดฟ่านหนิงกับจางไป๋ซินก็มาถึงยังบ้านพักหลังหนึ่งไฟตะเกียงยังส่องสว่างลอดออกมาท่ามกลางความมืด จางไป๋ซินก้าวเดินหน้าขึ้นไปก่อนเมื่อถึงหน้าบ้านก็เคาะประตูสองครั้งเว้นแล้วเคาะอีกทีตามจังหวะที่นัดหมายไว้ก่อนเอ่ยเรียกเสียงเบา “ศิษย์พี่...ข้ามาแล้ว”
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าข้างในดังขึ้นตามด้วยการเปิดบานประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบุรุษผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมามองแวบเดียวพอเห็นว่าคือจางไป๋ซินจริงก็เปิดรับให้ทั้งสองก้าวเข้าไปด้านใน
ฟ่านหนิงในชุดคลุมปิดทั้งตัวเหลือเพียงดวงตาที่ลอดออกมาเมื่อก้าวเข้าไปก็ชำเลืองสายตามองสำรวจภายในเรือนบ้านพักนี้นางให้เฟิงซวนหาเตรียมไว้ก่อนพักใหญ่แล้วแม้ไม่ใหญ่โตนักแต่สะอาดเป็นระเบียบ โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมตั้งอยู่กลางห้องบนโต๊ะมีตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่างสีเหลืองนวลอบอุ่นรอบห้องยังเห็นอาวุธหลายชิ้นแขวนอยู่ทั้งดาบและหอก สมกับเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสี่คน
แล้วสายตาก็เคลื่อนผ่านก็พบกลุ่มบุรุษห้าคนที่อยู่ก่อนแล้วคนแรกคือเฟิงซวนที่รู้จักดีแล้วกับอีกสองสหายจากสำนักคุ้มกันต้วนอ๋าวกับอู่ปั๋วที่เฟิงซวนพามาสองคนนี้นางก็เคยพบมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางไปมู่ก่านหลายเดือนที่แล้วส่วนอีกสองคนที่เหลือย่อมก็คือกู้อวิ้นกับหลินเล่อยวนซึ่งเป็นศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สามของจางไป๋ซินที่ถูกตามตัวมาเพิ่ม
ทันทีที่ฟ่านหนิงปรากฏตัวบุรุษทั้งห้าก็พร้อมใจกันลุกขึ้นโค้งคำนับให้อย่างพร้อมเพรียงเพราะรู้ดีว่านางคือคุณหนูใหญ่ผู้จะว่าจ้างพวกเขาให้ร่วมมือในครั้งนี้ฟ่านหนิงเห็นเช่นนั้นก็ยกมือเล็กขึ้นรับการเคารพก่อนที่จะยกขึ้นดึงผ้าที่คลุมที่คลุมปิดศีรษะที่กันหนาวระหว่างเดินทางออก
ขณะที่การเผยโฉมนี้ทำให้คนผู้หนึ่งที่ไม่เคยพบนางถึงกับตกตะลึงจนแทบลืมหายใจสายตาของหลินเล่อยวนศิษย์พี่สามของจางไป๋ซินพลันเบิกกว้างดวงตาเหมือนถูกตรึงแนบกับภาพตรงหน้าเมื่อเขาเห็นใบหน้างดงามแม้สวมอาภรณ์เรียบง่ายสีเข้มที่ดูราวกับสตรีชาวบ้านใช้แรงงานทั่วไปแต่ไม่อาจทำให้ใบหน้าเรียวขาวนวลใต้แสงตะเกียงและความงามในรูปโฉมของคุณหนูใหญ่หมองลงกลับยิ่งเหมือนดุจหยกล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าเก่าดวงตาคมสุกใสเจือเสน่ห์ราวจะดูดกลืนผู้พบเห็นหากไม่ใช่เสียงของกู้อวิ้นที่เอ่ยขึ้นเสียก่อน เกรงว่าเขาคงจะยืนอึ้งอยู่อีกนาน
“คารวะคุณหนูใหญ่” กู้อวิ้นศิษย์พี่ใหญ่ผู้ที่มีอายุมากที่สุดก้าวออกมาทักทายด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ฟ่านหนิงพยักหน้ายกมือขึ้นรับตามมารยาทกล่าวเสียงแผ่วเบา “ลำบากพวกท่านแล้วที่ต้องเดินทางไกลในครั้งนี้”
“ไม่เป็นการลำบากใดๆหากคุณหนูใหญ่มีสิ่งใดที่ประสงค์เรียกพวกเรามารวมกันก็โปรดบอกกล่าวมาได้ทันทีพวกเราพร้อมจะให้ความร่วมมือ”ความเป็นการเป็นงานของกู้อวิ้นทำให้บรรยายเริ่มเข้าสู่ความจริงจัง
แต่ระหว่างนั้นฟ่านหนิงยังไม่ขยับทอดสายตามองบุรุษทั้งห้าช้าๆคล้ายจะพินิจทีละคน สีหน้าของนางแฝงความแน่วแน่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาจางไป๋ซินและเฟิงซวนอยู่ในสายตาของนางมาตลอด สองคนนี้นางเชื่อมั่นได้ส่วนต้วนอ๋าวบุรุษร่างสูงกำยำกับอู่ปั๋วแม้จะไม่ได้กำยำเท่าแต่ก็ยังดูสูงโปร่งมีฝีมือสองคนนี้เป็นสหายที่เฟิงซวน นางส่งไปตามหาคนก็ได้พิสูจน์ฝีมือมาพอควรแล้วที่เหลือคือกู้อวิ้นรูปร่างสูงใหญ่ที่สุดในบุรุษทั้งห้าไม่ว่าจะน้ำเสียงท่าทางอายุล้วนเหมาะเป็นหัวหน้ากลุ่มสุดท้ายหลินเล่อยวนอายุน้อยสุด รูปร่างสูงโปร่ง น่าจะแก่กว่าจางไป๋ซินไม่กี่ปีน่าจะยังเผชิญโลกมาไม่มากฟ่านหนิงสังเกตเห็นตอนที่อีกฝ่ายเห็นนางยังหน้าแดงอยู่เลยแต่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นคนเปิดเผยโกหกไม่เก่งสุดท้ายแล้วเพราะจางไป๋ซินกล่าวว่าพวกศิษย์พี่ของนางไว้ใจได้และสหายของเฟิงซวนก็เช่นกัน เช่นนั้นนางก็จะยอมลองเสี่ยงดู
ฟ่านหนิงจึงผายมือเชื้อเชิญให้ทุกคนนั่งลงรอบโต๊ะบรรยากาศในห้องพลันเงียบกริบ นางค่อยๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ที่ข้าเรียกทุกท่านมาเพราะข้าไม่ไว้ใจต่อคนสกุลเจิ้งและจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ชัด”
หญิงสาวเริ่มเล่าแผนการบางส่วนให้ทุกคนฟังเมื่อคำพูดหลุดจากริมฝีปากบางหลายประโยคจนหยุดไปครู่หนึ่งคล้ายให้ทุกคนได้พักความตึงเครียดก็ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะของทุกคน บางคนขมวดคิ้วแน่นบางคนขยับกายอย่างไม่สบายใจเพราะไม่คาดคิดเลยว่าคุณหนูใหญ่สกุลฟ่านผู้เลื่องลือเรื่องความงามจะกล้าคิดแผนการที่หนักและใหญ่เช่นนี้
ฟ่านหนิงไม่ได้รีบร้อนพูดในคราเดียวนางมองหน้าทุกคนอีกครั้งก่อนเอ่ยช้าๆ “จากนี้ข้าจะมีสิ่งที่อยากให้แต่ละคนช่วยดำเนินการข้าจะมอบหมายงานให้ แต่ก่อนอื่น ข้าอยากรู้ว่าหากข้าต้องการให้ทุกคนเสี่ยงเพื่อข้าทุกคนพร้อมหรือไม่”
เสียงในห้องเงียบงัน มีเพียงแสงไฟส่องกระทบใบหน้าของแต่ละคนที่ดูเคร่งเครียดไม่ต่างจากมีก้อนหินกดทับอยู่ที่อกจนในที่สุดกู้อวิ้นก็เอ่ยขึ้นน้ำเสียงมั่นคงแต่แฝงความกังวลเล็กๆ “ข้าขอพูดตรงๆ จากเบื้องต้นที่ฟังมาแผนการนี้คงมิใช่เรื่องเล็ก เงินที่ต้องใช้ดำเนินการคงไม่น้อยทีเดียวมิใช่เพียงค่าจ้างพวกเรา แต่หมายถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งอาจจะต้องเพิ่มคนอีก”
ฟ่านหนิงแย้มยิ้มขณะส่ายหน้าช้าๆ “นั่นมิใช่ปัญหาข้ามีสินเดิมทั้งจากท่านแม่และท่านพ่อที่เตรียมไว้ให้เมื่อถึงคราวออกเรือนและท่านแม่ก็ยกบัญชีร้านค้าเหล่านั้นให้ข้าดูแลมาตั้งแต่ครึ่งปีก่อน หากไม่เช่นนั้นข้าจะเอาทรัพย์สินใดมาจ่ายให้ผู้คุ้มกันต้วนกับผู้คุ้มกันอู่เพื่อไปตามหาพวกท่านกันเล่า?”
กู้อวิ้นสีหน้าเคร่งขรึมเขายังคงตั้งคำถาม “แบบนั้นจะไม่เป็นการเสี่ยงเกินไปหรือหากคุณหนูใหญ่ออกเรือนไปแล้ว สินเดิมกลับแทบไม่เหลือ”
ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ แววตาเป็นประกายเจิดจ้า “ผู้คุ้มกันกู้เป็นห่วงแทนข้านัก แต่ถ้าเรื่องนี้จบลงได้ก่อนแม้ท่านพ่อท่านแม่จะรู้เข้าก็ไม่ถือเป็นความผิดตรงกันข้ามคงสรรเสริญที่ข้ากล้าตัดสินใจ แต่หากไม่ทัน... ก็แค่ไม่ต้องแต่งก็ได้มิใช่หรืออีกทั้งข้ายังมีวิธีเพิ่มพูนทรัพย์สินในภายหลัง พวกท่านอย่าได้กังวลเลย”
คำพูดของนางหนักแน่นจนแม้แต่เฟิงซวนยังเหลือบตามองอย่างประหลาดใจเพราะคุณหนูผู้สูงศักดิ์กลับแสดงความเด็ดเดี่ยวราวกล้าได้กล้าเสียเช่นแม่ทัพในสนามรบทีเดียวกู้อวิ้นนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนพยักหน้าช้าๆ สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้น หน้าที่ของพวกข้าก็เพียงทำตามคำสั่งคุณหนูใหญ่เท่านั้น”
เมื่อได้ยินคำตอบ ฟ่านหนิงก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบเล็กน้อยพลางมองหน้าทุกคนอีกครั้งนัยน์ตาที่เคยเจือความเหนื่อยล้าในวันนี้กลับส่องประกายดั่งเปลวไฟจนเมื่อปรึกษาแผนการจนได้ข้อสรุป ฟ่านหนิงก็ลุกขึ้น นางหันไปกล่าวลาก่อนเอ่ยกำชับต่อเฟิงซวน“เฟิงซวน จากนี้เจ้าอยู่ที่นี่กับพวกเขาไปก่อนหากสาขาใหม่ของร้านเครื่องเขียนเสร็จเมื่อใด ก็พาพวกเขาไปพักอยู่ที่นั่น”
เฟิงซวนก้าวออกมารับคำ “ได้ขอรับ”
“อืม...แต่อาจจะต้องหาลูกจ้างเพิ่มอีกหน่อยเพื่อมาสลับดูแลร้านในเวลาที่พวกเจ้าต้องออกไปทำงานให้ข้า” ฟ่านหนิงครุ่นคิดดูแล้วถ้าทุกคนออกไปทำงานกันหมดที่ร้านก็จะคนไม่พอ
เฟิงซวนประสานมือรับคำอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทันกล่าวกู้อวิ้นก็ยกมือขึ้นเอ่ยเสียก่อน “เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิดคุณหนูใหญ่ไม่จำเป็นต้องกังวล ข้ามีคนรู้จักที่ไว้ใจได้สามารถดึงมาร่วมงานเพื่อช่วยให้การประชุมและการทำงานสะดวกขึ้นถ้าเป็นคนนอกเวลาคุณหนูใหญ่มาที่สาขาก็ต้องระวังอีก”
ฟ่านหนิงหันไปมองกู้อวิ้นพยักหน้าเห็นด้วยใบหน้ายิ้มบางก่อนยกมือประสานตอบกลับอย่างสุภาพ “รบกวนท่านผู้คุ้มกันกู้อีกแล้ว”
หลังจากนั้นฟ่านหนิงกับจางไป๋ซินก็ออกจากบ้านพักจางไป๋ซินเดินมาถึงม้าก่อนก็สะบัดแขนเสื้อคลุมยาวเพื่อช่วยประคองฟ่านหนิงขึ้นหลังม้าให้ถนัดขึ้นก่อนตัวเองจะก้าวกระโดดตามขึ้นไปนั่งด้านหน้าอย่างคล่องแคล่วในความมืดสลัวเพียงมีตะเกียงไฟรางๆ ริมถนน ม้าเหยียบย่ำพื้นหินสึกกร่อนเป็นเสียงกรอบแกรบแผ่วเบาสองสตรีห่มผ้าคลุมปิดบังโฉมหน้าเร่งเดินทางกลับจวนเงียบๆ
ตลอดเส้นทางแสงจันทร์ส่องลอดเมฆาลงมาพาดเป็นเงาทาบบนพื้นถนนลมหนาวเย็นพาเอาเสียงแมลงกลางคืนคลอเคลียอยู่รอบข้างเป็นช่วงสุดท้ายก่อนจะหายไปในช่วงฤดูเหมันต์จะมาอย่างเต็มตัว
ขณะที่จางไป๋ซินควบม้าก้าวย่างผ่าความเงียบทว่าเมื่อใกล้ถึงทางผ่านตรอกเล็กๆกลับได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมาจากโรงเตี๊ยมริมทางจางไป๋ซินเหลือบตามองไปอย่างระแวดระวังปรากฏร่างชายเมาสองสามคนถูกผลักไสออกจากโรงเตี๊ยม พวกเขาโซซัดโซเซเดินไม่ตรงทาง พลางตะโกนด่าทอกันเสียงดังสนั่นหนึ่งในนั้นยังยกไหเหล้าเปล่าขึ้นฟาดกับพื้นแตกกระจายอีกคนคว้ากระบวยไม้โยนข้ามถนนไปโดยไม่สนใจสิ่งใด
เห็นก็รู้ทันทีว่าคนเมาจนเจ้าของร้านเตะออกมาแต่ไม่เท่านั้นเพราะทั้งสองมาทะเลาะกันต่อที่ด้านนอก สิ่งที่ขว้างออกไปพลันพุ่งมาตรงทางที่ม้าของฟ่านหนิงกับจางไป๋ซินกำลังเคลื่อนผ่านร่างม้าสะดุ้งเฮือก หูชี้ตั้ง หายใจฟืดฟาดดังลั่นก่อนจะยกขาหน้าลอยสูงขึ้นแล้วส่งเสียงร้องฮึดฮัดก้องเส้นทางที่เงียบสงบ
ฟ่านหนิงที่ซ้อนอยู่ด้านหลังตกใจ นางไม่เคยฝึกขี่ม้าม้าพยศเช่นนี้ยิ่งไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจนตัวเอียงเกือบหลุดร่วงจากอาน
จางไป๋ซินจึงรีบดึงบังเหียนสุดแรงแต่ไม่อาจควบคุมได้ดีนักม้าแตกตื่นกระโจนพลุ่งพล่านไปตามถนน หัวม้าโงนสูงขาคู่หน้าถีบไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง ฝุ่นดินปลิวว่อนรอบกายฟ่านหนิงรีบเกาะหลังจางไป๋ซินแน่น ใจเต้นระส่ำ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเพราะหวาดกลัวถ้าม้าสะบัดนางหลุดไปแล้วเหยียบทับนางได้ตายอนาถกลางถนนแน่ ขณะที่ผ้าคลุมสีเข้มสะบัดกระจายตามแรงลมเป็นคล้ายเป็นเงารัตติกาล
จนกระทั่งม้าพุ่งไปชนเสาหินริมทางเสียงดังสนั่นฟ่านหนิงที่พยายามทรงกายกลับไม่อาจรักษาสมดุลได้เต็มที่ ขาของนางไปเกี่ยวเข้ากับขอบไม้ที่กองอยู่ข้างถนนผิวเนื้อแตกถลอกเลือดออกซึมเป็นทาง ความเจ็บแล่นวาบเข้ามาจนนางเม้มปากแน่น
เสียงโกลาหลดำเนินต่อเนื่องร่างม้ากระโจนเหมือนจะชนเข้ากับรั้วไม้ จางไป๋ซินหน้าเปลี่ยนสีพยายามออกแรงกดเท้าใช้ทุกกำลังที่มีเพื่อบังคับบังเหียนและตัวม้า แต่ยิ่งดึงแรงเท่าไรม้ายิ่งวิ่งบ้าคลั่งราวสัตว์ป่าหลงทาง
ในจังหวะคับขันนั้นเองพลันมีเสียงม้าตัวหนึ่งควบมาตามทางอย่างรวดเร็วบุรุษร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีเข้มทะมัดทะแมงโผล่มาจากเงามืดเขายื่นมือแข็งแรงคว้าสายบังเหียนของม้าที่กำลังเตลิด มีเพียงดวงตาคมกริบฉายแววแน่วแน่ที่โผล่พ้นผ้าคลุมมาฝีมือจัดเจนดึงสายบังเหียนลงต่ำ ควบคุมให้ม้าหยุดฝีเท้าทีละน้อย
ม้าของจางไป๋ซินยังคงกระทืบเท้าลงพื้นสองสามครั้งส่งเสียงฮึดอย่างหวาดระแวง แต่ในที่สุดก็ยอมสงบลง ใบหูหุบแนบข้างหายใจฟืดฟาดถี่แรง ก่อนจะค่อยๆ ยืนนิ่ง
บุรุษผู้นั้นยังไม่ทันปล่อยมือก็เอื้อมแขนอีกข้างมารั้งเอวของฟ่านหนิงที่ตัวเอนไปด้านข้างเกือบจะตกม้าให้กลับมาทรงกายบนอานอย่างมั่นคงกล้ามเนื้อแข็งแรงและฝีมือแม่นยำทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นราวพายุแล้วจบลงในชั่วอึดใจ
ฟ่านหนิงหอบหายใจถี่ใบหน้าขาวซีดเพราะความตกใจและความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ขายิ่งเตือนให้นางกระชับผ้าคลุมที่ยังไม่หลุดออกปิดบังตัวตนให้แน่นขึ้น
จางไป๋ซินหันขวับมาด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรหรือไม่?”อีกฝ่ายก็คล้ายจะรู้ว่าไม่อาจจะเปิดเผยตัวจึงถามห้วนๆเพราะถ้าใครรู้ว่าเรื่องจะยิ่งใหญ่ขึ้น หนีออกมาจากจวนก็เรื่องหนึ่งแต่ออกมาทำอะไรนั้นยิ่งให้ใครรู้ไม่ได้
ฟ่านหนิงจึงรีบโบกมือพลางส่ายศีรษะแม้เสียงยังสั่นพร่าแต่พยายามเอ่ยให้กดต่ำเข้าไว้ “ข้าไม่เป็นไรรีบกลับเถิด” และเมื่อรู้ว่าไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ฟ่านหนิงจึงยกมือประสานคารวะต่อบุรุษปริศนาที่เข้ามาช่วยไว้อย่างรวดเร็วแม้จะอยากตอบแทนที่ช่วยชีวิตนางไว้แต่ไม่อาจมอบรางวัลตอบแทนใดๆ ได้บุรุษนั้นก็เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำก่อนจะบังคับม้าของตนถอยห่างเข้าสู่เงามืดอีกครั้ง ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
สาวใช้เห็นผู้หวังดีจากไปแล้วก็กระตุกบังเหียนม้ากลับมาเร่งควบให้ออกห่างจากจุดเกิดเหตุโดยเร็วขณะเดียวกันก็แอบเหลียวไปด้านหลัง เห็นเพียงความว่างเปล่าในความมืดคงไม่มีใครเห็นอีกแล้ว
ม้าค่อยๆ ลดฝีเท้าลงกลับสู่ความสงบเมื่อมาถึงตรอกข้างๆจวนสกุลฟ่าน จนจางไป๋ซินช่วยพาฟ่านหนิงลัดเลาะแอบย่องกลับเข้าเรือนยามดึกอันเงียบงันบรรยากาศวังเวงนักแต่ก็ยังระมัดระวังเพราะจวนสกุลฟ่านก็มีเวรยามเช่นกันสาวใช้ต้องกวาดตามองรอบด้านอย่างระแวดระวังส่วนฟ่านหนิงกัดฟันแน่นไม่ส่งเสียงครางออกมาสักนิดแม้ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ขาแผ่ซ่านจนแทบยืนไม่ไหว นางยังคงเชิดหน้าตามจางไป๋ซินกลับถึงเรือนได้สำเร็จ
เมื่อทั้งคู่เข้ามาในห้องนอนภายในมีเพียงแสงจากโคมเล็กที่วางบนโต๊ะเตี้ย ม่านหน้าต่างถูกดึงปิดไว้ทำให้แสงสลัวคล้ายจะหลอกสายตา บรรยากาศเงียบกริบเสมือนเจ้าของห้องหลับใหลไปนานแล้ว
ฟ่านหนิงทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้ตัวยาวด้วยสีหน้าซีดเซียว มือบางกุมชายกางเกงแน่นนางหันไปเอ่ยเสียงเบา “ไป๋ซิน มาช่วยดูแผลให้ที”
จางไป๋ซินกลับมาถึงเรือนก็เลยเพิ่งทราบว่านายหญิงบาดเจ็บถึงกับเบิกตากว้างนางรีบทรุดกายนั่งลงข้างๆ พลางพับขากางเกงขึ้นช้าๆ แผลตรงน่องปรากฏชัดขึ้นต่อสายตาเป็นรอยถลอกแดงๆ หลายแห่ง แต่ที่น่าหวาดเสียวคือแผลลึกจากของแหลมที่เกี่ยวขาเลือดแดงสดยังคงไหลรินเป็นสายจนรองเท้าเปียกชุ่มไปหมด กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวล
เห็นอาการของผู้เป็นนายแล้วก็รีบลุกพรวดเตรียมจะไปขอยาจากพ่อบ้านเหอทันทีแต่ฟ่านหนิงรีบยกมือรั้งไว้ทันที “นั้นเจ้าจะไปไหน”
“ไปเอายามาห้ามเลือดให้คุณหนูใหญ่เจ้าคะ”
ฟ่านหนิงส่ายหน้าแรง “เราสองคนเพิ่งแอบออกไปข้างนอกเจ้าเลือนแล้วหรือ หากไปขอยาตอนนี้ พ่อบ้านเหอต้องซักถามแน่ว่าข้าได้แผลมาอย่างไรยามวิกาลเช่นนี้ต่อให้โกหกว่าลื่นล้มก็ไม่มีใครเชื่อแผลนี้มันฟ้องชัดเจนว่าไม่ใช่เพียงล้มในห้อง”
จางไป๋ซินเม้มริมฝีปากแน่น คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน “แล้วจะทำอย่างไรเจ้าคะคุณหนูใหญ่?”
ฟ่านหนิงถอนหายใจพลางพิงหลังกับพนักเก้าอี้ดวงตาสั่นไหวเพราะความเจ็บปวดแต่ยังฝืนใจสงบ “เวลานี้ได้แต่ห้ามเลือดไว้ก่อนพรุ่งนี้ค่อยให้เฟิงซวนหายามา เรื่องข้ามีแผลอย่าให้คนนอกรู้เด็ดขาด”
สาวใช้คนสนิทพยักหน้ารับคำรีบนำผ้าสะอาดจากหีบเสื้อผ้าออกมาพับทับๆ กันแล้วกดแน่นลงบนบาดแผลเลือดซึมทะลุออกมาจนต้องเปลี่ยนผ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงครั้งที่สามแผลก็ยังไม่หยุดไหล ฟ่านหนิงเริ่มหน้าซีดจัด ริมฝีปากไร้สีเลือด จางไป๋ซินเหงื่อตกสองมือสั่นระริกไม่รู้จะทำเช่นไรต่อ
ทันใดนั้น เสียงกึก!ดังขึ้นที่ขอบหน้าต่างเหมือนลูกหินเล็กๆ กระทบไม้ จางไป๋ซินสะดุ้งเฮือก รีบเงยหน้ามองฟ่านหนิงก็หันตามด้วยสีหน้าตระหนก เสียงนั้นดังขึ้นอีกสองครั้งติดๆ กันทั้งคู่สบตากัน ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดหวั่น จางไป๋ซินกระซิบเสียงเบา “คุณหนูใหญ่...หรือว่าจะเป็นซื่อจื่ออีกแล้ว?”