ราตรีแรกในวังหลวง... หนาวเหน็บยิ่งกว่าเหมันต์ฤดูใดที่นางเคยพานพบ
เรือนไป่เหอแม้จะตั้งปลีกวิเวก แต่กำแพงวังนั้นมีหูประตูวังนั้นมีช่อง เสียงซุบซิบนินทาของเหล่านางกำนัลลอยตามลมมาเข้าหูเหม่ยอันเป็ระยะ
“ได้ยินหรือไม่ สตรีสกุลหลี่ผู้นั้นช่างอวดดีนักกล้าท้าทายมาม่าหลิวั้แ่วันแรก”
“อ้างชื่อพระสนมเอกเสียใหญ่โต... คอยดูเถิดปีกกล้าขาแข็งเช่นนี้จะอยู่ได้สักกี่น้ำ”
เหม่ยอันนั่งนิ่งหน้าคันฉ่องทองเหลืองปล่อยให้ชุนเถาสางเรือนผมที่เปียกชื้นให้อย่างเงียบงันถ้อยคำนินทาเ่าั้นางล้วนได้ยินสิ้นทว่าดวงหน้ากลับเรียบเฉยดุจผิวน้ำไร้ระลอก... ชัยชนะย่อมต้องแลกมาด้วยราคาค่างวดการยืนเด่นเป็เป้าสายตาย่อมดีกว่าการเป็เพียงเบี้ยไร้ค่าให้ผู้อื่นชักใย
นางจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลือง
ดรุณีน้อยวัยสิบเจ็ด... ผิวพรรณผุดผ่อง ดวงตากระจ่างใส แต่...
วูบ!
ทันใดนั้น เงาสะท้อนในคันฉ่องก็บิดเบี้ยว!ใบหน้าดรุณีแรกรุ่นแปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าอาบโลหิต ั์ตาเบิกโพลงฉายแววอาฆาตโลหิตดำคล้ำทะลักออกจากริมฝีปาก สายตานั้นจ้องเขม็งมาที่นางดั่งจะกินเืกินเนื้อ
“อึก!”
เหม่ยอันสะดุ้งสุดตัวเผลอกำปิ่นหยกในมือแน่นจนปลายแหลมคมบาดลึกเข้าเนื้อ ความเ็ปแล่นปราดโลหิตสีชาดไหลซึมหยดลงบนตักเสื้อเป็วงกว้าง
“คุณหนู! เป็อะไรไปเ้าคะ!” ชุนเถาร้องเสียงหลงรีบวางหวีลงแล้วคว้ามือผู้เป็นายมาดู “เืออก!”
เหม่ยอันหอบหายใจถี่ ภาพเมื่อครู่จางหายไปเหลือเพียงใบหน้าตื่นตระหนกของสาวใช้
“ไม่... ไม่เป็ไร” นางดึงมือกลับช้าๆพยายามข่มความสั่นเทา “ข้าแค่... คิดถึงบ้าน”
นางโกหก...
ความตายมิใช่เพียงฝันตื่นหนึ่งที่จะลืมเลือนได้โดยง่ายมันฝังรากลึกอยู่ในจิติญญาประหนึ่งปีศาจร้ายที่คอยกัดกินและหลอกหลอนนางทุกครายามเผลอไผล
ณ ตำหนักส่วนพระองค์ขององค์ชายจิ้น
เสียงถ้วยชากระเบื้องเคลือบกระแทกลงบนโต๊ะดัง ปึง!
“พระองค์ทรงอธิบายมาสิเพคะเหตุใดเสนาบดีหลี่จึงรอดพ้นบ่วงนี้ไปได้”
ซูเฟยกรีดเสียงแหลม ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยโทสะที่ไม่อาจระงับ
“ใต้เท้าเกาแจ้งว่าเขาไหวตัวทันราวกับล่วงรู้แผนการล่วงหน้าหมากตานี้ผิดพลาดไปหมดแล้ว”
องค์ชายจิ้นนั่งเอนกายพิงพนักตั่งท่วงท่าสง่างามทว่าั์ตากลับเยือกเย็นดุจบ่อน้ำลึกปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนที่วางแขนเป็จังหวะสม่ำเสมอ... ตึก... ตึก... ตึก...ตึก...ตึก... ตึก...
“เ้าจะตีโพยตีพายไปไย ซูเฟย” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“หมากกระดานนี้เพิ่งเริ่มเดิน เบี้ยตัวหนึ่งไม่เดินตามทางก็แค่เขี่ยทิ้ง... หรือไม่ก็หาทางเดินใหม่”
“แต่เหม่ยอันเปลี่ยนไป” ซูเฟยกล่าวอย่างร้อนรน
“วันนี้นางดู... ไม่เหมือนเดิม สายตาของนางว่างเปล่าจนน่าขนลุกข้าเกรงว่านางจะรู้ตัว”
“รู้ตัวแล้วอย่างไรเล่า” องค์ชายจิ้นเหยียดยิ้มมุมปากเป็รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
“สตรีในวังหลัง ต่อให้ฉลาดเฉลียวเพียงใด หากสิ้นไร้ซึ่ง‘เกียรติยศและความบริสุทธิ์’ ก็มิต่างอันใดกับตายทั้งเป็”
เขาลุกขึ้นเดินไปหยุดที่หน้าต่าง ทอดสายตามองดวงจันทร์เสี้ยว
“อีกสามวัน... งานเลี้ยงชมจันทร์” เขาเปรยขึ้นลอยๆ
“ข้าเตรียม ‘ของขวัญ’ ชิ้นใหญ่ไว้ให้เหม่ยอันแล้ว...องครักษ์เวรยามคืนนั้น ข้าจัดคนไว้เรียบร้อย”
ซูเฟยหรี่ตาลง เริ่มเข้าใจความนัย “พระองค์ทรงหมายถึง...”
“ข่าวลือเื่ซิ่วหนวี่ลักลอบคบชู้กับทหารองครักษ์ย่อมเป็คมดาบที่สังหารคนได้รวดเร็วยิ่งกว่ายาพิษ”
องค์ชายจิ้นปรายตามองหญิงคนรัก
“หน้าที่ของเ้ามีเพียงหนึ่งเดียว... ล่อเสือออกจากถ้ำพานางไปที่ศาลาริมน้ำให้ได้”
ซูเฟยคลี่ยิ้มอำมหิต ความวิตกกังวลก่อนหน้ามลายหายไปจนสิ้น
“วางใจเถิดเพคะ... พี่สาวผู้แสนดีอย่างข้าจะจูงมือนางไปส่งถึงปากเสือด้วยตนเอง”
และแล้ว ราตรีแห่งงานเลี้ยงชมจันทร์เวียนมาถึง แสงโคมไฟหลากสีนับพันดวงถูกจุดขึ้นทั่วอุทยานหลวงสะท้อนลงบนผิวน้ำในสระบัวจนดูงดงามราวกับทางช้างเผือกบนดินเสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมเคล้าเสียงหัวเราะของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่
เหม่ยอันในชุดสีม่วงอ่อนยืนสงบนิ่งอยู่ท้ายแถวเหล่าสนมนางกวาดสายตามองไปรอบงาน... เฝ้ารอเหตุการณ์หนึ่ง
ตามความทรงจำ... ยามสอง (21.00 - 23.00 น.) นางกำนัลผู้หนึ่งจะสะดุดล้มทำพานผลไม้หกใส่กระโปรงพระสนมหลันจนเกิดความวุ่นวายใหญ่โต
นางรอ...จนกระทั่งเสียงกลองบอกเวลาผ่านพ้นยามสองไป...เหตุการณ์นั้นกลับไม่เกิดขึ้น
เหม่ยอันกำมือแน่น อนาคตเปลี่ยนไปแล้ว...
การที่นางเข้าไปแทรกแซงเื่บิดา และเปลี่ยนที่พักทำให้จังหวะเวลาและความสัมพันธ์ของคนในวังเคลื่อนตามไปด้วยบัดนี้นางเหมือนคนตาบอดที่เดินอยู่ริมหน้าผา ไม่มีเข็มทิศแห่งอนาคตนำทางอีกต่อไปสิ่งเดียวที่พึ่งพาได้คือสติปัญญาของตนเอง!
“อันอัน...”
เสียงหวานหูที่นางเกลียดที่สุดดังขึ้นซูเฟยเดินเข้ามาคล้องแขนนางอย่างสนิทสนม
“งานเลี้ยงน่าเบื่อนัก...เราไปเดินเล่นรับลมที่ศาลาริมน้ำกันเถิด ตรงนั้นเงียบสงบ เห็นพระจันทร์ชัดที่สุด”
มาแล้ว... กับดัก!
เหม่ยอันรู้ทันทีว่านี่คือหลุมพราง แต่นางไม่อาจปฏิเสธได้ในทันทีหากทำตัวมีพิรุธ ศัตรูอาจเปลี่ยนแผนไปใช้วิธีที่นางคาดเดาไม่ได้
“แต่ข้า...”
“ไปเถอะนะ ถือว่าข้าขอร้อง” ซูเฟยบีบมือนางแน่นแววตาวิงวอน
“เมื่อครู่องค์ชายจิ้นแอบฝากความถึงข้า...ว่าพระองค์ไปรอเ้าอยู่ที่นั่น มี ของขวัญ พิเศษอยากมอบให้เ้าเป็การส่วนตัว”
เหม่ยอันลอบถอนหายใจ... เอาเถอะ ในเมื่ออยากเล่นละคร ข้าก็จะเล่นด้วย
“ก็ได้” นางรับคำ แต่ก่อนจะเดินตามไปนางแอบส่งสัญญาณมือไพล่หลังให้ชุนเถาที่ยืนอยู่ห่างออกไป... สัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
ศาลาริมน้ำตั้งอยู่ห่างไกลผู้คนแสงไฟสลัวรางและเสียงจิ้งหรีดเรไรทำให้บรรยากาศดูวังเวง ทันทีที่มาถึงซูเฟยก็แสร้งทำเป็มองหาบางอย่าง
“ตายจริง! ข้าลืมผ้าเช็ดหน้าไว้ที่พุ่มไม้เมื่อครู่...อันอันเ้ารอข้าตรงนี้ประเดี๋ยวเดียวนะ ข้าจะรีบไปรีบมา”
ไม่รอคำตอบ ซูเฟยรีบสาวเท้าเดินหายไปในความมืดอย่างรวดเร็วทิ้งเหม่ยอันไว้เพียงลำพัง เหม่ยอันยืนนิ่ง มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในแขนเสื้อกำด้ามปิ่นหยกเย็นเฉียบไว้แน่น ประสาทััตื่นตัวถึงขีดสุด
แซ่ก... แซ่ก...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ใช่เสียงฝีเท้าสตรี!
“แม่นางหลี่...”
เสียงห้าวห้วนดังขึ้นเหม่ยอันหันขวับไปพบกับร่างสูงใหญ่ขององครักษ์ผู้หนึ่ง ใบหน้าหยาบกร้านแววตาวาวโรจน์ด้วยตัณหาและเจตนาชั่วร้าย
“เ้าเป็ใคร!บังอาจล่วงล้ำเขตพระราชฐานชั้นในได้อย่างไร!”
นางตวาดถามเสียงแข็ง ถอยร่นรักษาระยะห่าง
“ข้าเป็ใครไม่สำคัญ... สำคัญเพียงคืนนี้ข้ามารับ‘รางวัล’ ของข้า” มันแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลือง ก้าวสามขุมเข้ามาสายตาหยาบช้าโลมเลียไปทั่วร่างบอบบาง
“นายท่านบอกว่า... อยากแบ่งปัน ‘ของดี’ให้ข้าได้ลิ้มลองดูบ้าง... หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะแม่นางน้อย”
สารเลว!
ไม่ต้องเอ่ยชื่อ นางก็รู้ได้ทันทีว่า ‘เ้านาย’ที่มันพูดถึงคือผู้ใด... คนที่นางเคยรักสุดหัวใจกลับเห็นนางเป็เพียงสิ่งของที่ใช้ล่อใจลูกน้อง องครักษ์พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือนางอย่างรวดเร็วแรงบีบมหาศาลทำให้เหม่ยอันนิ่วหน้าด้วยความเ็ป
“ปล่อยข้า! ช่วยด้วย!” นางกรีดร้องแสร้งทำเป็หวาดกลัวเพื่อให้อีกฝ่ายตายใจ
“ร้องไปก็ไม่มีใครได้ยินหรอกแม่นาง...” มันหัวเราะร่วนดึงร่างนางเข้าไปปะทะอกแกร่ง กลิ่นเหงื่อและกลิ่นสุราโชยมาแตะจมูก
“ยอมข้าดีๆ เถิด พรุ่งนี้เ้าจะได้เป็เมียองครักษ์มิต้องทนเหงาเปล่าเปลี่ยวในวังหลังอีกต่อไป”
ชั่วพริบตานั้น เหม่ยอันพลันหยุดดิ้นรน แววตาที่เคยตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นิ่งสงบ...เยือกเย็นลึกล้ำดุจบ่อน้ำพันปี
“เมียองครักษ์กระนั้นหรือ...”
นางกระซิบเสียงแ่เบา องครักษ์ร่างั์ชะงักกึกเมื่อสบสายตานั้น... มันมิใช่สายตาของเหยื่อที่กำลังหวาดกลัวแต่เป็สายตาของเพชฌฆาต!
ฉึก!
เสียงโลหะแทงทะลุเนื้อดังขึ้นเบาๆ แต่ชัดเจนในความเงียบ
“อ๊ากกกกก!”
ชายร่างั์ร้องโหยหวนปล่อยมือนางทันทีและกุมท่อนแขนขวาที่มีเืพุ่งกระฉูดเหม่ยอันไม่ได้แทงสะเปะสะปะ... นางเล็งจุดชีพจรบนต้นแขนอย่างแม่นยำ ปิ่นหยกในมือนางบัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน
“นัง... นังแพศยา! เ้ากล้า...”
มันโกรธจนหน้ามืด คว้าดาบที่เอวหมายจะฟันนางให้ตายคามือ
เหม่ยอันถอยกรูดเตรียมวิ่งหนี...
ฟึ่บ!
เงาร่างสีน้ำเงินเข้มสายหนึ่งพุ่งลงมาจากหลังคาศาลารวดเร็วปานสายฟ้าฟาด พัดด้ามจิ้วในมือสะบัดออกกระแทกเข้าที่ข้อมือองครักษ์จนดาบหลุดมือ
เคร้ง!
ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัวชายหนุ่มผู้มาใหม่ก็เตะเข้าที่ยอดอกของคนร้ายอย่างจังจนร่างใหญ่นั้นกระเด็นไปกระแทกเสาศาลา
“ใครบังอาจ” องครักษ์ะโลั่นกุมหน้าอกด้วยความเ็ป
ชายหนุ่มอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มค่อยๆ รวบพัดจีบลงใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวภายใต้แสงจันทร์ดูงดงามดั่งเทพเซียนจำแลงทว่าแววตานั้นกลับเยียบเย็นน่ากลัวยิ่งกว่ามารร้าย
‘ไป๋อวี้’บุตรชายขี้โรคแห่งจวนเสนาบดีกรมโยธา...
“ทหารยามชั้นผู้น้อย... บังอาจแตะต้องว่าที่สนมโทษทัณฑ์ปะาเจ็ดชั่วโคตร เ้าคงลืมเลือนไปแล้วกระมัง”
น้ำเสียงของเขาแ่เบา ไร้เรี่ยวแรงทว่ากลับเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันขุมหนึ่งองครักษ์เมื่อเห็นใบหน้าผู้มาใหม่ชัดเจนก็หน้าซีดเผือดรีบเก็บดาบแล้ววิ่งหนีหายลับไปในความมืดประหนึ่งหนูสกปรกที่เจอพยัคฆ์ร้ายความเงียบกลับมาปกคลุมศาลาริมน้ำอีกครั้งไป๋อวี้ค่อยๆ หันกลับมามองเหม่ยอัน เหม่ยอันรีบซ่อนปิ่นเปื้อนเืไว้ด้านหลัง ลดกายลงด้วยท่าทีอ่อนช้อย
“ขอบคุณคุณชายไป๋ที่ช่วยชีวิต...”
“เ้าแทงแม่นดีนี่...”
คำพูดเรียบๆ ของเขาทำให้นางชะงัก
ไป๋อวี้ก้าวเข้ามาใกล้ดวงตาเรียวรีดุจพญาหงส์จ้องมองเข้าไปในดวงตาของนาง... ไม่ใช่การมองด้วยความหลงใหลแต่เป็การมองทะลุเปลือกนอก
“สตรีทั่วไปเมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้มักจะร้องไห้จนสลบ...”
เขาเอียงคอเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มที่อ่านความหมายไม่ออก
“แต่เ้า... นอกจากจะไม่ร้องไห้แล้วมือที่กำปิ่นนั้นยังไม่สั่นแม้แต่น้อย”
เหม่ยอันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แสร้งทำหน้าซื่อ
“ข้าน้อยเพียงแต่... ป้องกันตัวด้วยความใเ้าค่ะ”
“ใกระนั้นหรือ...” ไป๋อวี้หัวเราะในลำคอเบาๆ
“แววตาของคนตื่นตระหนก...มิได้เยือกเย็นถึงเพียงนั้นหรอก แม่นางหลี่”
เขายื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดให้นาง...สายตายังคงจับจ้องรอยโลหิตที่เปรอะเปื้อนบนปลายนิ้วเรียว
“เช็ดคราบเืออกเสียเถิด... ก่อนที่ผู้ใดจะล่วงรู้ว่า‘บุปผางาม’ ดอกนี้... ซุกซ่อนหนามที่แหลมคมเพียงใดเอาไว้”
เหม่ยอันรับผ้ามาถือไว้ หัวใจเต้นระรัว... ไม่ใช่เพราะความรักแต่เพราะความหวาดหวั่น
บุรุษผู้นี้... อันตราย!
เขาเห็นธาตุแท้ของนาง... และที่สำคัญ เขาดูเหมือนจะ ‘ชอบใจ’ ในสิ่งที่เห็นเสียด้วย