วาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 จุมพิตที่คาดไม่ถึง


            ได้นั่งโต๊ะเดียวกับมู่หรงอวี้ตั้งแต่เริ่มงานมู่หรงฉือก็นั่งไม่เป็นสุข ทั้งตัวรู้สึกไม่เป็นตัวของตนเอง 

            หลิวอันทำงานอย่างไรกันถึงได้จัดให้นางกับมู่หรงอวี้นั่งด้วยกัน

            นางรู้สึกว่าใบหน้าหล่อเหลาที่เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มนั้นน่าชกสักหมัดยิ่งนางอยากจะบี้ใบหน้านั้นให้แบนเป็นแผ่นเนื้อเสียจริง

            หรือว่านี่คือความคิดของมู่หรงอวี้?

            จะต้องใช่แน่นอน!

            นางนั่งชมนางรำร่ายรำชดช้อยไปอย่างเบื่อหน่าย แม้จะมีอาหารอันโอชะอยู่ตรงหน้าก็ยังสูญเสียความเจริญอาหารไปได้

            คนหนึ่งนั่งตัวตรง ท่าทางมีความสุข เรือนร่างโดดเด่นท่ามกลางผู้คนเผยความองอาจดุดันของนักรบ

            อีกคนหนึ่งนั่งงอตัว มือเท้าคางศอกเท้าลงไปที่โต๊ะ ไม่เพียงแต่จะดูผอมบางอ่อนแอ ทั้งยังดูไม่มีมารยาท ปราศจากภาพลักษณ์ขององค์รัชทายาทอย่างสิ้นเชิง

            เมื่อเทียบกันเช่นนี้ คนหนึ่งดีคนหนึ่งไม่ดี เป็นใครที่จะสามารถรับหน้าที่อันแสนหนักอึ้งของแคว้นได้แค่มองก็รู้

            หากยกแคว้นให้องค์รัชทายาทที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ดูแลช้าเร็วแคว้นเยี่ยนคงได้วุ่นวายอย่างหนัก

            นี่คือเสียงในใจของคนมากมาย

            บรรดาคุณหนูจากตระกูลมีชื่อเสียงเหล่านั้นยิ่งย่นจมูกใส่องค์รัชทายาทอย่างรังเกียจแล้วส่งสายตาหลงใหลร้อนแรงระคนนับถือไปให้อวี้หวางอย่างเปิดเผยตลอดเวลา

            เหล่าคุณหนูจากตระกูลใหญ่ต่างพากันคาดเดาว่าเหตุใดอวี้หวางกลับเมืองหลวงมาได้ห้าปีแล้วยังไม่แต่งชายาเสียที?

            เหตุใดฮ่องเต้ไม่พระราชทานสมรสให้เขา?

            ความจริงแล้ว เมื่อห้าปีก่อน ตอนที่อวี้หวางเพิ่งจะกลับเมืองหลวงมาได้ไม่นานฮ่องเต้มู่หรงเฉิงก็จะจัดงานแต่งงานให้เขา แต่ว่าเขาปฏิเสธไป

            ต่อมามู่หรงเฉิงก็หลงใหลในสาวงามและยาอายุวัฒนะจนไม่อาจถอนตัวไม่สนใจราชกิจจนหลงลืมเรื่องนี้ไป

            เห็นสายตานับถือมากมายขนาดนั้น มู่หรงฉือก็ฉุกคิดขึ้นมาได้พวกท่าทีแปลกๆ พวกนั้น ความคลุมเครือเหล่านั้นทื่มู่หรงอวี้ปฏิบัติต่อนางที่เป็น ‘องค์รัชทายาท’ นั่นเป็นเพราะว่าไม่มีความอ่อนโยนจากสตรีในจวนมิใช่หรือ ถึงได้เป็นเช่นนี้? อีกทั้งเขายังคิดถึงสตรีที่ผ่านค่ำคืนนั้นมากับเขาอยู่ตลอดเวลานี่ก็คือหลักฐานที่ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ

            ขอแค่เขาแต่งชายาอวี้หวาง ข้างกายมีสตรีผู้อ่อนโยนดุจสายน้ำเมื่อได้รับความพึงพอใจด้านนั้นแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องมาเอารัดเอาเปรียบนางที่เป็นองค์รัชทายาทเช่นนี้อีก

            องค์หญิงจาวฮวาชอบมู่หรงอวี้ เช่นนั้นก็นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไม่ใช่หรือ? 

            คิดถึงตรงนี้ มุมปากของมู่หรงฉือพลันยกยิ้มน้อยๆ

            “เตี้ยนเซี่ยกำลังคิดถึงสิ่งใดหรือ? มีเรื่องอะไรให้ดีใจ เล่าให้ฟังได้หรือไม่?”

            เสียงทุ้มแหบราวเสียงปีศาจในยามค่ำคืนอยู่ใกล้เพียงคืบทำให้คนขนลุก

            หัวใจของนางสั่นสะท้าน ก่อนจะยืดตัวตรงหันไปมอง 

            ทว่าที่ทำให้นางตกใจวิญญาณแทบหลุดจนตัวแข็งทื่อก็คือ

            มู่หรงอวี้เอียงตัวมาจนอยู่ห่างจากนางเพียงเล็กน้อยนางขยับไปเช่นนี้จึงปะทะเข้ากับริมฝีปากบางของเขาพอดี

            เขาเองก็ตัวแข็งทื่อไปอย่างชัดเจนริมฝีปากอ่อนนุ่มประทับลงมา หยุดค้างตรงริมฝีปากของเขาราวผีเสื้อเกาะบนกลีบดอกไม้ราวกับหยดน้ำค้างบนใบไม้

            กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้เลือดลมของเขาพลุ่งพล่าน

            กลิ่นหอมเช่นนี้ แต่กลับคงอยู่เพียงครู่เดียว

            ราวกับแค่ปัดผ่านไป ไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดเอาไว้

            ตำหนักใหญ่คนมากมาย ดวงตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่แต่นางกลับ...มู่หรงฉือพลาดไปแล้ว นางอยากจะขุดหลุมแล้วฝังตัวเองลงไป

            นางไม่สามารถปิดหน้าได้ นางเป็นองค์รัชทายาททำเช่นนี้จะยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและการคาดเดามากมาย

            แต่ว่านางเขินอายจริงๆ แก้มทั้งสองข้างเห่อร้อนขึ้นมาลูกไฟร้อนแรงกลืนกินนางเข้าไปทั้งตัว

            ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นนางยังจำได้ กลิ่นอายอันอบอุ่นของบุรุษกลิ่นน้ำหอมเจือกลิ่นสุรา

            เพียงแค่ชั่วเวลาสั้นๆ ทั้งสองคนก็ผละตัวออกจากกันอย่างรวดเร็วเพียงแต่หัวใจของพวกเขาต่างสั่นไหว

            ทุกคนต่างกำลังชมการร่ายรำกันอยู่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ประหลาดนี้

            มู่หรงอวี้หวนคะนึงถึงสัมผัสเมื่อครู่ จู่ๆก็พบว่าใบหูและพวงแก้มขององค์รัชทายาทแดงผิดปกติ ราวกับก้อนเมฆยามอาทิตย์อัสดงยิ่งความหอมหวลเข้าไปอีก

            ริมฝีปากบางของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มที่เหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้มขึ้นก่อนจะส่งน้ำแกงเนื้อแพะครึ่งถ้วยไปตรงหน้านาง “เตี้ยนเซี่ยเหมือนจะยังไม่เคยทานน้ำแกงเนื้อแพะ ลองชิมดู”

            “ไม่จำเป็น เปิ่นกงไม่ชอบน้ำแกงเนื้อแพะ”

            มู่หรงฉือจัดชุดพลางนั่งตัวตรง ตามองมือทั้งสองข้างที่วางอยู่ด้านล่าง

            ในใจประหม่าจนทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อยเขาจะสงสัยหรือไม่? จะนึกถึงอะไรหรือไม่?

            เขาเอียงตัวอีกครั้ง พูดเสียงเบาข้างหูนาง “เหตุใดใบหน้าของเตี้ยนเซี่ยถึงแดงก่ำขนาดนี้? หรือว่าเมื่อครู่...”

            “เปิ่นกงดื่มสุราแล้วร้อนจนขึ้นหน้าก็เท่านั้น” นางรีบอธิบาย ไม่ต้องลูบหน้าก็รู้ว่าตอนนี้หน้าของแดงจัดจนน่ากลัว

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้?”

            มู่หรงอวี้นั่งตัวตรงก่อนจะยื่นมือมาจับมือของนางใช้นิ้วลูบไล้ฝ่ามือนางเบาๆ

            ไฟโทสะของมู่หรงฉือพลันพุ่งทะยานขึ้นมาแต่กลับไม่กล้าขยับตัวส่งเดช นางเพียงดึงมือมาซ่อนเอาไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง

            มู่หรงอวี้สมควรตาย! เขาจงใจ!

            พยายามอยู่หลายครั้ง แต่นางยังคงไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของปีศาจ 

            การลูบไล้อันแผ่วเบาราวขนนกของเขาให้ความรู้สึกทั้งคันยุบยิบทั้งทรมานราวถูกเข็มปลายแหลมแทงเข้ามาที่ปลายนิ้ว

            นางโกรธจนขึ้นสมอง พูดเสียงลอดไรฟัน “ปล่อยมือ!”

            “เมื่อครู่เตี้ยนเซี่ยเอาเปรียบเปิ่นหวาง เปิ่นหวางอย่างไรก็จะต้องเอาดอกเบี้ยคืนสักหน่อย” มู่หรงอวี้พูดกลั้วหัวเราะหน้าไม่เปลี่ยนสี 

            “เช่นนั้นก็พอได้แล้ว!” มู่หรงฉือกัดฟันกรอด อยากจะกัดเขาให้ตาย

            เขายังคงไม่ยอมปล่อยมือ เหมือนกับหยอกล้อจนติดใจราวกับกำลังนับกระดูกนิ้วของนางอยู่ทีละชิ้นๆ

            ทั้งยังหัวเราะเย้าแหย่นางไปด้วย “มือนุ่มนิ่มของเตี้ยนเซี่ยเหมือนไม่มีกระดูก หากเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคงจะคิดว่าเป็นมือของสตรีเป็นแน่”

            สถานการณ์เช่นนี้ รูปการณ์เช่นนี้ ความร้อนรนแบบนี้ช่างทรมานคนจริงๆ

            ลมหายใจของนางค่อยๆ ปั่นป่วนขึ้นเรื่อยๆ นางจึงเปลี่ยนจากการถูกจับมาเป็นฝ่ายจับเขาเสียเองขยับมืออยู่ในมือใหญ่ของเขา แล้วลูบไล้ฝ่ามือของเขาเบาๆ

            เจ้าจะให้ข้าไม่เป็นตัวของตนเองใช่หรือไม่? ข้าเองก็จะให้เจ้าไม่เป็นตัวของตนเองเช่นกัน!

            มู่หรงอวี้ชะงักไป มุมปากยกเหมือนจะยกยิ้มน้อยๆมือใหญ่หยุดขยับปล่อยให้นางเล่นต่อไป

            ในแขนเสื้อกว้าง ทั้งสองคนต่างโจมตีกันไปมาลมหายใจเปลี่ยนไปไม่สงบนิ่ง

            ร่างกายทั้งสองต่างสั่นสะท้าน

            มู่หรงฉือลูบนิ้วกลางของเขา ตอนที่คิดจะดึงมือออกอย่างกะทันหันให้เขาไม่ทันได้ตั้งตัวใครจะคิดว่าเขาเหมือนจะคาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว เขาจับมือเล็กๆ ของนางเอาไว้นิ้วมือทั้งห้าเกี่ยวกระหวัดเข้าด้วยกันกลายเป็นกุมมือกันแน่น

            ลูบกลับไปกลับมาอย่างนั้น เป็นการกระทำอันใกล้ชิดสนิทสนมของคนสองคนที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างยิ่ง

            ตุ่มไตที่โคนนิ้วของเขาลูบไปบนฝ่ามือของนาง

            งดงามอะไรอย่างนี้ เย้ายวนอะไรเช่นนี้

            ร่างกายของนางทั้งเย็นทั้งร้อน ใจของเขาราวกับทะเลที่มีพายุคลื่นลม

            ทั้งโลกพลันห่างไกลออกไป สีสันสนุกสนานตรงหน้ากลับกลายเป็นภาพพื้นหลังลวงตาภาพหนึ่ง

            ทันทีที่รู้สึกตัวนางก็เบือนหน้าหนีทันที ดวงตาสุกใสมีหยาดน้ำปกคลุมบางๆแววตาเลื่อนลอย

            ลมหายใจของเขาถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อยพลางจ้องมาที่นางตาไม่กระพริบความร้อนที่หน้าอกก็แผ่ลามไปทั่วทั้งร่าง

            เขาคิดไม่ถึงว่าการเย้าแหย่กันโดยไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนมาให้ผลลัพธ์แบบที่เขาเองก็คิดไม่ถึง

            ทั้งๆ ที่เพียงแค่อยากจะแหย่เตี้ยนเซี่ยเล่นแบบง่ายๆกลับให้ความรู้สึกราวถูกดูดกลืนวิญญาณเข้าไป

            มู่หรงฉือรีบดึงมือตัวเองกลับมา นั่งหลังตรง 

            ส่วนมู่หรงอวี้เองก็ไม่ได้มองนางอีกความปั่นป่วนในหัวใจจึงค่อยๆ จางหายไป

            ...

            นางรำเปลี่ยนชุดการแสดงข้างกายมีผ้าอ่อนนุ่มลอยพลิ้ว ท่วงท่าในการร่ายรำราวสายลมที่พัดพาหิมะ ราวบก้อนเมฆสายหมอกราวเทพเซียนกำลังเหาะเหิน

            เป็นการแสดงที่เต็มไปด้วยความงดงามชดช้อย 

            เฉียวเฟยกับองค์หญิงจาวฮวานั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกันนางสังเกตว่าบุตรสาวไม่ขยับตัว ทั้งยังเห็นว่าอีกฝ่ายมองไปยังโต๊ะตรงข้าม ในใจพลันตื่นตระหนกฉางเอ๋อร์กำลังมององค์รัชทายาทหรือว่าอวี้หวาง?

            ฉางเอ๋อร์กับองค์รัชทายาทเป็นพี่น้องกัน จะมององค์รัชทายาทไปเพื่ออะไร?

            ทันใดนั้น เฉียวเฟยก็เข้าใจขึ้นมาทันทีแต่กลับตกใจจนคิ้วขมวด

            บุตรสาวของนางชอบท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทน!

            “จาวฮวา เจ้ายังไม่ได้ไปคารวะสุรากับเสด็จพ่อเลยนะ” นางลากแขนเสื้อที่ปักขนเฟิ่งสองสีของบุตรสาว

            “อ้อ” มู่หรงฉางยกจอกสีขาวขึ้นมาแล้วยื่นไปทางโต๊ะหลักพลางเอ่ยอย่างให้ความเคารพ “เสด็จพ่อ เป็นลูกที่ดื้อรั้นหนีออกจากวังไปครึ่งปี ลูกมาขออภัยโทษจากเสด็จพ่อเพคะ”

            “เด็กที่รู้ว่าผิดแล้วรู้จักแก้ไขนั้นเป็นเด็กดีเจิ้นก็สบายใจแล้ว” มู่หรงเฉิงส่งยิ้มให้นางอย่างรักใคร่ แล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่ม“จาวฮวา ต่อไปอย่าได้ดื้อรั้นเอาแต่ใจตนเองเช่นนี้อีกจะต้องฟังคำสั่งสอนของมารดาเจ้า เป็นองค์หญิงอยู่ในวังดีๆ เถิด”

            “ลูกจะเชื่อฟังเพคะ” นางพูดแล้วยิ้มอ่อนโยน “ลูกจะไม่ดื้อแล้วเพคะจะอยู่ในวังกับเสด็จพ่อ”

            “ดีๆๆๆ” เขายิ้มแล้วกดมือให้นางนั่งลง

            “ฝ่าบาท จาวฮวาอายุสิบเจ็ดปีแล้ว ถึงวัยที่จะพระราชทานสมรสให้นางแล้ว” เสียงของเซียวกุ้ยเฟยพูดอย่างออดอ้อน “องค์หญิงจาวฮวาของพวกเราได้รับความรักมากมายฝ่าบาทจะต้องคิดดีๆ นะเพคะ หาองค์ชายที่ถูกใจสักคน คนผู้นั้นจะต้องเก่งทั้งบุ๋นและบู๊หน้าตาหล่อเหลาเฉลียวฉลาด ถึงจะเหมาะสมกับจาวฮวา”

            เฉียวเฟยหัวใจกระตุก รีบพูดขึ้น “แค่เซียวกุ้ยเฟยเป็นห่วงจาวฮวา ข้าก็ซาบซึ้งใจมากแล้วถึงแม้ว่าจาวฮวาจะถึงวัยที่ต้องพระราชทานสมรสแล้ว แต่ว่านางดื้อรั้นทั้งยังออกจากวังไปครึ่งปี ไม่มีความกตัญญูเลยจริงๆ” นางพูดออกมาอย่างซื่อสัตย์ “ฝ่าบาท นิสัยของจาวฮวาเอาแต่ใจ ต่อไปหม่อมฉันจะสั่งสอนนางให้มากขึ้นเรื่องการแต่งงานนั้นยังไม่รีบร้อน ให้นางเรียนรู้กฎระเบียบในวังก่อน สำรวมกิริยามารยาทตั้งใจกตัญญูต่อฝ่าบาท อีกสักสองปีค่อยคุยเรื่องนี้ก็ยังไม่สายเพคะ”

            เซียวกุ้ยเฟยยิ้ม ปิ่นเฟิ่งหวงที่ติดอยู่บนผมสีดำของนางขยับไปมาตามการเคลื่อนไหวราวกับแสงเย็นเยียบของดาบที่สาดส่องไป “น้องสาวอีกสองปีจาวฮวาก็อายุสิบเก้าปีแล้ว จะกลายเป็นสตรีที่อายุมากไปหน่อย หากจะพระราชทานสมรสก็จำเป็นต้องรีบสักนิดอีกอย่างอายุของจาวฮวาก็ไม่น้อยแล้ว ไม่นับว่าไวเกินไป ฝ่าบาทคิดเห็นอย่างไรเพคะ?”

            พูดถึงเรื่องการแต่งงานของตัวเององค์หญิงจาวฮวามู่หรงฉางก็หลบตาลงอย่างเขินอาย

            แก้มสีชมพูระเรื่อแฝงไว้ด้วยความรู้สึก แฝงไปด้วยความรอคอยถึงอนาคตแล้วก็มีความดีใจอย่างประหลาด

            นางเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย ดวงตาพราวระยับมองไปทางอวี้หวาง

            มู่หรงฉือยกยิ้มหยัน ดูเหมือนว่าราชวงศ์ใกล้จะมีข่าวดีแล้ว

            เซียวกุ้ยเฟยเสนอความคิดเห็นเช่นนี้ เกรงว่าจะมองความคิดของจาวฮวาออกอยากจะจับคู่นางให้กับคุณชายสักตระกูล ขอแค่ไม่ใช่มู่หรงอวี้ก็พออีกอย่างจะได้ถือโอกาสตัดคู่แข่งอย่างเฉียวเฟยไป หลายปีมานี้จาวฮวาได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เฉียวเฟยสองแม่ลูกจึงได้รับความเอ็นดูจากฝ่าบาทไม่น้อย

            เซียวกุ้ยเฟยลงมือเช่นนี้เรียกได้ว่ายิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัวจริงๆ

            มู่หรงเฉิงยิ้มอย่างเมตตา “อายุของจาวฮวาไม่น้อยแล้วจริงๆ แต่ว่าเจิ้นยังต้องเลือกบุตรเขยดีๆ”

            ได้ยินคำพูดนี้ เหล่าขุนนางกับคุณชายจากตระกูลชนชั้นสูงมากมายที่อยากจะขอองค์หญิงแต่งงานก็ลอบยินดีปรีดาในใจเริ่มคิดคำนวณว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้รับความสนใจจากองค์หญิงจาวฮวา

            นี่เป็นโอกาสอันดี! จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด!

     

     

    คล้ายกับเรื่องวาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276