สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 49 ตัวแทนคาดไม่ถึง และความเข้าใจผิดของผู้อาวุโส

    เมื่อสายตาของคนทั้งสองประสานกัน เพียงชั่วครู่ ต่างฝ่ายต่างก็จดจำอีกฝ่ายได้ในทันที


    หลี่ซวนจ้องมองบุรุษบนหัวเรือใหญ่ด้วยสายตาคุ้นเคย ใบหน้านี้ยากยิ่งที่จะลืมเลือน เพราะนั่นคือ "เซียน" คนแรกที่เขาเคยเห็นลอยอยู่บนฟ้าหน้าเรือยักษ์ ตั้งแต่ยามที่ตนยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง!


    ทางด้านม่อชางเฟิง เมื่อเห็นใบหน้าหลี่ซวนชัด ๆ เขาก็ต้องตกใจเป็นอย่างยิ่ง!


    ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่น เพียงมองแวบเดียวเขาก็จำได้ทันที... เด็กน้อยเมื่อสองปีครึ่งก่อน คนที่ในร่างไม่มีแม้แต่พลังวิญญาณ ทว่ากลับจ้องมองเขาได้ในระยะห่างไกลหลายร้อยจั้ง ในตอนนั้นม่อชางเฟิงคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญจึงปล่อยผ่านไป


    ทว่ามาวันนี้... เด็กน้อยผู้นั้นกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเขา ซ้ำยังสวมชุดศิษย์และมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรอยู่ถึงระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย!


    ม่อชางเฟิงคิดในใจอย่างตะลึงลาน ‘สองปี? เจ้าเด็กนี่... เหตุใดถึงอยู่ระดับนี้ได้ภายในเวลาไม่ถึงสามปีกัน’


    หลังจากประเมินหลี่ซวนอยู่ชั่วครู่ ม่อชางเฟิงก็ชี้นิ้วไปทางเขา "เด็กน้อยตรงนั้น... มาหาข้า"


    หลี่ซวนประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ปรับสีหน้าให้สงบนิ่งดังเดิม แล้วก้าวเดินไปหาอย่างนอบน้อม


    เหล่าศิษย์โดยรอบต่างจ้องมองเหตุการณ์นี้ด้วยความงุนงง และเพียงชั่วครู่ ร่างของทั้งสองก็หายลับเข้าไปภายในเรือบินลำใหญ่


    ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้น "นี่มันเรื่องอันใดกัน? เหตุใดผู้อาวุโสม่อถึงเรียกเขาไปเช่นนั้น?"


    "ข้าว่า... ด้วยระดับพลังของเขาในยามนี้ คงไปเข้าตาผู้อาวุโสม่อกระมัง" ศิษย์อีกคนตั้งข้อสังเกต


    "ข้าก็คิดเช่นนั้น อย่างไรเสียก็คงเป็นเรื่องดี พวกเราอย่าสนใจเลย เรื่องระดับผู้อาวุโส พวกเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้อยู่แล้ว"


    เมื่อสิ้นเสียงซุบซิบ เหล่าศิษย์ต่างก็กลับไปประจำตำแหน่งรอบเรือบิน เพื่อเตรียมส่งให้เรือออกเดินทางต่อไป


    ...


    ภายในเรือบิน หลี่ซวนเดินตามม่อชางเฟิงผ่านห้องมากมาย จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าห้องโถงที่ใหญ่ที่สุด


    ทันทีที่บานประตูเปิดออก...


    ภายในห้องโถงกว้างขวางที่มีผนังสีเขียวอ่อน บรรยากาศรอบด้านค่อนข้างมืดสลัว มีเพียงแสงไฟที่ประดับไว้ตามจุดต่าง ๆ คอยให้ความสว่าง


    สายตาเกือบสิบคู่ภายในห้องพลันหันมาจ้องมองเขาทั้งหมด คนในนั้นล้วนเป็นชายหญิงวัยกลางคนและคนชราในชุดผู้อาวุโสสีม่วง แม้ท่าทีของพวกเขาจะดูสงบนิ่งแต่กลับดูน่าเกรงขาม และในพริบตานั้น แรงกดดันมหาศาลหลายสายก็พุ่งตรงเข้าครอบงำหลี่ซวนในทันที!


    หลี่ซวนกำลังจะประสานมือคารวะ แต่อยู่ ๆ ก็ตัวแข็งเกร็ง รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งจนหายใจไม่ออก ราวกับร่างกายกำลังจะถูกบดขยี้เป็นชิ้น ๆ! นัยน์ตาสีฟ้าของเขาพลันสว่างวาบเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มโดยสัญชาตญาณ ทว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว


    ทันใดนั้น ม่อชางเฟิงก็ยื่นมือมาแตะที่ไหล่ของหลี่ซวน กระแสพลังอบอุ่นสายหนึ่งพุ่งเข้ามาสลายแรงกดดันรอบตัว จนเขากลับมาหายใจได้สะดวกอีกครั้ง


    ผู้อาวุโสหลายคนในห้องโถงเริ่มมีสีหน้าแปลกใจ


    "เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน? สวมชุดศิษย์สำนักเราก็น่าจะเป็นศิษย์สำนักเฟิงหยวน... แต่เหตุใดข้าถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า มีอัจฉริยะที่มีห้วงลมปราณกว้างถึงห้าสิบห้าจั้งอยู่ในสำนักด้วย?" หญิงชราท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างฉงน


    "นั่นสิ แถมไอวิญญาณรอบตัวที่เจ้าเด็กนี่แผ่ออกมา ยังหนาแน่นกว่าศิษย์หลักบางคนเสียอีก หากมีเด็กน่าสนใจเช่นนี้ เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน?" ชายร่างกำยำกล่าวเสริม


    ม่อชางเฟิงหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ก่อนยิ้มบาง "ข้าแผ่จิตสัมผัสไปเจอเจ้าเด็กนี่กำลังเดินผ่านเหล่าศิษย์น่ะ... หากให้ข้าเดา เด็กคนนี้คงเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้ราวครึ่งปี ในช่วงที่พวกเรากำลังวุ่นวายอยู่กระมัง แถมเพิ่งทะลวงขึ้นขั้นปลาย จึงยังไม่ได้เรียนรู้วิชาสะกดไอวิญญาณ แต่ดูจากระดับพลังแล้ว หากเทียบกับพวกศิษย์หลัก ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยสักนิด... อาจจะแข็งแกร่งกว่าเสียด้วยซ้ำ"


    ม่อชางเฟิงจงใจละเว้นเรื่องที่เคยพบหลี่ซวนเมื่อสองปีก่อนไว้ และกล่าวเพียงว่าเป็นศิษย์ใหม่เท่านั้น


    "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าก็นึกว่าพลังวิญญาณข้างนอกที่พวกข้าสัมผัสได้ จะเป็นของศิษย์หลักอย่างเด็กน้อยจินซวนแผ่ออกมาเสียอีก แต่กลับกลายเป็นของเจ้าเด็กคนนี้หรอกหรือ... ทว่าการที่สหายม่อเอ่ยปากชมถึงเพียงนี้ หรือคิดจะรับเจ้าเด็กนี่เป็นศิษย์กันเล่า?" ชายชราแซ่เหวินเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์


           "หึ ก็จริงอยู่... เจ้าเด็กนี่เข้าตาข้าจริง ๆ หากเป็นไปได้ข้าก็อยากรับไว้ ตาแก่เหวิน เจ้าก็มีศิษย์หลักอย่างเจ้าหนูจินซวนอยู่แล้วนี่ หรือว่าเจ้าคิดจะมาแย่งคนของข้าเหมือนกัน?" ม่อชางเฟิงยอมรับ พร้อมกับเอ่ยด้วยสีหน้ามืดครึ้ม


            "ถึงอย่างไรเจ้าเด็กนี่ แม้จะมีห้วงลมปราณถึงห้าสิบห้าจั้ง แต่พลังวิญญาณที่เขาปล่อยออกมากลับมีมากกว่านั้นมหาศาล แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะไม่สนใจงั้นหรือ? อย่าว่าแต่ข้าเลย สหายทุกคนในห้องก็คงจะสนใจและสงสัยเหมือนกันนั่นแหละ" ชายชราแซ่เหวินตอบกลับอย่างเจ้าเล่ห์


    "เจ้า! เพราะเจ้าทะลวงขั้นปลายล้มเหลว เลยคิดจะหาศิษย์อีกคนมารับช่วงต่อแทนล่ะสิ คิดว่าข้าไม่รู้ทันเจ้างั้นหรือ ไอ้ตาแก่ใกล้ลงโลง!" ม่อชางเฟิงชีิ้นิ้วตวาดลั่น


    "หา! กล้าว่าข้าเป็นตาแก่ใกล้ลงโลงเชียวรึ! เจ้าเองอีกเดี๋ยวก็แก่จนผมหงอกเต็มหัวไม่ต่างจากข้าหรอก และเผลอ ๆ เกรงว่าข้าคงจะอยู่ได้นานกว่าเจ้าเสียด้วยซ้ำ!" ชายชราแซ่เหวินกระทุ้งไม้เท้าลงพื้นเสียงดังปัง ก่อนโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้


    "เจ้า!"


    ทว่าก่อนที่พวกเขาจะโต้เถียงกันไปมากกว่านี้ เสียงทุ้มต่ำของรองเจ้าสำนักก็ดังขัดขึ้นมา


    "ข้าว่าพวกเจ้าล้มเลิกความคิดนั้นเสียดีกว่า..."


    คำกล่าวของเสิ่นอู๋จี๋ทำเอาทุกคนรวมถึงม่อชางเฟิงต้องหันไปมองเป็นตาเดียว ม่อชางเฟิงทำหน้าสงสัยก่อนเอ่ย "เหตุใดท่านรองเจ้าสำนักจึงห้ามข้าเล่า? เด็กอายุเท่านี้มาถึงระดับนี้ ซ้ำยังมีห้วงลมปราณกว้างถึงห้าสิบห้าจั้ง... หรือว่าท่านคิดจะรับเขาไว้เองกัน?"


    เสิ่นอู๋จี๋ไม่ได้ตอบ แต่กลับเพ่งสายตามองตรงมาที่หลี่ซวนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


    ทว่าหลี่ซวนยังไม่ทันได้ตั้งตัว...


    วูบ!


    ร่างของชายหนุ่มพลันหนักอึ้งขึ้นอีกครั้งจนแทบยืนไม่อยู่! ภาพบรรยากาศรอบตัวเริ่มพร่ามัวและดับวูบลงสนิท กลายเป็นความมืดมิดอันน่าพรั่นพรึงที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน!


    และเมื่อหลี่ซวนหันกลับมา เขาก็รู้สึกราวกับสายตาที่สามารถมองทะลุทุกสิ่งของชายชราผู้นั้นกำลังจ้องลึกเข้าไป "จุดตันเถียน" ภายในร่างของเขา โดยที่ตัวเขาไม่อาจขยับเขยื้อนหรือขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อย!


    "อืม... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นในความมืด ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดกลับสู่ความเป็นจริง


    "เฮือก!"


    หลี่ซวนเหงื่อแตกพลั่กทั่วตัว หากไม่ได้ม่อชางเฟิงคอยจับไหล่ส่งพลังประคองไว้ เขาคงล้มลงไปกองกับพื้นนานแล้ว!


    เสิ่นอู๋จี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เด็กคนนี้มีรากวิญญาณสี่ธาตุ... แถมหนึ่งในนั้นยังเป็น 'รากวิญญาณลึกลับ' ที่ไม่รู้ที่มา ที่พวกเจ้าสงสัยเกี่ยวกับพลังวิญญาณของเขาที่ดูมากเกินขนาดของห้วงลมปราณจนผิดปกติ คงเป็นเพราะรากวิญญาณของเขา แต่การที่มาถึงระดับนี้ได้ในเวลาอันสั้น คงเพราะมีโชคและวาสนาไม่น้อย"


    คำว่า 'รากวิญญาณสี่ธาตุ' ทำเอาม่อชางเฟิงรวมถึงทุกคนมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที!


    ในโลกของผู้บำเพ็ญ รากวิญญาณสี่ธาตุธรรมดา ต่อให้ทุ่มทรัพยากรทั้งสำนัก ก็ยังยากยิ่งที่จะก้าวข้ามไปถึงระดับแก่นวิญญาณได้ การจะชุบเลี้ยงให้ข้ามผ่านระดับนี้ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ซ้ำร้ายเขายังมี 'รากวิญญาณลึกลับ' ที่ยากต่อการควบแน่น เพราะผู้ฝึกต้องค้นหาด้วยตนเองว่าธาตุนั้นคือสิ่งใด เกรงว่าก่อนจะรู้ความจริง คงต้องจบชีวิตลงเพราะหมดอายุขัย หรือไม่ก็ไม่สามารถควบแน่นธาตุทั้งสี่ให้เป็นแก่นวิญญาณได้ทันเวลา


    ขนาดตัวของม่อชางเฟิงเองที่มีรากวิญญาณสองธาตุ กว่าจะฟันฝ่ามาถึงระดับแก่นวิญญาณขั้นกลางสูงสุดได้ ยังต้องลำบากยากเย็นถึงสามร้อยกว่าปี! หากรับเด็กคนนี้เป็นศิษย์ อย่างมากที่สุดก็คงดันไปได้แค่ระดับฐานวิญญาณ ไม่อาจส่งเสริมให้กลายเป็นกำลังหลักของสำนักได้เลย


    แววตาตื่นเต้นของม่อชางเฟิงหม่นแสงลงทันใด เขาถอนหายใจยาว "เฮ้อ... ข้านึกว่าสำนักเราจะมีอัจฉริยะเพิ่มมาเสียอีก น่าเสียดาย... ช่างน่าเสียดายจริง ๆ"


    ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็มีสีหน้าหม่นหมองลงเช่นกัน หากไม่มีอัจฉริยะรุ่นใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อ สำนักเฟิงหยวนก็คงยากที่จะมีที่ยืนในบรรดาสำนักพันธมิตรเมฆา


    ทางด้านหลี่ซวนที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ก็คิดประมวลผลในใจ...


    ‘จากที่ข้าฟังมา พวกเขาบอกว่าข้ามีห้วงลมปราณห้าสิบห้าจั้ง... เหมือนตอนนั้นเลยสินะ ดูเหมือนพลังจากดวงตาของข้าเมื่อครู่จะลึกลับจนสามารถปกปิดและอำพรางการตรวจจับของผู้อาวุโสระดับนี้ได้จริง ๆ’


    ‘และดูเหมือนว่าเรื่องรากวิญญาณของข้า จะทำให้ผู้อาวุโสท่านนี้หมดความสนใจที่จะรับข้าเป็นศิษย์สินะ...’


    หลี่ซวนเหลือบมองม่อชางเฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะทำทีเป็นสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    ‘ดูเหมือนผู้อาวุโสคงจะแกล้งจำข้าไม่ได้ แต่ช่างเถอะ... ห้วงลมปราณที่แท้จริงของข้าไม่ใช่ห้าสิบห้าจั้งเสียหน่อย หากทะลวงถึงขั้นปลายสูงสุด ก็น่าจะกว้างถึงเก้าสิบจั้ง ถึงเวลานั้นการจะขึ้นสู่ระดับฐานวิญญาณก็คงไม่มีปัญหาอันใด ส่วนเรื่องหลังจากนั้น... ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเส้นทางของข้าจะหยุดลงแค่นี้!’


    และในตอนนั้นเอง เสิ่นอู๋จี๋ก็เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ "อย่างไรเสีย เขาก็ถือว่าแข็งแกร่งมากในกลุ่มระดับลมปราณแรกเริ่ม... การจะติดหนึ่งในสิบย่อมมีโอกาสอยู่บ้าง ในเมื่อเราขาดตัวแทนไปหนึ่งคน ก็เอาเขาเข้ามาแทนที่เสียเถอะ"


    บรรดาผู้อาวุโสต่างพยักหน้าเห็นพ้อง


    ม่อชางเฟิงถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะล้วงหยิบตำราเล่มหนึ่งออกจากกระเป๋ามิติส่งให้หลี่ซวน บนหน้าปกเขียนไว้ว่า 'วิชาสะกดไอวิญญาณ'


    "นี่คือวิชาสะกดไอวิญญาณ มันจะช่วยควบคุมและกักเก็บพลังวิญญาณของเจ้าไม่ให้รั่วไหลออกมารอบตัว วิชานี้ไม่ซับซ้อน ข้าคิดว่าเพียงไม่กี่วันเจ้าก็คงฝึกสำเร็จ... พวกเราจะไปถึงสำนักหยุนซานในอีกหกวัน ระหว่างนี้เจ้าก็ศึกษามันบนเรือไปก่อนก็แล้วกัน และหากเจ้าติดอันดับหนึ่งในสิบได้จริง ๆ พวกข้าจะตอบแทนให้อย่างงาม"


    หลี่ซวนรับตำรามาด้วยความนอบน้อม ก่อนจะประสานมือคารวะ "ขอบพระคุณขอรับผู้อาวุโส ผู้น้อยจะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับ"


    "เอาละ... เจ้าออกไปได้แล้ว ไปรวมกับศิษย์คนอื่น ๆ บนเรือเหาะสำหรับศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มเสียเถิด"


    "ขอรับ" หลี่ซวนประสานมืออีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที


    เมื่อแผ่นหลังของหลี่ซวนลับสายตาไป ม่อชางเฟิงก็ทำได้เพียงส่ายหน้า พึมพำกับตนเองเบา ๆ ด้วยความเสียดาย


    "น่าเสียดาย... ช่างน่าเสียดายจริง ๆ"