ยามเย็นย่ำ แสงอัสดงสีส้มอมทองแผ่ซ่านอาบไล้เมืองเมฆาคล้อย ดวงตะวันกำลังค่อยๆ ลับขอบฟ้า ทิ้งม่านหมอกแสงเรืองรองราวกับทั่วทั้งเมืองถูกเคลือบด้วยทองคำเปลวอันวิจิตร ทว่าภายในห้องโถงกลางของคฤหาสน์ตระกูลซู บรรยากาศกลับหนักอึ้งตรงกันข้ามกับความงดงามของท้องฟ้าภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ซูเจิ้นไห่ ผู้เป็ประมุขตระกูล นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานหัวโต๊ะ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิด ริ้วรอยแห่งวัยดูรุมเร้าและลึกขึ้นอย่างรวดเร็วใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้างกายมีถ้วยชาตั้งอยู่ทว่ากลับไร้การเหลียวแล
"ศึกนอกยังไม่ทันคลี่คลาย ศึกในก็ประดังซ้ำสอง"
เขาระบายลมหายใจยาวเหยียดด้วยความกลัดกลุ้ม สายตาจับจ้องไปยังม้วนกระดาษที่วางอยู่เบื้องหน้า ซึ่งประทับตราครั่งประจำตระกูลหวังไว้อย่างชัดเจน เนื้อความในนั้นระบุว่า
‘เทียบเชิญตระกูลซู เข้าร่วมงานประลองยุทธ์ประจำเมืองเมฆาคล้อยในอีกสามวันข้างหน้า หากตระกูลซูไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมแข่งขัน จะถือว่าสละสิทธิ์ในกิจการค้าและกรรมสิทธิ์ที่ดินฝั่งตะวันออกของเมืองทั้งหมด’
งานประลองยุทธ์ประจำเมือง ตามปกติแล้วเป็เทศกาลแห่งเกียรติยศที่ตระกูลใหญ่ต่างๆ จะส่งผู้สืบทอดหรือยอดฝีมือมาประลองฝีมือเพื่อประกาศศักดา ทว่าคราวนี้ ตระกูลหวังกลับฉวยโอกาสใช้มันเป็เครื่องมือบีบบังคับ เพราะทุกคนในเมืองต่างรู้ดีว่า ยามนี้ตระกูลซูไร้ยอดฝีมือระดับแนวหน้าที่จะออกหน้าสู้ศึกแล้ว
"ท่านพ่อ"
เสียงหวานใสของซูเหยียนหรานดังขึ้น หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับซูหลิงเอ๋อร์ ผู้เป็น้องสาวที่ยังคงมีสีหน้าขุ่นมัวจากเื่ราววุ่นวายที่เกิดขึ้นใน่กลางวัน
"ท่านพ่อได้รับเทียบเชิญแล้วใช่หรือไม่" ซูเหยียนหรานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
"ตระกูลหวังรู้แจ้งดีว่าเราไม่มีผู้ใดจะส่งไปประลอง" ซูเจิ้นไห่ถอนหายใจยาว "ตัวข้าอายุล่วงเลยห้าสิบกว่าปีแล้ว กลับต้องมาโดนบีบคั้นจนจนตรอกเช่นนี้"
"แต่เรายังมีคนอยู่นะคะท่านพ่อ"
ซูหลิงเอ๋อร์โพล่งขึ้นเสียงดัง ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บงำ "ท่านพ่อยกยังไม่เห็นล่ะสิ วันนี้พี่เขยใช้เพียงหมัดเปล่าก็ทะลวงกระบี่เหล็กกล้าจนหักสะบั้น แถมยังชกสวนยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดจนกระเด็นลอยละลิ่ว เขาเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียว"
ซูเจิ้นไห่มองบุตรสาวคนเล็กนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาซูเหยียนหรานด้วยแววตาหนักใจ "เหยียนหราน ลูกรู้สึกอย่างไรกับเด็กหนุ่มคนนั้น"
คำถามที่ตรงไปตรงมาทำให้ซูเหยียนหรานชะงักไปเล็กน้อย นางกวาดสายตามองแสงอัสดงสีทองที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เขาเป็คนที่พึ่งพาและไว้ใจได้ยิ่ง"
Inเวลาเดียวกัน ณ เรือนพักบ่าวไพร่ฝั่งตะวันตก
มู่ฝานกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้กระดานอันสมถะ ทว่าใบหน้าของเขากลับดูผ่อนคลายราวกับกำลังเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสบาย ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็จังหวะ ลึกลงไปภายในร่างกาย พลังปราณกำลังโคจรเวียนวนไปตาม 'เส้นชีพจรดาราจักร' อันซับซ้อนและทรงพลังด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าสามัญชน
[ระดับการบำเพ็ญเพียร: ขอบเขตรวบรวมปราณ ขั้นที่ 9 ระดับสูงสุด][ความก้าวหน้าสู่ขอบเขต 'ก่อกำเนิด': เก้าส่วนในสิบส่วน]
"ใกล้แล้ว แต่ยังขาดสภาวะและวาสนาสำคัญอยู่อีกประการ"
มู่ฝานพึมพำในใจ เขารู้ดีว่าการทะลวงขอบเขตจากรวบรวมปราณขึ้นสู่ขั้นก่อกำเนิด ไม่ใช่เพียงแค่การสะสมพลังปราณให้เอ่อล้นเท่านั้น แต่ต้องอาศัย 'การตระหนักรู้' ในวิถียุทธ์และจิตใจด้วย สำหรับผู้ 'กายากระบี่ดารา' เช่นเขา วาสนาแห่งกระบี่ที่ลึกซึ้งคือคุณสมบัติสำคัญที่สุด
ติ๊ง!
เสียงระฆังโบราณจากหอคัมภีร์์ดังสะท้อนขึ้นในจิตใจ พร้อมกับอักษรสีทองอร่ามลอยเด่นขึ้นมา
[ภารกิจพิเศษ: หนึ่งกระบี่ใต้แสงจันทร์][รายละเอียด: ก่อนรุ่งสาง จงยืนอยู่ใจกลางลานหน้าคฤหาสน์ แล้วร่ายรำกระบี่โดยปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่าอย่างแท้จริง ไร้ศัตรู ไร้จุดหมาย ไร้กระบวนท่า มีเพียงกระบี่และดวงจันทร์][รางวัล: วาสนากระบี่ขั้นต้น — เพิ่มโอกาสในการทะลวงสู่ขอบเขตก่อกำเนิดอย่างมหาศาล]
มู่ฝานลืมตาขึ้น อ่านรายละเอียดภารกิจซ้ำอีกสองรอบพลันยกยิ้มที่มุมปาก "หนึ่งกระบี่ใต้แสงจันทร์ เช่นนั้นคงต้องรออีกสักหน่อย"
เขาลุกขึ้นกวาดสายตามองห้องพักขนาดเล็กที่ยังไม่ได้จัดระเบียบ ก่อนจะทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างที่ผืนฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีราตรี "เวลายังมีอีกมาก"
ขณะที่มู่ฝานกำลังปรับสมดุลจิตใจ เสียงฝีเท้าก้าวสั้นๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับกลิ่นหอมของอาหารที่โชยมาแต่ไกล
ก๊อก ก๊อก
"คุณชาย ข้านำสำรับอาหารมาส่งแล้ว คราวนี้เป็ของดีจริงๆ ไม่ใช่หมั่นโถวแข็งๆ เหมือนวันก่อนแล้วนะ" เสียงของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด
มู่ฝานเดินไปเปิดประตู พบเสี่ยวชุ่ยกำลังประคองถาดอาหารขนาดใหญ่ด้วยสองแขน บนถาดจัดวางอาหารอย่างเต็มคราบ ทั้งข้าวสวยร้อนๆ ส่งกลิ่นหอม ไก่ผัดขิง ผักโขมผัดน้ำมันงา น้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวจนข้น และที่โดดเด่นที่สุดคือไก่อบตัวเขื่องสีเหลืองทองอร่ามหนังกรอบ
"เสี่ยวชุ่ย" มู่ฝานมองสำรับอาหารแล้วหลุดยิ้มออกมา "ใครเป็คนสั่งให้เ้ายกมา"
"คุณหนูใหญ่โฉมงาม" เสี่ยวชุ่ยตอบเสียงใส ดวงตากลมโตเป็ประกาย "คุณหนูบอกว่าคุณชายต้องเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้มาทั้งวัน จึงสั่งการตรงไปยังห้องครัวใหญ่ด้วยตนเอง พวกพ่อครัวแม่ครัวไม่มีใครกล้าปริปากคัดค้านเลย"
มู่ฝานรับถาดอาหารมาวางบนโต๊ะ หยิบน่องไก่อบชิ้นโตขึ้นมากัด รสชาติกรอบนอกนุ่มในชุ่มฉ่ำตาม้า "รสชาติดียิ่งนัก"
"คุณชาย" เสี่ยวชุ่ยยืนอึกอักอยู่ตรงขอบประตู ท่าทางคล้ายมีเื่อยากจะเอ่ยถามมานาน
"มีอะไรก็พูดมาเถอะ ไม่ต้องอ้ำอึ้ง"
"ข้าเพียงอยากถามว่า คุณชายมีความกลัวบ้างหรือไม่ ตระกูลหวังนั้นทรงอำนาจและยิ่งใหญ่มาก ทั่วทั้งเมืองต่างรู้ดีว่าหวังเลี่ยโเี้อำมหิตและไม่ยอมรามือแน่ อีกทั้งเื้ัของพวกเขาก็ยังมีสำนักหมอกครามหนุนหลังอยู่"
มู่ฝานเคี้ยวอาหารช้าๆ พลางทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูหมู่ดาวที่เริ่มปรากฏเด่นชัดบนผืนฟ้าสีครามเข้ม "กลัวงั้นหรือ" เขาพึมพำเบาๆ ราวกับถามตนเอง "อาจจะมีอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกตื่นเต้นกลับมีมากกว่า"
เสี่ยวชุ่ยแสดงสีหน้ามึนงงกับคำตอบนั้นแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ นางขอตัวถอยออกไปพร้อมรอยยิ้มจิ้มลิ้ม "เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ขอให้คุณชายเจริญอาหารนะ"
มู่ฝานหันกลับมามองสำรับอาหาร ยกถ้วยซุปกระดูกหมูขึ้นจิบ ความอบอุ่นไหลพล่านลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่ามาทั้งวัน
'ซูเหยียนหราน'
เขาหวนนึกถึงใบหน้าของหญิงสาวที่ขึ้นสีแดงระเรื่อตอนที่เขาดีดหน้าผากนางเมื่อคืนก่อน และแววตาซาบซึ้งใจอย่างประหลาดตอนที่เขาออกหน้ารับแทนในโถงใหญ่ของตระกูลวันนี้ Inโลกใบนี้เขาไม่มีสิ่งใดติดตัว ไม่มีครอบครัว ไม่มีตระกูล ไม่มีมิตรสหาย มีเพียงระบบหอคัมภีร์์และตัวคนเดียว ทว่าจู่ๆ กลับมีสตรีผู้หนึ่งใส่ใจสั่งไก่อบมาส่งให้เขาโดยไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ มันช่างเป็ความรู้สึกที่แปลกใหม่ แต่ก็ไม่ได้น่ารังเกียจเลยสักนิด
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัด
มู่ฝานจัดการอาหารตรงหน้าจนหมดสิ้น จัดเก็บถาดวางไว้หน้าประตูเรือน ก่อนจะก้าวออกมาเดินเล่นในลานกว้าง ท้องฟ้ายามนี้แจ่มกระจ่าง ไร้เมฆหมอกบดบัง ดวงดาราทอประกายระยิบระยับ ดวงจันทร์เกือบเต็มดวงสาดแสงสีเงินยวงลงมาจนผืนดินสว่างไสว
"ได้เวลาแล้ว"
มู่ฝานก้าวเดินออกจากเขตเรือนบ่าวไพร่ มุ่งหน้าไปยังลานกว้างใจกลางคฤหาสน์ ที่แห่งนั้นเงียบสงัดไร้ผู้คน ใบไม้ของหมู่ไม้โบราณที่ปลูกเรียงรายตามแนวกำแพงไหวระริกตามสายลมยามค่ำคืน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา
มู่ฝานยืนตระหง่านอยู่กลางลานกว้าง เงยหน้ามองดวงจันทร์นวลตา เขาไม่ได้พกพาอาวุธใดติดตัวมาด้วย เพราะภารกิจระบุไว้ชัดเจนว่าไม่จำเป็ต้องใช้อาวุธภายนอก
'หนึ่งกระบี่ใต้แสงจันทร์ ปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่าอย่างแท้จริง'
มู่ฝานหลับตาลง เริ่มควบคุมจิตใจตามขั้นตอนอย่างช้าๆ ขั้นแรกคือการตัดขาดจากความคิดทั้งปวง ไม่คิดถึงตระกูลหวัง ไม่คิดถึงการต่อสู้ ไม่คิดถึงภารกิจ และไม่คิดถึงแม้กระทั่งดวงจันทร์บนฟากฟ้า ทว่ามันยากเย็นกว่าที่คาดไว้มาก จิติญญาที่คุ้นชินกับการคำนวณและวางแผนไม่ยอมสงบนิ่งได้ง่ายๆ ความคิดหนึ่งดับลง อีกความคิดหนึ่งก็ผุดแทรกขึ้นมาแทน ทว่ามู่ฝานยังคงมีความอดทนสูงส่ง ค่อยๆ สลายความคิดเ่าั้ออกไปทีละน้อยอย่างเยือกเย็น
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า ลมราตรีพัดพาชายเสื้อของเขาให้ปลิวไสว แงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบผิวกายราวกับธารน้ำเงินบริสุทธิ์ที่เคลือบร่างเขาไว้จนดูคล้ายรูปสลักของจอมยุทธ์ผู้ทรนง
และแล้ว สภาวะนั้นก็มาถึง
In่เวลาหนึ่งที่ยากจะอธิบายด้วยวาจา จิตใจของมู่ฝานพลันว่างเปล่าอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งความคิด ไร้ซึ่งตัวตน มีเพียงความรู้สึกอันเบาสบายและกว้างใหญ่ไพศาลประหนึ่งห้วงจักรวาล แสงจันทร์ที่ตกกระทบผิวกายพลันแปรเปลี่ยนเป็มีชีวิตชีวา มู่ฝานััได้ว่ามันไม่ใช่เพียงแสงสว่าง ทว่าคือพลังงานอันบริสุทธิ์จากฟ้าดินที่กำลังไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายผ่านทุกรูขุมขน กายากระบี่ดาราของเขาสั่นสะท้อนตอบรับ เส้นชีพจรดาราจักรในร่างสว่างวาบขึ้นพร้อมกันโดยพร้อมเพรียง
แขนขวาของมู่ฝานยกขึ้นตามสัญชาตญาณ มือกำเป็ดัชนีกระบี่
ฟึ่บ!
กระบวนท่าหนึ่งถูกร่ายรำออกมา มันไม่ใช่กระบวนท่าที่เกิดจากการฝึกฝนหรือลอกเลียนผู้ใด ทว่าสัญชาตญาณแห่งกายาของเขาเป็ผู้เลือกสรร เป็วิถีกระบี่ที่หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับแสงจันทร์ แสงดาวสีเงินยวงควบแน่นอยู่ที่ปลายนิ้ว ทอดยาวออกมาประมาณหนึ่งฉื่อ เส้นแสงนั้นบางเฉียบดั่งเส้นไหมทว่าคมกริบเกินเปรียบ Inสายตาของมู่ฝาน นี่คือกระบี่ที่สมเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ
ตวัดดัชนีกระบี่ออกไปหนึ่งครา!
วิ้ง!
เสียงหวิวคล้ายดาวตกพุ่งผ่านความมืด รังสีกระบี่สายหนึ่งสาดส่องฝ่าอากาศ ธารพลังกวาดผ่านหมู่ไม้โบราณที่อยู่ห่างออกไปสามฉื่อ ใบไม้ร่วงกราวลงมาพร้อมกันทั้งต้นราวกับถูกพายุหมุนบดบัง ทว่ากิ่งก้านทุกกิ่งกลับคงสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วนแม้แต่น้อย
มู่ฝานลืมตาขึ้น จ้องมองปลายนิ้วที่ยังมีแสงกระบี่จางๆ หลงเหลืออยู่ "นี่คือ วาสนากระบี่ขั้นต้น"
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงระฆังดังสะท้อนขึ้นสามครา แสงสีทองสว่างวาบในห้วงจิติญญา
[ภารกิจสำเร็จ: หนึ่งกระบี่ใต้แสงจันทร์][รางวัล: วาสนากระบี่ขั้นต้น — หลอมรวมเสร็จสิ้น][ผลลัพธ์พิเศษ: จิติญญาััถึง 'ประตูก่อกำเนิด' แล้ว สภาวะพร้อมสำหรับการทะลวงขั้น][คำเตือน: การทะลวงขอบเขตในครั้งนี้จะดึงดูดพลังแห่งจักรวาลมหาศาล อาจก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวที่สะดุดตา แนะนำให้หาสถานที่มิดชิด]
มู่ฝานอ่านคำเตือนแล้วพยักหน้าเบาๆ เขาหันกลับไปมองเรือนพักบ่าวไพร่พลางส่ายหน้า "ที่นั่นคับแคบและทรุดโทรมเกินไป หากพลังปราณะเิออกมา เรือนหลังนั้นคงพังพินาศแน่"
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองกำแพงสูงทางทิศเหนือของคฤหาสน์ ถัดออกไปคือป่าไผ่รกร้างที่ไร้ผู้ดูแล ซึ่งชาวเมืองต่างขนานนามว่า 'ป่าครางิญญา' เนื่องจากยามลมพัดแรง เสียงลำไผ่เสียดสีกันจะฟังดูลี้ลับน่ากลัว ทว่าแท้จริงแล้วเป็เพียงป่าไผ่ธรรมดาผืนหนึ่งเท่านั้น "ที่นั่นนับว่าเหมาะสม"
มู่ฝานทะยานร่างข้ามกำแพงสูงใหญ่ไปอย่างเงียบเชียบ
ณ ปีกอาคารทิศตะวันออกเฉียงเหนือของคฤหาสน์ตระกูลซู
ซูเจิ้นหนาน ชายวัยกลางคนผู้มีรอยยิ้มโอบอ้อมอารีอยู่เป็นิจ กำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองลงไปยังลานกว้างด้านล่างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและระแวดระวัง เขาเห็นมู่ฝานออกมาร่ายรำกระบี่ใต้แสงจันทร์ และเห็นชายหนุ่มทะยานข้ามกำแพงออกไปเมื่อครู่
'ไอ้เด็กนั่น' ซูเจิ้นหนานกำหมัดแน่น 'มันรู้แล้วอย่างนั้นหรือว่าใครเป็คนลงมือวางพิษเหยียนหราน'
นับั้แ่ที่มู่ฝานเอ่ยถึง 'ฝ่ามือพิษเย็น' กับซูเหยียนหรานเมื่อคืนก่อน ข่าวนั้นก็รั่วไหลมาถึงหูของซูเจิ้นหนานผ่านสายสืบในเรือน ความกระวนกระวายใจเริ่มเกาะกุมจิตใจของเขามากขึ้นทุกที กลุ่มหมาป่าโลหิตขาดการติดต่อ นักฆ่าที่ตระกูลหวังส่งมาก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกเบาะแสล้วนชี้เป้ามายังชายหนุ่มลึกลับผู้นี้
'หากปล่อยมันไว้เช่นนี้ แผนการของข้าต้องถูกเปิดโปงแน่' ซูเจิ้นหนานขมวดคิ้วนิ่วหน้า 'แต่การจะส่งคนไปกำจัดมันตามลำพังคงไม่ใช่เื่ง่าย ลำพังฝีมือของมันในยามนี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่ตาเห็นมากนัก'
เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบศิลาทมิฬทรงกลมแกะสลักลวดลายรูปสรพิษขึ้นมา "เห็นทีคงต้องยืมมือตระกูลหวังอีกครา ทว่าคราวนี้ต้องลงมือให้เด็ดขาดและรุนแรงกว่าเดิม"
ซูเจิ้นหนานบีบศิลาทมิฬในอุ้งมือแน่น รอยยิ้มอำมหิตผุดขึ้นบางเบาบนใบหน้าที่เคยดูใจดี ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าสู่ความมืดภายในห้อง
ณ ป่าไผ่ทางทิศเหนือ
มู่ฝานนั่งขัดสมาธิลงท่ามกลางหมู่ไผ่สูงเสียดฟ้า แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านทิวไผ่ทำให้พื้นป่าเต็มไปด้วยลวดลายของแสงและเงาอันงดงาม เสียงลำไผ่เบียดเสียดกันตามสายลมคล้ายท่วงทำนองดนตรีธรรมชาติ เขาหลับตาลง นำเอาวาสนากระบี่ขั้นต้นที่เพิ่งได้รับมาประคองไว้ใจกลางจิติญญา พลางน้อมนำพลังปราณให้ไหลบ่าลงสู่จุดตันเถียน
'ประตูก่อกำเนิด' ที่มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อพลันปรากฏขึ้นในห้วงสมาธิ มันคือปราการโปร่งแสงที่อาบไล้ด้วยแสงทองอร่าม ขวางกั้นระหว่างขอบเขต 'ปุถุชนวิถียุทธ์' กับขอบเขต 'ผู้เปิดสายธารพลัง' มู่ฝานตระหนักดีว่าหากทลายปราการนี้ได้ พลังปราณของเขาจะสามารถผสานรวมกับพลังฟ้าดินได้โดยตรง และความแข็งแกร่งจะก้าวะโขึ้นอย่างมหาศาล
"ข้าจะไม่รั้งรอจนถึงวันประลองในอีกสามวันข้างหน้า"
เขาส่งพลังปราณทั้งหมดพุ่งเข้ากระแทกประตูทองคำ พลังปราณกระบี่ดาราสว่างวาบเป็สีเงินเข้มข้น ปราการทองคำสั่นะเืเลื่อนลั่น
ตูม!
คลื่นพลังออร่าอันทรงพลังะเิซ่านออกจากจุดตันเถียน ต้นไผ่รอบกายลู่เอนลงพร้อมกันด้วยแรงกดดันมหาศาล ใบไผ่ร่วงกราวราวกับสายฝนสีเขียวขจี หมู่ดาวบนฟากฟ้าทอแสงหยาดเยิ้มลงมาควบแน่นอยู่เหนือศีรษะของเขาเป็วงรัศมีเจิดจรัสท่ามกลางความมืดมิด ประตูก่อกำเนิดเริ่มบังเกิดรอยร้าว ทว่ายังไม่พังทลายลง
มู่ฝานกัดฟันแน่น โคจรพลังปราณหนุนเสริมเข้าไปอีกระลอก เหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามไรผม พลังปราณสีเงินยวงหลอมรวมเป็เกราะพลังงานห่อหุ้มผิวกายไว้
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงะเิดังสนั่นสามคราซ้อน ทุกครั้งที่พลังกระแทกเข้ากับประตูแล้วไม่อาจทลายผ่าน ร่างกายของเขาจะสั่นสะท้านจากแรงสะท้อนกลับอันรุนแรง
"ช่างแข็งแกร่งดื้อดึงยิ่งนัก"
มู่ฝานไม่ยอมถอย เขาเรียกวาสนากระบี่ขั้นต้นกลับมาสู่ใจกลางจิตใจ หวนระลึกถึงสภาวะการร่ายรำกระบี่ใต้แสงจันทร์เมื่อครู่ ความว่างเปล่าอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง จิติญญาที่หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับดวงดาว พลันนั้นเขาตระหนักรู้แจ้งในทันที หนทางไม่ใช่การหักหาญบุกทะลวง ทว่าคือการหลอมรวมและไหลผ่าน
มู่ฝานผ่อนลมหายใจออกช้าๆ คลายกล้ามเนื้อทั่วร่างที่เคยเกร็งแน่น ปล่อยให้พลังปราณโคจรไปตามธรรมชาติของกายากระบี่ดารา โดยไร้การบังคับทิศทาง ไร้การกำหนดเป้าหมาย ประหนึ่งกระบี่ที่ตวัดออกไปใต้แสงจันทร์ พลังปราณสีเงินยวงแปรเปลี่ยนเป็สงบนิ่งและลื่นไหล
และในวินาทีนั้นเอง!
เพล้ง!
เสียงราวกับกระจกเงาแตกสลายดังสนั่นในห้วงิญญา ประตูทองคำแตกออกเป็เสี่ยงๆ ก่อนจะสลายกลายเป็ละอองแสงสีทองกระจายไปทั่วสรรพางค์กาย พลังงานอันไพศาลจากอีกฟากฝั่งของปราการหลั่งไหลเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างบ้าคลั่ง
"อึก!"
มู่ฝานไม่อาจสะกดกลั้นเสียงคราง ร่างกายของเขาคล้ายถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพา พลังงานอันยิ่งใหญ่ท่วมท้นเข้ามาจนแทบจะสูญเสียการควบคุม บนฟากฟ้าเหนือป่าไผ่ หมู่ดาราพกันเปล่งแสงวาบราวกับกำลังขานรับ หอบพายุหมุนวนเป็เกลียวล้อมรอบต้นไผ่ที่มู่ฝานนั่งอยู่ ใบไผ่นับพันนับหมื่นใบปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะร่วงหล่นลงมาอย่างวิจิตรบรรจง
ผ่านไปราวสิบนาที ความปั่นป่วนจึงค่อยๆ สงบลง
มู่ฝานลืมตาขึ้นช้าๆ ั์ตาสุกสว่างทอประกายดุจดวงดาราเจิดจ้า เขากระชับมือสำรวจฝ่ามือ ััได้ถึงพลังงานที่เปี่ยมล้นลึกล้ำไหลเวียนอยู่ภายใน มันแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ทั้งหนาแน่น ล้ำลึก และทรงพลังราวกำลังมีชีวิต
[การทะลวงขอบเขตสำเร็จ: ก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิด ระดับต้น][กายากระบี่ดาราปรับสภาพเสร็จสิ้น: พลังปราณแห่งดาราจักรสามารถหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง][รางวัลการทะลวงขั้น: เคล็ดวิชา 'สามดารา์' — โจมตีต่อเนื่องสามระลอกด้วยพลังดาราบริสุทธิ์]
"ขอบเขตก่อกำเนิดระดับต้น"
มู่ฝานพึมพำพลันยกยิ้ม แม้จะเป็เพียงระดับต้น ทว่าเขาสามารถข้ามผ่านช่องว่างระหว่างสองขอบเขตใหญ่มาได้สำเร็จ อีกทั้งกายากระบี่ดารายังหลอมรวมเข้ากับขอบเขตก่อกำเนิดอย่างสมบูรณ์ พลังฝีมือที่แท้จริงของเขาในยามนี้สามารถเทียบเคียงกับขั้นก่อกำเนิดระดับกลาง หรือกระทั่งระดับสูงได้ในสภาวะที่เหมาะสม ส่วนหวังเลี่ยที่อยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับต้น ยามนี้เขามั่นใจว่าสามารถรับมือได้อย่างแน่นอน
เมื่อมู่ฝานทะยานร่างกลับเข้าสู่คฤหาสน์ ผืนฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีเทาอ่อนอันเป็สัญญาณของวันใหม่ เขาเดินลัดเลาะผ่านสวนบุปผชาติของตระกูลซู มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนพักบ่าวไพร่ ทว่าหูของเขากลับแว่วเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ดังมาจากทิศทางของสระน้ำจำลองกลางสวน ประสาทััที่เฉียบคมขึ้นนับร้อยเท่าหลังการทะลวงขั้นทำให้เขารับรู้ได้ในทันทีว่าสตรีผู้นั้นคือใคร
ซูเหยียนหราน
หญิงสาวกำลังนั่งอยู่บนขอบสระ ทอดสายตามองลงไปยังผืนน้ำที่สะท้อนเงาจันทร์ดวงเด่นที่จวนจะลับขอบฟ้า แผ่นหลังอันบอบบางของนางสั่นเทาเล็กน้อย บ่งบอกว่านางกำลังพยายามสะกดกลั้นเสียงร้องไห้อย่างสุดความสามารถ มู่ฝานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปหา
เสียงฝีเท้าของเขาทำให้ซูเหยียนหรานสะดุ้งใ นางรีบยกมือเช็ดคราบน้ำตาอย่างรวดเร็ว ทว่าก็ไม่อาจปิดบังได้มิด "มู่ฝาน เหตุใดเ้าจึงออกมาเดินเล่นยามฟ้าสางเช่นนี้" นางพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็ปกติ
"ฝึกยุทธ์" มู่ฝานตอบสั้นๆ พลางนั่งลงข้างกายบนขอบสระโดยมิได้รอคำอนุญาต ทว่ายังคงเว้นระยะห่างไว้อย่างเหมาะสม
ซูเหยียนหรานเบือนหน้าไปอีกทาง ทว่าพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อและร่องรอยหยาดน้ำตายังคงเด่นชัด
"มีเื่อันใดหรือ" มู่ฝานเอ่ยถามเรียบๆ ไร้ซึ่งกระแสเสียงปลอบประโลมทว่าแฝงความตรงไปตรงมา
"ไม่มีสิ่งใด"
"วาจาบอกว่าไม่มีสิ่งใด ทว่าหยาดน้ำตายังติดอยู่ที่หางตา" มู่ฝานชะเง้อมองแก้มนาง "หากไม่อยากเอ่ยปาก ก็ไม่เป็ไร"
ความตรงไปตรงมาอย่างไร้จริตของเขา กลับทำให้ซูเหยียนหรานรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด บุรุษในยุทธภพที่นางเคยพบเจอ มักจะพร่ำพรรณนาวาจาหวานหูเพื่อเอาอกเอาใจ ทว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง
"ข้าเพียง... กลัว" นางเอ่ยสารภาพออกมาโดยไม่รู้ตัว คล้ายความอัดอั้นที่กักเก็บไว้พังทลายลง
"กลัวงานประลองยุทธ์ในอีกสามวันข้างหน้าอย่างนั้นหรือ"
"กลัวว่าจะสูญเสียทุกสิ่งไป" ซูเหยียนหรานยอมรับ น้ำเสียงสั่นเครือ "ตระกูลซูคือทุกสิ่งทุกอย่างของข้า ทั้งท่านพ่อ หลิงเอ๋อร์ บ่าวไพร่ทุกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา หากตระกูลหวังสามารถทำลายเราได้ในงานประลอง พวกเขาจะไม่มีที่ซุกหัวนอน"
มู่ฝานนิ่งฟังอย่างสงบ ไม่เอ่ยขัดจังหวะ
"และตัวข้าเอง" นางกัดริมฝีปากแน่น "ข้ารู้สึกว่าตนเองช่างไร้ค่ายิ่งนัก ปกป้องตนเองไม่ได้ ช่วยเหลือผู้ใดก็ไม่ได้ มีเพียงเ้าที่คอยออกหน้ารับแทน คอยแก้ไขทุกปัญหา แล้วตัวข้าเล่า สามารถทำสิ่งใดเพื่อตระกูลได้บ้าง"
"เ้านำไก่อบมาให้ข้า" มู่ฝานเอ่ยเรียบๆ
ซูเหยียนหรานชะงักไป "อะไรนะ"
"ข้าไม่ได้ออกหน้ารับแทนเ้าเพราะเห็นว่าเ้ารู้สึกไร้ค่าหรือไร้ประโยชน์" มู่ฝานกล่าวต่อ สายตายังคงจับจ้องไปยังผืนน้ำ "ข้าลงมือเพราะสถานการณ์ในยามนั้นเอื้ออำนวย ส่วนเื่ถอนพิษ สูตรยานั้นใช้วัตถุดิบที่ผู้าุโหลิวรู้จักดีอยู่แล้ว เขาเพียง้าแนวทางที่ถูกต้องเท่านั้น"
"ทว่า..."
"อีกทั้งการที่เ้ามอบโอสถจูหยวนให้ข้า จัดหาสำรับอาหาร และสั่งการดูแลบ่าวไพร่ให้กลับมามีขวัญกำลังใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าไม่แพ้กัน" มู่ฝานหันมาสบตากับซูเหยียนหรานเป็ครั้งแรก "ผู้ที่อยู่เื้ัไม่จำเป็ต้องออกไปสู้รบ แค่ดูแลแนวหลังให้มั่นคงก็นับว่าเพียงพอแล้ว"
ซูเหยียนหรานจ้องมองเขาเงียบๆ พลันหยาดน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาอีกระลอกอย่างไม่อาจควบคุม "เหตุใดเ้าจึงสรรหาวาจามาปลอบโยนได้ดีเช่นนี้ ข้ากำลังพยายามกลั้นน้ำตาอยู่เชียว" นางบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ข้าเพียงเอ่ยความจริง มิได้มีเจตนาทำให้เ้าร้องไห้" มู่ฝานตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ใช้ซับเหงื่อของตนส่งให้นาง "รับไปสิ"
ซูเหยียนหรานรับผ้าเช็ดหน้าที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นและกลิ่นอายสมุนไพรจางๆ มาซับน้ำตา พยายามควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่ง
"งานประลองยุทธ์ครั้งนี้ ข้าจะออกหน้าเอง เ้าไม่ต้องกังวลใจไป" มู่ฝานเอ่ยเสริม
"ทว่าหวังเลี่ยอยู่ถึงขั้นก่อกำเนิด..."
"ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดแล้ว เพิ่งเสร็จสิ้นเมื่อครู่นี้เอง"
ซูเหยียนหรานร่างแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "เมื่อครู่นี้อย่างนั้นหรือ"
"อืม" มู่ฝานพยักหน้ารับอย่างเรียบเฉย "เพิ่งเสร็จสิ้นก่อนจะมาพบเ้า"
ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายวาบด้วยความหวัง นางอ้ำอึ้งคล้ายนึกคำวาจาไม่ออก Inที่สุดก็ทำเพียงพยักหน้ารับอย่างแรงพลางเช็ดน้ำตาจนแห้งเหือด "ดียิ่งนัก" นางเอ่ยเสียงเบา
"ดียิ่ง" มู่ฝานเห็นพ้อง ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน "กลับไปพักผ่อนเถอะ ฟ้าสางแล้ว ข้าเองก็ต้องไปนอนเช่นกัน"
เขาหันหลังเตรียมก้าวเดินจากไป ทว่าพลันชะงักฝ่าเท้าลง "ซูเหยียนหราน"
"มีอะไรหรือ"
"เื่ที่ว่าผู้ใดเป็คนวางพิษเ้า" มู่ฝานเอ่ยโดยมิได้หันหน้ากลับมา "ยามนี้ข้ารู้ตัวคนบงการแล้ว ทว่ายังไม่ถึงเวลาลงมือ ขอเวลาให้ข้าอีกสักระยะ"
ซูเหยียนหรานลืมหายใจไปชั่วขณะ "เ้ารู้แล้วอย่างนั้นหรือ"
"อืม"
"แล้ว... มันเป็ใคร"
มู่ฝานก้าวเดินต่อไปโดยมิได้ตอบคำถาม ทิ้งให้ซูเหยียนหรานนั่งอยู่กับความเงียบและคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ พร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความรู้สึกสับสนระคนไว้เนื้อเชื่อใจ
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงทินกรสาดส่องอ่อนๆ
ภายในห้องทำงานของประมุขตระกูล ซูเจิ้นไห่นั่งอยู่ตรงข้ามกับมู่ฝานที่เดินเข้ามาโดยมิได้รอการเชื้อเชิญ โดยมีซูเหยียนหรานและซูหลิงเอ๋อร์นั่งขนาบข้างผู้เป็บิดา
"เ้ามาพบข้าด้วยเื่งานประลองยุทธ์อย่างนั้นหรือ" ซูเจิ้นไห่เอ่ยถามตรงประเด็น
"ขอรับ" มู่ฝานพยักหน้ารับ "ข้าจะขอเป็ตัวแทนตระกูลซูเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้"
บรรยากาศภายในห้องตกสู่ความเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนที่ซูเจิ้นไห่จะเอ่ยถามทำลายความเงียบ "เ้าทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อกำเนิดแล้วจริงหรือ เหยียนหรานบอกกล่าวแก่ข้าั้แ่เช้าตรู่ ทว่าข้ายังมิอาจปักใจเชื่อได้เต็มร้อย"
มู่ฝานมิได้เอ่ยตอบเป็วาจา เขาเพียงยกฝ่ามือขึ้น พลันปราณสีเงินยวงสว่างวาบะเิออกจากฝ่ามือ แรงกดดันอันทรงพลังทว่านุ่มนวลแผ่ซ่านออกมา จนถ้วยชาบนโต๊ะสั่นะเืส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งเบาๆ
ซูเจิ้นไห่พยักหน้ารับช้าๆ แววตาที่เคยเฉยชาและดูแคลนแปรเปลี่ยนเป็เลื่อมใสระคนยินดี "ดี... ดีมากจริงๆ"
"ทว่าข้ามีเงื่อนไขอยู่ประการหนึ่ง" มู่ฝานเอ่ยต่อ
ซูเจิ้นไห่เลิกคิ้วขึ้น "ลองว่ามา"
"หลังจบงานประลอง ข้า้าเรือนพักขนาดเล็กภายในคฤหาสน์เพื่อใช้เป็สถานที่สันโดษในการฝึกปรือยุทธ์ ไม่จำเป็ต้องใหญ่โตโอ่อ่า เพียงมีพื้นที่กว้างขวางพอเหมาะก็เพียงพอแล้ว" มู่ฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เพียงเท่านี้อย่างนั้นหรือ" ซูเจิ้นไห่แสดงสีหน้าประหลาดใจ ด้วยคาดเดาว่าชายหนุ่มจะเรียกร้องตำแหน่งหรือทรัพย์สินเงินทองมหาศาล
"เพียงเท่านี้"
ซูเจิ้นไห่จ้องมองบุตรเขยผู้นี้อยู่นาน ก่อนจะพยักหน้ารับคำ "ตกลง เรือนหลังเล็กริมสวนฝั่งทิศใต้ ข้าจะสั่งการให้คนจัดเตรียมไว้ให้เ้า"
"ขอบคุณท่านประมุข"
มู่ฝานลุกขึ้นเตรียมตัวจะเดินออกจากห้อง ทว่าชะงักเท้าอีกครา หันกลับมาเอ่ยทิ้งท้าย
"ท่านประมุข Inงานประลองอีกสามวันข้างหน้า ข้าอยากขอให้ท่านเพิ่มความระมัดระวังคนใกล้ชิดไว้ให้ดี งานใหญ่ระดับเมืองเช่นนี้ อาจมีบางคนที่ไม่ได้ยืนอยู่เคียงข้างตระกูลซูอย่างแท้จริง"
ซูเจิ้นไห่ขมวดคิ้วแน่น "เ้าหมายความว่าอย่างไร"
"เพียงขอให้ระวังตัวไว้ก็พอ"
มู่ฝานก้าวเดินจากไป ทิ้งถ้อยคำปริศนาอันหนักอึ้งไว้ภายในห้อง ซูเจิ้นไห่มองตามหลังบุตรเขยจนลับสายตา ก่อนจะหันไปพบว่าซูเหยียนหรานเองก็กำลังทอดสายตามองตามหลังชายหนุ่มไปเช่นกัน ดวงตาของบุตรสาวฉายแววความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็นมาตลอดสามปีเต็ม บางทีสิ่งนั้นอาจเรียกว่า... ความหวัง
เวลาสามวันก่อนจะถึงวันประลองยุทธ์แห่งเมืองเมฆาคล้อย
ทั้งมู่ฝานและหวังเลี่ยต่างตระหนักดีว่า วันนั้นจะเป็วันที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนผันไปตลอดกาล และภายใต้ดวงทินกรที่สาดแสงเจิดจ้าท่ามกลางหมู่เมฆสีขาว ตระกูลซูที่เคยดูคล้ายกำลังจะล่มสลาย กลับเริ่มมีเปลวไฟดวงเล็กๆ จุดประกายขึ้นมาจากภายใน เปลวไฟดวงนั้นมีนามว่า มู่ฝาน