หอสมุดต้องห้าม
ภายในห้องที่เดิมเป็นที่ที่จะให้อเล็กซานดร้าและเอเลน่าฝึกฝนเวทมนตร์กันแต่พวกนางกลับหายไปในระหว่างการสร้างจินตภาพเวทมนตร์โดยถูกสัตว์ประหลาดเขมือบเข้าไปในท้อง โคลตันและเกรย์สันพวกเขากังวลกันมากจนนั่งไม่ติดเก้าอี้
“เฮ้ โคลตันคิดหาวิธีหน่อยสิ นี่มันก็หลายเดือนแล้วนะหลังจากที่พวกนางเข้าไปที่นั่น วันสองวันก็พอว่าแต่นี่ก็ผ่านมาจะร่วมหกเดือนได้แล้วหลังจากที่อเล็กซานดร้าและเอเลน่าหายตัวไปถึงจะมั่นใจว่ายังอยู่ในโลกของหอสมุดต้องห้ามแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร”
เกรย์สันกล่าวด้วยความร้อนใจ
“….ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วง ข้าก็เป็นห่วงเหมือนกันถึงแม้เวลามันจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเราแต่พวกนางก็นับว่าเป็นคู่พันธสัญญาที่พวกเราได้เลือกเอาไว้แล้ว ข้าก็เชื่อในตัวพวกนางเพียงแต่หากมันมีเรื่องที่เกินรับมือ….. พวกเราทั้งสองอาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกล้มเหลวเพราะขนาดคู่พันธสัญญาที่กำลังจะทำพันธสัญญายังตกตายไปก่อน”
โคลตันกล่าวด้วยความหดหู่
“เจ้าก็พูดแต่ในเรื่องที่เลวร้ายขึ้นมาก่อนเลยนะ คิดในแง่ดีไม่ก็กลางๆหน่อยสิ ขืนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ข้ามาฟัง เขาจะว่าเจ้าหมดความเชื่อในตัวของพวกนางไปเสียก่อนนะ”
“เฮ้อ…..ช่างเถอะคิดเยอะไปก็ปวดหัวเปล่าๆ พวกนางจะกลับมาได้ต่อให้เชื่อจนหมดหรือไม่เชื่อเลยมันก็ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว รอต่อไปเถอะนี่คือสิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้”
หลังจากที่พุดคุยกันไปโคลตันและเกรย์สันก็หยุดการพูดคุยลง กลับไปเงียบและร้อนใจเหมือนเดิมถึงจะพูดขึ้นมาก็แค่ทำให้ตนเองหยุดกระทำชั่วขณะแต่ถ้าอเล็กซานดร้าและเอเลน่าไม่มาปรากฏตัวที่นี่พวกเขาก็คงหาความวางใจมาไม่ได้
ในขณะที่เป็นแบบนั้นเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น
“ขอบคุณพวกท่านที่เป็นห่วงพวกข้า”
แน่นอนเสียงนั้นก็คือเสียงของอเล็กซานดร้าที่กล่าวออกมา นางกำลังเดินออกมาจากประตูพร้อมกับเอเลน่า
“พวกเจ้ากลับมาแล้ว”
โคลตันและเกรย์สันกล่าวพร้อมกันด้วยความดีใจแต่พอผ่านมาสักพักพวกเขาก็เก็บอากัปกิริยากลับไป
“คิกๆ ท่าทีแบบนั้นของพวกท่านมันอะไรกัน ในเวลาแบบนี้เวลาดีใจก็ไม่ควรเก็บอาการเอาไว้สิถูกไหม”
“เอาเป็นว่าช่างมันไปเถอะเรื่องนั้น ว่าแต่พวกเจ้าที่หายตัวไปร่วมหกเดือนไปอยู่ที่ไหนกันมา”
เกรย์สันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง เขาสังหรณ์ใจว่าจะเป็นที่ที่เขารู้จักเพราะที่นั่นเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นทั่วไปคือเรื่องปกติของที่นั่น
อเล็กซานดร้าและเอเลน่าพวกนางที่รู้ว่าหายไปกว่าหกเดือน! ก็ขมวดคิ้วก็ความรู้สึกมันผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ภายในหอสมุดต้องห้ามแห่งนี้
“พวกข้าเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าคือที่ไหนแต่ว่ามีจุดร่วมที่สังเกตได้ก็คือ…..”
อเล็กซานดร้าเล่าเรื่องที่พบเจอมาทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่คุยส่วนตัวกับชายชราเท่านั้นที่ไม่ยกขึ้นมาพูด
“เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นนี่เองคงจะว่าเป็นโชคดีก็ไม่เชิงเสียทีเดียวเพราะถึงจะได้ของดีมาแต่สิ่งที่พบเจอมามันเกินความคาดหมายมากเกินไป”
เกรย์สันกล่าว เขาลอบถอนหายใจเพราะมันไม่ใช่ที่แห่งนั้นที่เขารู้จัก
“ว่าแต่เจ้าเป็นราชินีอสูรในรอบนี้หรอกหรือ…..น่าสนใจ”
โคลตันกล่าวพร้อมกับทำท่าพิจารณาเอเลน่าไปในตัว
“ท่านไม่ต้องมาคิดที่จะล่อลวงเอเลน่าเลยนะ ข้าไม่อนุญาต”
อเล็กซานดร้ากล่าวพร้อมยืนบังร่างของเอเลน่าเอาไว้ ทำให้โคลตันถึงกับสะดุ้งเพราะคำพูดของอเล็กซานดร้าเล่นเอาเขาพูดไม่ออก
“เอ่อ…..”
“ฮ่า ฮ่า เจ้าโคลตันก็โดนเล่นงานเข้าให้แล้ว”
“เจ้าเงียบไปเลย…..ช่างเรื่องล้อเล่นไว้ก่อน คือว่านะราชินีอสูรที่ว่าคงเป็นคนพวกนั้นใช่หรือไม่ เอเลน่า”
พวกนั้นที่โคลตันหมายถึงคือขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลาย
“ใช่ ทำไมหรือ?”
“ขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลายจัดได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในหมู่มวลอสูร แน่นอนว่าราชินีอสูรมีหลายคนแต่หากจะกล่าวถึงที่โดดเด่นและโด่งดังที่สุดคงจะเป็นขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลายและราชินีของพวกเขาจะแปลกประหลาดมากที่ คนแรกเป็นคนของเผ่ามาร คนที่สองเป็นคนของเผ่าทะเลลึก คนที่สาม…… คนล่าสุดที่ตกตายไปเมื่อไม่นานมานี้คือคนของเผ่ามนุษย์ และก็สุดท้ายมาเป็นเจ้าที่เป็นปีศาจ พวกเจ้าคิดว่ามันแปลกหรือไม่เพราะในนี้ไม่มีใครเป็นคนของเผ่าอสูรเลยแตกต่างไปจาก กลุ่มอื่น”
ถ้าจากที่โคลตันกล่าวมามันถูกต้องนั่นเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากที่สุดเพราะการที่เผ่าพันธ์ุอื่นมาปกครองตนเองมันไม่ต่างอะไรกับการทำลายศักดิ์ศรีของตนเอง
“มันคือคำสาปแห่งการล่มสลายน่ะ คำสาปนี้เป็นคำสาปของเทพอสูรเองที่เป็นผู้สาปที่ว่า ‘ไม่ว่าวัฏจักรใดกี่รอบก็ตามจะไม่มีราชินีอสูรเป็นเผ่าอสูรอีก’ ส่วนเรื่องที่สาปนั้นเพราะเหตุใดข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เรื่องที่ข้าไม่สบายใจมันต่อจากนี้ก็คือคนที่เป็นราชินีอสูรทุกคนมักจะต้องเผชิญหน้ากับเทพอสูรด้วยชีวิต ตามที่ข้าทั้งชีวิตนี้ได้ยินมาต่อจากนั้น เหตุก็คือต้องประหารเทพอสูรแล้วขึ้นเป็นจักรพรรดินีอสูรให้จงได้”
จากที่โคลตันกล่าวมาเอเลน่ากลับไม่เข้าใจเลย ทำไม? เพราะเหตุใด? คำถามที่นางเองก็ไม่รู้จะถามกับใครแค่ปริศนาและอันตรายที่มีหลายต่อหลายคนระหว่างทางว่ามามันก็ทำให้น่าอึดอัดมากเดิมนางก็เป็นแค่เด็กสาวที่พึ่งอายุสิบขวบปีก็เท่านั้นแต่ต้องมาแบกความอัดอั้นแบบนี้เอาไว้ถึงแม้ความคิดจะเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กทั่วไปมาก ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องพวกนี้เลยต่อให้เป็นผู้ใหญ่สักอายุยี่สิบสามสิบก็ต้องหนักใจไม่แพ้กัน
อเล็กซานดร้าที่เห็นเอเลน่ากำลังกุ้มใจนางก็ดึงเอเลน่าเข้ามากอดแล้วกล่าว
“โถ่ เอเลน่าของข้า เจ้าจะกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นทำไมกันแล้วเจ้าไม่คิดรึว่ายังมีข้า ยังไม่คิดอีกหรือว่าพอถึงตอนนั้นเจ้าจะแข็งแกร่งมากพอจะทำให้พวกเขาสยบแทบเท้าของเจ้าทุกคน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าไม่มีทางมองข้ามเรื่องของเจ้าหรอก ทำใจให้สบายเถอะ”
เอเลน่าที่ราวกับลูกแมวน้อยถูกทิ้งที่น่าสงสารก็สบายใจขึ้นมาเพราะคำปลอบใจของอเล็กซานดร้า โคลตันและเกรย์สันที่เห็นแบบนั้นก็ไม่กล้าขัดอะไรพวกเขาเข้าใจดีเพราะพวกนางก็ยังแค่เด็กสาวอายุสิบขวบปีเท่านั้นด้านประสบการณ์พวกเขาย่อมเผชิญมามากมายแต่เด็กตัวแค่นี้แบกรับโดยที่ไม่ปริปากบอกว่ามันโหดร้ายได้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว
แต่ว่าพวกเขาก็แอบสงสัยที่อเล็๋กซานดร้าที่แตกต่างไปจากเด็กปกติทั่วไปไม่ว่านางจะฟังเรื่องราวอะไร หรือเจอเรื่องโหดร้ายขนาดไหนมันก็ไม่กระทบถึงนางแม้แต่น้อยมันราวกับนางได้ผ่านเรื่องราวอันโหดร้ายมานับไม่ถ้วนว่าแต่เด็กตัวแค่นี้ที่ถูกประคบประหงมจะไปเจอเรื่องโหดร้ายเพียงนั้นได้อย่างไรนี่คือข้อสงสัยของพวกเขา
“เอาเถอะ คงได้เวลาพูดเรื่องต่อไป สิ่งที่ข้ากล่าวถึงในตอนแรก พวกท่านลองดูมันสิ”
อเล็กซานดร้าส่งหนังสือ “บนเรียนเวทมนตร์แห่งการเบิกเส้นทางนิจนิรันดร์” และ “บทเรียนเวทมนตร์แห่งราชินีอสูร” ไปให้โคลตันและเกรย์สันได้ดูมัน
พวกเขารับมันไปแล้วตรวจสอบดูอย่างละเอียดอยู่นานจนกระทั่งอุทานออกมาพร้อมกัน
“หนังสือที่ดี พวกข้าจะไม่อาจบอกได้ว่ามันอยู่ระดับไหนแต่มันไม่ใช่อะไรที่หนังสือของหอสมุดต้องห้ามเทียบได้หรอกนะ มันคือหนังสือเวทมนตร์ที่ทรงพลังมากบางทีอาจอยู่เหนือกว่าที่จินตนาการเอาไว้มาก แต่ก็ดีแล้วที่พวกเจ้าได้พวกมันมาหนังสือที่ดีมาพร้อมกับคำแนะนำในตัว พวกข้าคงไม่มีอะไรจะสอนพวกเจ้าอีกแล้วล่ะ จะมีก็แต่คอยชี้แนะเส้นทางไปด้วยกับพวกเจ้าต่อจากนี้”
เกรย์สันกล่าว
หลังจากที่เกรย์สันกล่าวจบ โคลตันและเกรย์สันก็ส่งหนังสือคืนให้แก่อเล็กซานดร้าและเอเลน่า
“ในเมื่อจบหลักสูตรบทเรียนแล้ว ก็สมควรแก่เวลาแล้วที่พวกเราจะมาทำพันธสัญญากันเสียทีไม่คิดแบบนั้นหรือแม่หนูทั้งสอง”
โคลตันกล่าว
“มันก็จริงที่มันสมควรแก่เวลาแล้ว”
อเล็กซานดร้ากล่าว เอเลน่าเองก็ผลักตัวออกจากอ้อมกอดของอเล็กซานดร้าและรักษาบุคลิกเดิมของนางที่ดูสุขุม
“เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลย”
โคลตันและเกรย์สันนำปากกาเวทมนตร์ออกมาขีดเขียนอะไรบางอย่างบนอากาศธาตุจนกลายเป็นลายลักษณ์อักษรที่ดูแปลกตาและไม่คุ้นเคยยาวเหยียดพร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่างไปด้วย ทันใดนั้นเองวงเวทย์สีขาวที่พวยพุ่งไปด้วยรัศมีพลังสีดำก็ปรากฏภายใต้ร่างของอเล็กซานดร้าและเอเลน่า
“ยื่นมือของพวกเจ้าออกมาสิ”
อเล็กซานดร้าและเอเลน่าต่างยื่นมือไปให้คู่ของตนที่ตอนนี้ มือเล็กซานดร้าที่มีโคลตันเป็นคู่พันธสัญญา ส่วนเอเลน่าก็มีเกรย์สันเป็นคู่พันธสัญญา โคลตันและเกรย์สันคุกเข่าลงจุมพิตไปยังหลังมือของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าทำให้วงเวทย์ขยายใหญ่ขึ้นสิบเท่าก่อนจะหดกลับมาที่ตัวของอเล็กซานดร้าและเอเลน่า
“เรียบร้อยแล้วเพียงเท่านี้การทำพันธสัญญาก็เสร็จสิ้น ต่อจากนี้พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนะ”
เกรย์สันกล่าว
“หืม!…….."
อเล็กซานดร้าและเอเลน่าเหล่มองเกรย์สันด้วยสีหน้าแปลกๆ
“พวกเจ้าไม่ต้องปฏิเสธทางสีหน้ามากก็ได้ ข้าเข้าใจ”
เกรย์สันกล่าวด้วยความหดหู่
“ฮ่า ฮ่า เจ้า ……ทำให้ข้าหัวเราะได้ไม่มีหยุดจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพที่รับมือกับผู้หญิงได้ทุกประเภทจะแพ้ให้กับแม่หนูทั้งสองนี่…..”
โคลตันหัวเราะพลางกระทืบเท้าอย่างพึงพอใจ
“ที่นี่บางทีคงยังไม่ถึงเวลาที่พวกข้าจะเข้ามาหาคำตอบเกี่ยวกับวิญญาณหนังสือ เช่นนั้นพวกข้าขอกลับไปที่โลกของพวกข้าก่อนได้หรือไม่ทางฝั่งนั้นคงเป็นห่วงพวกข้ามากแล้วบางที…..”
อเล็กซานดร้ากล่าว จนกระทั่งนึกไปถึงแม่ของนางที่เป็นคนที่หวงนางเป็นที่สุดบางทีนางอาจโศกเศร้าเสียใจกับนางมาก เพราะในโลกภายนอกประตูสู่นรกที่มุ่งหน้ามายังหอสมุดต้องห้ามนั้นมันคือดินแดนประหารของจริงที่ไม่มีหวังถ้าหากหลุดเข้ามาที่นี่ รวมไปถึงแม่ของเอเลน่าที่น่าจะได้ข่าวคราวเกี่ยวกับเอเลน่านางเองก็หวงเอเลน่าเช่นเดียวกับแม่ของอเล็กซานดร้า
“ได้สิพวกข้าก็ไม่ใช่ผู้ชี้นำอีกแล้ว แต่เป็นคู่พันธสัญญาของพวกเจ้า ไม่ว่าพวกเจ้าไปที่ใดก็มีพวกข้าไปด้วย”
เกรย์สันกล่าว
“พวกเจ้าว่าแบบนั้นก็ไปกันเถอะ”
โคลตันกล่าวพร้อมกับหยิบตราสัญลักษณ์อะไรบางอย่างขึ้นมาคาดว่าคงเป็นกุญแจเข้าสู่หอสมุดต้องห้าม เขาใช้มันพร้อมกับมืออีกข้างที่ถือปากกาเวทมนตร์เอาไว้สลักลายลักษณ์อักษรแปลกๆลงไป ประตูก็เปิดออกและมองเห็นอีกด้านพบว่ามันคือหอคอยแห่งปัญญาที่ดูคุ้นเคย
“ปกติแล้วมันต้องเตรียมการเกือบวันแต่เจ้าไปเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันโคลตัน”
เกรย์สันกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“ก็ตั้งแต่ที่ข้าได้รู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับแม่นางน้อยของข้า ข้าก็พร้อมที่จะไปที่นั่นมาตลอดก็เท่านั้น”
โคลตันกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ
“เอาเถอะจะด้วยอะไรก็แล้วแต่แค่ไปถึงก็พอ ข้าจะไม่ถามต่อแล้ว”
เกรย์สันกล่าว จากนั้นเขาก็หันหน้ามาหาอเล็กซานดร้าและเอเลน่าแล้วกล่าวต่อ
“นำทางสิแม่หนูทั้งสองพาข้าไปรู้จักกับโลกของเจ้าหน่อยสิ”
“เห็นแก่ที่ท่านทำประโยชน์ให้แก่พวกข้าไม่น้อยข้าจะฝืนใจนำทางให้ท่านก็ได้”
เอเลน่าที่เงียบมาโดยตลอดกล่าว
“เจ้า…..เฮ้อ เมื่อไหร่เจ้าจะมองข้าในแง่ที่ดีบ้างนะ”
“ใช่ว่าข้าจะมองท่านไม่ดีเสียทีเดียว ก็มีนะที่มองท่านในแง่ดี”
“หืม! ตอนไหนกัน”
เกรย์สันกล่าวเขาได้ยินว่าเอเลน่าก็มองเขาในแง่ดีขึ้นมาบ้างแล้ว
“ก็ตอนที่ท่านทำประโยชน์ให้กับพวกข้าน่ะสิ”
“เอ่อ…..แล้วตอนปกตินี่ข้าดูไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยหรือ”
“ใช่”
อเล็กซานดร้าและเอเลน่ากล่าวตอบพร้อมกัน
“อุ๊บ…..”
โคลตันที่ยืนฟังมาตั้งนานก็กลั้นหัวเราะเอาไว้แต่ก็เกือบจะหลุดออกมาหลายต่อหลายครั้ง
“ได้ๆ ข้าจะทำตัวดีๆเป็นพี่ชายที่ดีให้พวกเจ้าก็ได้ เฮ้อ…..”
เกรย์สันกล่าวด้วยความหดหู่
“เอาน่า รอวันที่เจ้าชนะใจนางได้และเปลี่ยนความคิดมองเจ้าในฐานะคนดีคนหนึ่งได้ เจ้าก็แค่รอเวลาก็เท่านั้นเอง ข้าจะเอาใจช่วย”
โคลตันกล่าว
พวกเขาทั้งหมดก้าวข้ามประตูออกไปจนเข้าสู่หอคอยแห่งปัญญาเป็นจังหวะเดียวกับที่โคลตันและเกรย์สันถูกพลังบางอย่างเข้ากดดันและกดพลังความสามารถของพวกเขาไปให้เหลืออยู่เทียบเท่ากับอเล็กซานดร้าและเอเลน่า
“นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
โคลตันและเกรย์สันร้องด้วยความตกใจออกมาพร้อมกัน
……………….