บทที่ 41 เล่อเหนียงงุนงง (รีไรต์)
แม่เฒ่าฉินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ มีสตินึกขึ้นได้ว่า หยางเปียวก็คือลูกของเฉียนเหมยนั่นเอง
“ข้าแทบจะลืมมันไปแล้ว”
หลี่อันกัดผิงกั่วจนหมดในสองสามคำ ก่อนจะโยนไปนอกหน้าต่าง
“ข้าได้ยินมาว่า คำตัดสินของหยางผิงและเฉียนเหมยออกมาแล้ว พวกเขาทั้งคู่ถูกเนรเทศไปทำงานหนักที่เหมืองแร่เป็นเวลายี่สิบปี ด้วยนิสัยของหยางเปียว ข้าเกรงว่ามันอาจจะกลับมาเอาคืนพวกเรา”
แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินดังนั้น แม้ครอบครัวของนางจะมีกำลังคนมาก บุรุษก็ล้วนแข็งแรง แต่ก็มีเด็ก ๆ อยู่หลายคน ถึงแม้ตอนนี้จะมีฮั่นหลิน เฉิงอัน และชายแก่อย่างหลี่อันคอยคุ้มกัน การเผชิญหน้ากันตรง ๆ นางไม่หวั่นเกรง แต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะแอบมาทำร้าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเล่อเหนียง ดวงใจของนาง หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับหลานสาว นางคงหัวใจสลายเป็นแน่
‘หรือว่ามันจะมาลักพาตัวเล่อเหนียง’
‘ถ้ามันทำร้ายหลานชายของข้าล่ะ’
ยิ่งคิดแม่เฒ่าฉินก็ยิ่งกังวล จนตัดสินใจเด็ดขาด รีบสาวเท้ามุ่งตรงไปยังบ้านของฉินฟู่หลินทันที
“ไม่ได้การ ข้าต้องไปบอกกล่าวสักหน่อย ให้ฟู่หลินคอยระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน”
ฉินเยาเยามองท่านย่าที่กำลังร้อนรน จากนั้นก็หาวหวอดใหญ่แล้วหลับตานอน ฉินเยาเยาดูเหมือนจะนอนหลับ แต่จิตของนางได้เข้าไปในพื้นที่มิติแล้ว
ทว่าทันทีที่นางเข้ามา นางก็รู้สึกว่าพื้นที่มิติของนางดูแปลกไปเล็กน้อย อย่างแรกคือ พื้นที่ที่ใช้ปลูกผักขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นหลายที่
เดิมทีมองออกไปจากลานเล็ก ๆ จะเห็นภูเขาได้อย่างชัดเจน แต่ตอนนี้กลับเห็นเลือนราง และใต้ซุ้มองุ่นนั้น โลหะสีดำได้เผยออกมาทั้งหมดแล้ว
นี่...นี่คือหม้อสามขาหรือเตาหลอม
ฉินเยาเยามองสิ่งของสีดำนั้นด้วยความสงสัย ครุ่นคิดหาคำตอบไม่เจอว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร หรือว่าจะเป็นสิ่งของสำหรับปรุงยาอายุวัฒนะ
เมื่อขบคิดหาคำตอบไม่ได้ นางจึงเลิกใส่ใจด้วยวัยเพียงเท่านี้ สิ่งของชิ้นโตขนาดนั้น นางไม่สามารถทำสิ่งใดกับมันได้
ตอนนี้นางไม่มีทั้งเวลาและเรี่ยวแรงที่จะมาใส่ใจเรื่องนี้ ปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นไป
เมื่อฉินเยาเยามองไปยังส่วนที่ปลูกผลไม้ ก็เห็นลูกสัตว์น้อยใหญ่วิ่งเล่นกันเต็มไปหมด ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ขยายพันธุ์กันเก่งเสียจริงนะ!
ฉินเยาเยารู้สึกเสียใจที่ให้ท่านย่านำสิ่งของของทหารหนานหมานมาไว้ในพื้นที่มิติของนาง โดยเฉพาะไก่ เป็ด ปลา แพะ หมู กระต่ายที่ใช้ไว้เป็นเสบียง ตอนนี้นางไม่สามารถนำมันออกไปได้ และดูเหมือนพื้นที่มิติก็มีพื้นที่จำกัด
โชคยังดีที่พื้นที่มิติขยายเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่มันก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนกระต่ายที่ออกลูกทุกเดือน ไก่ เป็ด ห่าน ที่ออกลูกทุกสองเดือน หมูที่ออกลูกปีละสองครั้ง ยังไม่รวมถึงวัวและแพะอีกมากมาย
นางเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับความมั่งคั่งนี้
เอ๊ะ!
สิ่งนี้คือสิ่งใดกัน
ฉินเยาเยาหันไปมองเห็นพืชสีแดงหลายต้น นางจึงเข้าไปดูใกล้ ๆ ในทันที ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ยิ่งงดงามมากเท่าใด ยิ่งแฝงไว้ด้วยอันตราย
ในตอนแรกนางจึงค่อย ๆ ใช้พลังจิตหยิบก้อนหินโยนเข้าไปเพื่อทดสอบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า นี่มันคือพื้นที่มิติของนางเอง นางจะไปกลัวสิ่งใดเล่า
ฉินเยาเยาควบคุมพลังจิต ค่อย ๆ ลอยตัวเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นชัดว่ามันคืออะไร ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
หญ้าเพลิงมรณะ?!
ฉินเยาเยารีบใช้พลังจิตพลิกตำราแพทย์โบราณเล่มหนึ่งที่ถูกทิ้งอยู่ตรงมุมห้อง เมื่อเปิดหน้าแรกของตำรา ก็พบบันทึกเกี่ยวกับหญ้าเพลิงมรณะ
นางพิจารณาอย่างละเอียดก็พบว่ามันคือหญ้าเพลิงจริง ๆ
หญ้าในตำนาน!
การค้นพบครั้งนี้ทำให้ฉินเยาเยารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง นางค่อย ๆ ย้ายหญ้าเพลิงมรณะไปปลูกในดินดำอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ถอนโสมรอบ ๆ ออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้หญ้าเพลิงมรณะเติบโต
แล้วนางก็ลอยไปมุมหนึ่ง อ่านตำราแพทย์โบราณที่เคยทิ้งไว้อย่างละเอียด
ตำราแพทย์โบราณเล่มนี้นางได้มาตอนที่ร่วมมือกับผู้นำประเทศ ไปขโมยสำริดและเครื่องเคลือบดินเผาจากพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ จริง ๆ แล้วพวกมันถือว่าเป็นสมบัติของประเทศจีน
หลังจากได้มานางก็ศึกษาอย่างจริงจัง แต่เมื่อพบว่าสมุนไพรหลายชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วในโลกความเป็นจริง นางจึงโยนตำราแพทย์โบราณเล่มนี้ทิ้งไว้ตรงมุมห้องเช่นเดิม
ฉินเยาเยาจมดิ่งอยู่กับตำราแพทย์โบราณ จนไม่รู้ว่าโลกภายนอกกำลังเกิดเรื่องวุ่นวาย
……
“หมอหลี่ เหตุใดเล่อเหนียงจึงยังไม่ยอมตื่น นางหลับมาหนึ่งวันเต็มแล้ว หรือว่านางมีอาการป่วยใด”
เสียงบ่งบอกความร้อนใจของแม่เฒ่าฉินเอ่ยถามหลี่อันดังขึ้น ขณะที่มือของนางนั้นกำแขนของหลี่อันแน่น แม้สมาชิกในครอบครัวจะไม่ได้เอ่ยคำใด แต่ดวงตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่หลี่อัน
ส่วนสวี่ซิ่วอิงนั้น นางไม่อาจห้ามน้ำตาแห่งความกังวลได้ มือบางกอดฉินเยาเยาไว้แน่น หลี่อันตรวจชีพจรของฉินเยาเยาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเบิกเปลือกตาของนางขึ้นเพื่อตรวจดู จากนั้นจึงโน้มกายลงฟังเสียงหัวใจที่อก
“เล่อเหนียงไม่ได้มีอาการป่วยใด” หลี่อันเอ่ยสรุป
“เช่นนั้นเหตุใดนางจึงหลับมาหนึ่งวันแล้วไม่ยอมตื่น” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
หลี่อันเกรงว่าตนอาจตรวจขาดตกบกพร่อง จึงตรวจชีพจรอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม หลี่อันไม่เคยพบเห็นเช่นนี้มาก่อน เครียดถึงขั้นเกือบจะดึงเคราของตนเองให้หลุดร่วง
ทันใดนั้น เขาก็คิดอะไรบางอย่างออก “หรือว่าจะเป็นเพราะอาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วง?”
ทุกคนในครอบครัวต่างนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ อาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วง
หลี่อันกล่าวต่อ “หากนางไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอย่างอื่น ก็คงจะเป็นเพราะอาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วงเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจอธิบายได้ แต่เช่นนั้นก็ไม่ถูกต้อง อาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วงจะทำให้นางหลับได้นานถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
หลี่อันกางมือออกทั้งสองข้าง “เช่นนั้นแล้วจะอธิบายเช่นไร”
“จากการที่ข้าตรวจชีพจรแล้ว เล่อเหนียงมีร่างกายแข็งแรงเลยทีเดียว”
แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางกล่าวปลอบโยนทุกคนว่า “หรือบางทีอาจเป็นเพราะเล่อเหนียงกำลังอยู่ในช่วงวัยเติบโตจึงทำให้นางนอนหลับมากเช่นนี้ รอให้นางตื่นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยสังเกตอาการอีกครั้งก็ยังไม่สาย”
เมื่อฉินเยาเยาตื่นขึ้น ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ภายในห้องสว่างไสวไปด้วยแสงเทียน นางยังไม่ทันส่งเสียงก็ได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นด้วยความยินดี
“เล่อเหนียงตื่นแล้ว!”
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น บรรยากาศภายในห้องพลันอลหม่าน เมื่อทุกคนกรูกันเข้ามา
“หมอหลี่ รีบมาตรวจอาการของเล่อเหนียงเถิด นางฟื้นแล้ว”
หมอหลี่ก้าวเข้ามาตรวจชีพจรอย่างละเอียด ก่อนจะหันไปบอกกับทุกคนว่า “ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าอาการของนางเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็รู้สึกโล่งใจ
การที่เล่อเหนียงหลับไปหนึ่งวันเต็ม โดยไม่ตื่นขึ้น ทำให้พวกเขากังวลใจ
เกิดเรื่องอันใดขึ้น
ฉินเยาเยาจ้องมองไปยังพ่อ แม่ ลุง ป้าสะใภ้ เหล่าพี่ชายรวมถึงท่านย่าที่กำลังยินดีปรีดากับการตื่นขึ้นมาของนางด้วยความงุนงง
ตำราแพทย์โบราณนั้น นับว่าเย้ายวนใจอย่างยิ่งสำหรับหมอเช่นนาง โดยเฉพาะเมื่อมันปรากฏขึ้นในพื้นที่มิติ สิ่งที่บันทึกไว้ในตำรานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้นางไม่อาจละสายตาได้แม้แต่น้อย
นางอ่านตำราแพทย์โบราณเล่มนั้นอย่างตั้งใจ พยายามจดจำสมุนไพรล้ำค่าต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ จนกระทั่งลืมเวลาไปเสียสนิท เมื่อรู้สึกตัวอีกที ตื่นขึ้นมาก็พบกับภาพเหตุการณ์เช่นนี้
พวกเขาพากันรุมล้อมนางเช่นนี้เพราะเหตุใด หรือว่านางงามล่มบ้านล่มเมือง หรือว่านางเผยร่างจริงให้เห็นแล้ว
เมื่อหลี่อันตรวจชีพจรของฉินเยาเยาเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็ดึงหลี่อันออกไป แล้วโผเข้ามาสวมกอดฉินเยาเยาพลางร้องไห้
“โอ๋ ๆ หลานรักของย่า เจ้าทำเอาย่าตกใจแทบสิ้นสติ หากเจ้าเป็นอันใดไป ย่าจะอยู่ได้อย่างไรกัน”
ได้ยินคำคร่ำครวญของท่านย่า ทำให้ฉินเยาเยาสับสนงุนงงยิ่งนัก!