คำว่า “เป้าหมาย” ยังไม่ทันเลือนจากแสงบนูเาคนในโม่เหอก็เริ่มถามว่าใครคือเหยื่อ
ศพชายชุดดำนอนข้างคอกม้า เืตรงมุมปากแข็งเป็สีคล้ำแผ่นเหล็กดำแตกสองส่วนอยู่ห่างออกไปส่วนเยี่ยซิงเหอยืนถือกระบี่ท่ามกลางสายตาซึ่งไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“พวกมันมาเพราะเด็กคนนี้” ชาวบ้านผู้หนึ่งกล่าว
“เมื่อครู่ก็เด็กคนนี้ช่วยอาเหวินออกจากเส้นเื” อีกคนโต้
“หากไม่มีเขา เส้นเือาจไม่มาถึงหมู่บ้านแต่แรก”
“หากไม่มีเขา เ้าก็ปล่อยอาเหวินตายหรือ”
เสียงถกเถียงลุกเร็วกว่าไฟในฟืนแห้งผู้ใหญ่บ้านใช้ด้ามจอบกระแทกพื้นสามครั้ง ทุกคนจึงหยุดแต่ความหวาดระแวงมิได้หยุดตาม
เยี่ยซิงเหอเก็บกระบี่เข้าฝักน้ำหนักบนเอวทำให้ข้อเท้าที่าเ็สั่น เขาอยากอธิบายทว่าความจริงที่รู้มีน้อยเกินไป ส่วนความจริงที่ควรรู้กลับอยู่ในปากของผู้เฒ่าโม่
ชายชรายืนตรวจศพโดยไม่สนเสียงรอบข้างเขาใช้ปลายไม้เท้าเปิดริมฝีปากคนตาย เห็นเศษเม็ดโลหะดำติดระหว่างฟันจึงก้มเก็บด้วยผ้าสามชั้น
“มันกลืนสิ่งใด” ผู้ใหญ่บ้านถาม
“สิ่งที่ทำให้คนตายก่อนตอบ”
“แล้วแผ่นเหล็กเล่า ส่งสิ่งใดออกไป”
ผู้เฒ่าโม่มองเยี่ยซิงเหอ “กระบี่หนึ่งเล่ม ปราณสีทองหนึ่งสายและผู้ถือซึ่งยังหนุ่ม”
ลานเงียบลงอีกครั้ง
คราวนี้มิใช่เพราะคำสั่ง หากเพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่าข่าวเดินทางออกจากโม่เหอแล้ว
“พวกมันตามหาข้า” เยี่ยซิงเหอกล่าว
ผู้เฒ่าโม่ไม่ปฏิเสธ
“ท่านรู้อยู่ก่อนหรือไม่”
“รู้ว่าจะมีคนตามหาสิ่งซึ่งถูกซ่อน”
“สิ่งนั้นคือข้าหรือดวงตรา”
“ตอนนี้สองอย่างแยกจากกันไม่ได้”
คำตอบจริงแต่ไม่ครบยิ่งคมกว่าคำโกหกมันตัดทางให้ซักต่อโดยไม่มอบทางใหม่
ผู้ใหญ่บ้านมองคนทั้งสอง “เื่ในเรือนค่อยถามคืนนี้ต้องย้ายเด็กกับคนชราไปเรือนกลาง เก็บน้ำจากบ่อสำรองและเผาศพนอกกำแพงก่อนมันกลายเป็กลอุบายอีกชั้น”
ไม่มีใดคัดค้าน งานถูกแบ่งทันที นายพรานลากศพขึ้นแคร่ชายหนุ่มจากเมืองนำคนตรวจคอกม้า ส่วนเยี่ยซิงเหอถูกสั่งให้กลับเรือนยา
เขาเดินตามผู้เฒ่าโม่ไปโดยไม่พูด แต่ทุกก้าวทำให้คำถามหนักขึ้น
เมื่อบานประตูเรือนยาปิด เขาวางกระบี่บนโต๊ะจนถ้วยยาสั่น
“เหตุใดต้องซ่อนข้า”
ผู้เฒ่าโม่จุดตะเกียงเพิ่ม มิได้หันมา“เพราะคนที่กำลังตามหาเ้าไม่ถามก่อนว่าจะเหลือผู้ใดมีชีวิต”
“นั่นมิใช่คำตอบ”
“เป็คำตอบที่ช่วยให้เ้ารอดถึงคืนนี้”
“แล้วพรุ่งนี้เล่า”
“หากยังมีพรุ่งนี้ เ้าก็ถามใหม่ได้”
เยี่ยซิงเหอจับขอบโต๊ะ มือขวายังชาจากแรงสะท้อนของกระบี่“ร่างข้าไร้ปราณจริงหรือไม่”
ผู้เฒ่าโม่หยุดมือ
นอกเรือนมีเสียงคนลากถังน้ำผ่านตรอกไม่มีผู้ใดรู้ว่าคำตอบหนึ่งในห้องนี้อาจเปลี่ยนสิ่งซึ่งทั้งหมู่บ้านเชื่อมานาน
“ไม่ว่างเปล่า” ชายชรากล่าวในที่สุด “มันถูกปิด”
เยี่ยซิงเหอได้ยินหัวใจตนเต้นชัด
“ผู้ใดปิด”
“ข้ายังบอกไม่ได้”
“เพราะไม่รู้ หรือเพราะไม่ไว้ใจข้า”
“เพราะผู้ที่วางผนึกอาจทิ้งหูไว้ในทุกวิธีที่ใช้เปิดมันการบอกชื่อผิดเวลาเท่ากับเคาะประตูเรียกคนด้านนอก”
“ท่านรู้ชื่อหรือไม่”
ผู้เฒ่าโม่ยกกาน้ำร้อนออกจากเตา“พอรู้ว่าการเอ่ยคืนนี้ไม่ช่วยให้เ้าชนะผู้ใด”
“แต่ช่วยให้ข้าเลือกได้ว่าจะอยู่หรือไป”
ชายชราวางกาลงแรงกว่าปกติ“เ้าคิดว่าการรู้ชื่อศัตรูทำให้ขาเ้าหายเจ็บหรือ กระบี่เบาลงหรือคนทั้งหมู่บ้านเชื่อเ้าอีกครั้งหรือ”
“ไม่”
“เช่นนั้นจงรักษาสิ่งที่แก้ได้ก่อน”
“ท่านจะพาข้าหนีใช่หรือไม่”
เปลวตะเกียงไหว ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ แต่ความเงียบนั้นชัดพอ
เยี่ยซิงเหอคิดถึงคนที่ล้มข้างคอกม้าคิดถึงเด็กซึ่งถูกอุ้มไปเรือนกลางและคิดถึงประตูเหนือซึ่งชาวบ้านเสียเวลาซ่อมเพราะเขาฝึกเขาเคย้าหนีสายตาที่เรียกว่าไร้ค่าทว่าบัดนี้การจากไปอาจทำให้ทุกคนเชื่อว่าต้นเหตุของภัยทอดทิ้งพวกเขาไว้รับผล
“ถ้าพวกมันมา ข้าจะไม่หนี”
ผู้เฒ่าโม่หันกลับทันที “คำพูดของคนยืนไม่ไหวไม่มีน้ำหนัก”
“เช่นนั้นทำให้ข้ายืนไหว”
“คำสาบานมิใช่วิชา”
“แต่เป็เหตุให้ข้าต้องเรียนวิชา”
สายตาคนทั้งสองปะทะกัน คนหนึ่ง้ารักษาชีวิตด้วยการปิดทางอีกคน้ามีสิทธิ์เลือกแม้ทางนั้นอาจพาไปหาอันตราย
ผู้เฒ่าโม่ถอนใจ “หลับหนึ่งคืน พรุ่งนี้ขึ้นเขา”
“ข้อเท้าข้า—”
“เ้าพูดเองว่า้ายืนไหว”
* * *
รุ่งเช้า หิมะบนลานทดสอบมีรอยตีนสัตว์วนอยู่สามชั้น
หมาป่าหิมะตัวหนึ่งยืนข้างเสาหิน ขนตรงฐานคอยังแหว่งเป็วงรอยแผลเก่าจากโลหะดำปิดแล้ว แต่มันทิ้งน้ำหนักขาหน้าซ้ายไม่เต็มเหลืองตาคู่เดิมจับอยู่ที่เยี่ยซิงเหอโดยไม่มีความคลุ้มคลั่งหลงเหลือ
เขาจำมันได้
สัตว์ตัวซึ่งเคยถูกใช้เป็ขาให้ค่ายกลเดินและเป็ปากให้ศัตรูทดสอบดวงตรา
“ท่านจับมันมาได้อย่างไร”
“มันตามกลิ่นเนื้อ ไม่ได้ตามข้า”ผู้เฒ่าโม่ยืนบนแท่นหินด้านนอก “ข้าเพียงทำให้ทางกลับแคบลง”
รอบลานมีเชือกผูกกระดิ่งแขวนต่ำ หากหมาป่าข้ามออกไปเสียงจะเตือนนายพรานซึ่งเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ไม่มีกรง ไม่มีโซ่และไม่มีค่ายกลบังคับสัตว์ มันยังเลือกหนีหรือกัดได้ด้วยตนเอง
ชายหนุ่มจากเมืองยืนถือทวนเฝ้าช่องลงหมู่บ้าน “หากเ้าพลาดข้าจะขวางมัน”
“อย่าขวางก่อนครบสามกระบวนท่า” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
เยี่ยซิงเหอหันมอง “เหตุใดสาม”
“เพราะร่างไร้ปราณของเ้ารับพลังทองเต็มที่ได้ไม่เกินสาม่หากศึกยาวกว่านั้น เ้าจะกลายเป็ภาระ ไม่ใช่ผู้ปกป้อง”
“ต้องฆ่าหรือไม่”
“ชนะ มิใช่ฆ่า”
ผู้เฒ่าโม่โยนเศษเนื้อแห้งลงกลางลาน หมาป่าไม่มองมันจ้องรอยเสี้ยวดาวซึ่งซ่อนใต้เสื้อของเยี่ยซิงเหอราวความทรงจำจากโลหะดำยังสอนให้มันเกลียดกลิ่นนั้น
เยี่ยซิงเหอวางมือบนด้ามกระบี่ เขาไม่เปิดเนตรทันทีหิมะบอกตำแหน่งเท้าสัตว์ ลมหายใจสีขาวบอกจังหวะและหางที่กดต่ำบอกว่ามันพร้อมพุ่งมากกว่าหนี
ผู้เฒ่าโม่เคาะไม้เท้า
หมาป่ากระโจน
กระบวนท่าแรกเยี่ยซิงเหอใช้ย่างก้าวดาราล่องหนเพียงครึ่งจังหวะ ไม่เร่งปราณถึงขั้นทิ้งภาพเขาเลื่อนออกจากแนวเขี้ยวไปทางขาที่เจ็บของมัน
หมาป่าคาดทางได้ มันบิดตัวกลางอากาศ ขาหลังตวัดหิมะเข้าตาเขาแล้วหันกัดด้านซ้ายซึ่งกระบี่ชักยาก
เยี่ยซิงเหอหลับตาก่อนหิมะถึง แต่ช้าไป เขี้ยวเฉือนแขนเสื้อรอยเก่าใต้ผ้าพันแผลเปิดร้อน
“หนึ่ง” ผู้เฒ่าโม่นับ
สัตว์มิได้รอให้เขาตั้งหลัก มันลงพื้นแล้ววิ่งวนใช้รอยเท้าหลายชั้นกลบตำแหน่งจริงเสียงกระดิ่งรอบลานสั่นจากลมจนแยกไม่ได้ว่ามันจะออกทางใด
เยี่ยซิงเหอเปิดเนตรเพียงชั่วพริบตา
เส้นปราณในร่างหมาป่าบางและขาด่ตรงฐานคอแต่จุดที่อ่อนที่สุดมิใช่แผลเก่ามันคือขาหน้าซ้ายซึ่งรับน้ำหนักช้ากว่าขวาครึ่งจังหวะ
เขาปิดเนตรทันที ภาพยังแยกซ้อนอยู่สองชั้น ความปวดแทงหลังดวงตาแต่ข้อมูลพอแล้ว
กระบวนท่าที่สอง หมาป่าพุ่งต่ำ เยี่ยซิงเหอไม่หลบเขาชักกระบี่ออกเพียงฝัก ใช้ปลายฝักกดหิมะหน้าเท้าซ้ายของมันแล้วหมุนตัวรับแรงด้วยไหล่
พื้นหิมะยุบ ขาหน้าซ้ายเสียหลัก เขี้ยวผ่านชายโครงไปเพียงชุ่น
ทว่าแรงสัตว์ทั้งตัวส่งผ่านฝักเข้ากระบี่เงาดาราน้ำหนักบนข้อมือเพิ่มทันที เยี่ยซิงเหอถูกลากไปสองก้าว ส้นเท้าขุดร่องลึกไม่อาจยกอาวุธขึ้นตามเดิม
“สอง”
หมาป่ากลิ้งลุก ดวงตาเปลี่ยนจากโกรธเป็ระวังมันรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มใช้พื้นทำร้ายจังหวะ จึงไม่พุ่งตรงอีก
มันถอยไปยังเชือกกระดิ่ง
ชายหนุ่มจากเมืองขยับทวน เพราะหากสัตว์หลุดลานด้านล่างมีคนตัดฟืนอยู่
“อย่าเพิ่ง!” เยี่ยซิงเหอเตือน
หมาป่าหันตามเสียงทวนเพียงชั่วขณะแล้วเปลี่ยนเป้าหมายไปยังช่องลงหมู่บ้านศัตรูซึ่งมีสติย่อมไม่จำเป็ต้องชนะคนตรงหน้าเพียงบังคับให้เขาเลือกสิ่งที่ต้องปกป้องก็พอ
นี่คือกระบวนท่าสุดท้าย
หากใช้ปราณเต็ม เขาอาจตามทัน แต่ทิ้งรอยให้ผู้บนเขาเห็นหากไม่ใช้ สัตว์อาจผ่านเชือกก่อนทวนขวางได้
เยี่ยซิงเหอนึกถึงคำสาบานเมื่อคืน
เขามิได้สาบานว่าจะซ่อนตนได้ตลอดไปเขาสาบานว่าจะไม่หนีเมื่อผู้คนด้านหลังรับภัย
ปราณสีทองจุดขึ้นที่ข้อเท้า
เขาก้าวหนึ่งครั้ง
เงาบนหิมะยังค้างอยู่ด้านหลังตัวจริงตัดหน้าหมาป่าตรงเชือกกระดิ่ง เยี่ยซิงเหอไม่ฟันคอเขาปล่อยฝักหนักลงพื้นขวางทาง แล้วใช้คมกระบี่แตะเหนือรอยแผลเก่าพอดี
หมาป่าหยุด
คมดำมีแสงทองเพียงเส้นเดียว มันรับรู้แรงซึ่งสามารถกดลงได้แต่เยี่ยซิงเหอไม่กด
สัตว์แยกเขี้ยวอยู่สามลมหายใจ ก่อนลดหัวและถอยจากช่องทาง
“สาม” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
เยี่ยซิงเหอเก็บกระบี่ แต่แขนไม่ยอมทำตาม นิ้วคลายเองอาวุธตกลงหิมะ ร่างกายซึ่งเคยผ่านการฝึกในหอคอยกลับว่างเปล่าราวสิบวันทั้งหมดเหลือเพียงความรู้ที่กล้ามเนื้อยังจ่ายไม่ไหว
เขาทรุดเข่าหนึ่งข้าง
หมาป่ามองเขาแล้วหันไปกินเนื้อแห้งกลางลานมิได้หนีลงหมู่บ้านอีก
ชายหนุ่มจากเมืองลดทวน “ชนะโดยไม่ฆ่า”
“และหมดแรงโดยไม่ถูกกัดตาย” ผู้เฒ่าโม่เดินลงมา “อย่ารีบชม”
เยี่ยซิงเหอหอบ “สามกระบวนท่า”
“กับสัตว์ที่เคยาเ็และพื้นที่ซึ่งเ้ารู้หากเปลี่ยนเป็คนสามคน เ้าตายก่อนนับถึงสอง”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ฝึกกับคน”
“พรุ่งนี้เ้าช่วยซ่อมประตู”
“แล้วมะรืน—”
“หากมะรืนยังมาถึง”
ผู้เฒ่าโม่ก้มเก็บกระบี่ พลิกดูแสงซึ่งดับช้ากว่าปกติบนคมแล้วคืนให้เ้าของ “คำสาบานของเ้าได้วิชาสามกระบวนท่า แต่จงจำราคาร่างนี้มิได้มีปราณให้เ้าผลาญตามใจ ต่อให้รู้วิธีชนะเ้าก็อาจไม่มีแรงพาคนกลับบ้าน”
เยี่ยซิงเหอรับกระบี่ด้วยสองมือ “ข้าจะจำ”
บนสันเขาไกลออกไป ไม่มีแสงแดงตอบการใช้ปราณครั้งนี้ผู้เฒ่าโม่เลือกพื้นที่ซึ่งก้อนหินสามชั้นบังร่องรอยไว้แต่ชายชรายังมองขึ้นไปนานกว่าปกติ
* * *
คืนนั้น เยี่ยซิงเหอตื่นเพราะเสียงไม้ครูดพื้นใต้เรือนยา
ความล้าทำให้เขาลุกช้า เขาเดินออกจากมุมพักเห็นผู้เฒ่าโม่เปิดแผ่นไม้ใต้ตั่งและยกกล่องเก่าขึ้นมากล่องใบใหญ่พอใส่เสื้อสองชุด ขวดยาแห้ง และแผ่นไม้บอกทาง
บนโต๊ะมีถุงเสบียงสามถุง
เสื้อคลุมกันหิมะสองตัว
กับแผนที่ทางใต้ซึ่งขีดเส้นเลี่ยงด่านตรวจทุกแห่ง
เยี่ยซิงเหอไม่ได้ส่งเสียงชายชราจึงยังไม่รู้ว่าเขายืนอยู่หลังประตู
ผู้เฒ่าโม่หยิบของจากกล่องทีละชิ้น จัดเป็ของที่ต้องเผาของที่ต้องทิ้ง และของที่ต้องพกติดตัว
คำว่าไม่หนีของเยี่ยซิงเหอยังอยู่
แต่ผู้เฒ่าโม่เริ่มเตรียมทางหนีแล้ว