เมื่อทัณฑ์สวรรค์เริ่มก่อตัวขึ้น ตัวดาบก็ค่อยๆเปล่งแสงสีแดงออกมาลวดลายบนคมดาบเหมือนจะกู่ร้องส่งเสียงสะท้อนกับเสียงสายฟ้าคำรามที่ด้านบนของฟากฟ้า
อี้เหรินเฟิ่งมองตามตัวดาบสีแดงที่ค่อยๆลอยขึ้นไปยังบนฟ้าทัณฑ์สวรรค์ก่อตัวแล้วเสร็จ ก้อนเมฆสีดำแน่นหนาค่อยๆลอยต่ำลงมาเส้นแสงสายฟ้ารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ก่อกำเนิดสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์สีทองขนาดเท่าถังน้ำ
เสียงลั่นเปรี๊ยะปร๊ะดังสะท้าน ทันไดนั้นทัณฑ์สวรรค์สีทองก็ฟาดลงมาพุ่งตกลงมายังตัวดาบของอี้เหรินเฟิ่งที่ลอยเคว้งอยู่ ตัวดาบเปล่งแสงจ้าสีแดงเสียงหมาป่าคำรามดังออกมาจากตัวดาบ แสงสีแดงก่อตัวขึ้นเป็นรูปหมาป่าดวงตาสีทองจ้องไปยังเส้นสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์
หมาป่าตัวนั้นกระโจนเข้าใส่ทัณฑ์สวรรค์ในทันได เสียงตูม!!ดังสนั่นติดกันกว่าสิบครั้ง ในที่สุดทัณฑ์สวรรค์นี้ก็สิ้นสุดลงท้องฟ้ากลับมาปลอดโปร่งอีกครั้ง ดาบยาวค่อยๆลอยลงมาเข้าสู่มือของอี้เหรินเฟิ่ง
ตอนนี้ตัวดาบสีแดงนั้นมีลวดลายโบราณเด่นชัดขึ้นลวดลายที่เกิดมาจากทัณฑ์สวรรค์อี้เหรินเฟิ่งสัมผัสได้ถึงวิญญาณอาวุธชิ้นนี้ได้อย่างชัดเจนวิญญาณหมาป่าที่มีดวงตาสีทอง คมเขี้ยวและกรงเล็บเป็นสีแดงสด
ตอนนี้วิญญาณอาวุธยังไม่มีสติปัญญามีเพียงแค่สัญชาติยานในการเข่นฆ่าเท่านั้นต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะและดูดกลืนของวิเศษ และเลือกเนื้ออีกมากมายกว่ามันจะมีสติปัญญาเกิดขึ้น
แต่ถ้าหากวันได ระดับขั้นของมันสูงล้ำมากขึ้นจนไปถึงจุดสูงสุดวิญญาณอาวุธดวงนี้จะสามารถแปลงกายเป็นสิ่งมีชีวิตได้และอาจจะถึงขั้นแปลงกายเป็นมนุษขึ้นมาได้ในที่สุด
อี้เหรินเฟิ่งพลิกกลับไปกลับมามองดูตัวดาบอย่างรักใคร่เขาจะตั้งชื่อดาบเล่มนี้ว่า " คมเขี้ยวราชา "อี้เหรินเฟิ่งนำดาบเก็บใส่ฝักแล้วนำมาสะพายไว้ด้านหลังเหมือนเดิมจากนั้นจึงตรงไปหาเจ้าเมือง ได้เวลาที่เขาต้องออกเดินทางแล้ว
เมื่อมาพบกับเจ้าเมืองและจินเข่ออี๋ที่ห้องหนังสือของเจ้าเมืองเขาก็กล่าวกับทั้งสองอย่างเข้าประเด็นในทันได
"ท่านเจ้าเมือง เข่ออี๋บัดนี้ธุระในเมืองนี้ของข้า ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว"
"คงต้องถึงเวลาที่ข้านั้น จะต้องออกเดินทางต่อแล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ข้าหวังว่าวันข้างหน้าจะได้พบกันอีก"
เจ้าเมืองได้ยินดังนั้นจึงได้กล่าวกลับไปกับอี้เหรินเฟิ่ง
"เจ้าจะออกเดินทางวันไหนอย่างนั้นหรือมีอะไรไห้เราช่วยหรือไม่ เจ้าสามารถกลับไปยังเมืองหลวงด้วยการใช้ประตูส่งข้ามแดนได้โดยตรง"
"หากเจ้าต้องการข้าสามารถพาเจ้าไปส่งได้เลยนะ"
"ขอบคุณท่านเจ้าเมืองมากขอรับ แต่การฝึกฝนครานี้ท่านพ่อไห้เดินทางโดยเท้าเท่านั้นขอรับ ไม่สามารถใช้ประตูมิติหรือนั่งเรือเหาะกลับบ้านโดยตรงขอรับ"
"เช่นนั้นเจ้าคงต้องเดินทางไกลอีกนับปีกว่าจะถึงเมืองหลวง ระหว่างทางก็ขอไห้เจ้าระมัดระวังตัวไว้ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น"
"ขอบคุณที่เป็นห่วงขอรับ"อี้เหรินเฟิ่งตอบกลับเจ้าเมืองไปพูดคุยต่อกับทั้งสองอีกเล็กน้อยจึงขอตัวกลับไปพักยังเรือนพักของตัวเอง
วันต่อมา อี้เหรินเฟิ่งได้ร่ำลากับทั้งสอง ก่อนจากจินเข่ออี๋บอกว่าอีกสองปี ที่เมืองหลวงจะจัดการประลองขึ้นเป็นงานประลองที่จัดขึ้นทุกๆสิบปีเพื่อค้นหาสุดยอดผู้เยี่ยมยุทธ
การประลองจะแยกตามช่วงอายุ จะมีรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี อายุไม่เกิน 30ปี และ อายุไม่เกิน 40 ปี ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมากมาย และจะได้รับการชี้แนะจากท่านราชาถ้าเกิดโชคดีอาจจะได้กลายเป็นศิษย์ของท่านราชาเลยก็เป็นได้
จินเข่ออี๋จึงหวังว่าจะได้เจอกับอี้เหรินเฟิ่งที่นั้นในภายภาคหน้าอี้เหรินเฟิ่งได้ออกจากเมืองจากทางทิศใต้ เขาจะเดินทางทางเรือ เพื่อไปยังเมืองต่อไปแล้วเดินเท้าข้ามป่าเขาต่อไปยังเมืองหลวงจากที่พูดคุยกับเจ้าเมืองคร่าวๆถ้าเดินทางโดยไม่หยุดหย่อนจะใช้เวลาราวหนึ่งปีกว่าจะถึงเมืองหลวง
อี้เหรินเฟิ่งโดยสารมากับเรือขนส่งลำหนึ่งเขาจองห้องพักชั้นบนสุดไว้หนึ่งห้อง เป็นห้องใหญ่พิเศษที่แยกออกมาต่างหากด้านล่างของเรือก็จะเป็นชั้นที่ใช้ขนสินค้าต่างๆ และห้องพักและเรือลำนี้ก็ยังมีร้านอาหารและบ่อนพนันอีกด้วย
อี้เหรินเฟิ่งและจินฉานออกเดินทางมาได้สามวันแล้วเขาต้องใช้เวลาเดินทางราวสิบวัน ในการเดินทางข้ามทะเลแห่งนี้จากนั้นจึงจะเดินทางทางบกต่อไป
วันนี้อี้เหรินเฟิ่งและจินฉานลงไปยังร้านอาหรด้านล่างเพื่อที่จะทานอาหารเมื่อลงมายังด้านล่างก็มีสายตาหลายคู่มองสำรวจมาอาจเป็นเพราะอี้เหรินเฟิ่งนั้นยังเด็กและลงมาจากห้องพิเศษด้านบน
พวกเดนตายเหล่านั้นจึงมองตามกันตาเป็นมันพวกมันสำรวจดูไห้แน่ใจว่าอี้เหรินเฟิ่งนั้น อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีผู้ติดตามไดๆตามมาคนเหล่านั้นต่างก็สะกิดพักพวกซุบซิบกันพวกมันเห็นอี้เหรินเฟิ่งเป็นลูกแกะน้อยตัวอ้วนที่พร้อมจะไห้พวกมันกินลงไป
อี้เหรินเฟิ่งไม่ได้สนใจไดๆกับคนเหล่านี้มากนักเขาตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเอร็ดอร่อย สั่งสุราขวดใหญ่มานั่งกินอย่างสบายใจเมื่ออิ่มหนำสำราญเรียบร้อยแล้วจึงได้เดินกลับไปยังห้องพักของตน
เป็นแบบนี้อีกสองสามมื้อ ในที่สุดพวกเดนตายเหล่านั้นก็แน่ใจแล้วว่าอี้เหรินเฟิ่งนั้นเดินทางมาตัวคนเดียวหลังจากที่อี้เหรินเฟิ่งทานอาหารเสร็จกำลังจะกลับขึ้นไปยังห้องพักนั้น
พวกเดนตายเหล่านั้นได้เข้ามาล้อมอี้เหรินเฟิ่งไว้เดนตายราวสิบคนเดินเข้ามาล้อมเด็กชายไว้ด้านในค่อยๆต้อนอี้เหรินเฟิ่งไปยังมุมอับท้ายเรือ
"เด็กน้อย เจ้าเดินทางมาคนเดียวใช่หรือไม่ต้องการไห้พวกข้าคุ้มครองเจ้าไหม"
"ฮ่าฮ่าฮ่า พวกข้าคิดราคาไม่แพงหรอกเพียงหนึ่งแสนผลึกวิญญาณเท่านั้น คนรวยเช่นเจ้าขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก"
"พวกเจ้าจะปล้นข้าอย่างนั้นรึ ?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ปล้นหรือ ใช่ก็ใช่สิ พวกข้าจะปล้นเจ้าเจ้าจะหยิบเงินส่งมาไห้ดีๆ หรือต้องไห้พวกข้าแย่งมาแล้วโยนเจ้าลงน้ำไป"
เหล่าคนเดนตายเหล่านั้นหัวเรากันขรม
อี้เหรินเฟิ่งเห็นดังนั้นก็จามออกมา ฮัดชิ่ว !"นี่พวกเจ้าไม่ได้กลิ่นอะไรเลยหรือ"
"กลิ่นอะไรเจ้าเด็กน้อย อย่ามาเล่นลิ้น ถ้าจะมีกลิ่นก็เป็นกลิ่นเงินของเจ้านะสิ"
"อ่า นั่นสินะ พิษตัวนี้ไร้สีไร้กลิ่นนี่นา"
ยังไม่ทันสิ้นเสียงคนพวกนั้นก็ล้มลงกองกับพื้นแทบจะพร้อมกันอี้เหรินเฟิ่งได้ลอบแพร่พิษตั้งแต่พวกมันพาเขามายังท้ายเรือแล้วพิษชนิดนี้เขาได้ลองปรุงออกมาตั้งแต่สามเดือนก่อน แต่ก็ยังไม่ได้ทดลองใช้มาก่อนเนื่องจากตัวเองนั้นไม่สามารถติดพิษไดๆได้เขาจึงเก็บยาพิษพวกนี้ไว้เป็นจำนวนมาก
เข้าเดินสำรวจแต่ละคนว่าอาการเป็นเช่นไรบ้างจำนวนพิษที่ใช้กับอาการที่เกิดขึ้น เขาต้องค่อยๆรวบรวมข้อมูลและศึกษาต่อไปเมื่อสำรวจเสร็จสิ้นอี้เหรินเฟิ่งจึงทำการยึดของมีค่าทุกชิ้นที่อยู่บนกายคนพวกนั้น
จากนั้นก็จับเจ้าพวกนั้นโยนลงทะเลไห้เป็นอาหารปลาต่อไปคนพวกนั้นที่ถูกพิษความจริงยังไม่ตาย แค่สลบไปและถูกสะกดพลังไว้จากพิษแต่อี้เหรินเฟิ่งนั้นไม่มีเหตุผลที่จะต้องไว้ชีวิตเจ้าพวกนี้เพราะเขาต้องอยู่บนเรืออีกหลายวัน เขารำคาญจึงได้ตัดปัญหาไปเสีย
จากนั้นก็ขึ้นไปพักผ่อนตามเดิมภายในห้องอี้เหรินเฟิ่งเริ่มจดบันทึกใส่สมุดเล่มเล็ก และทำการวิจัยยาพิษไปเรื่อยๆเขาทำแม้กระทั่งจับยุงมาอาบยาพิษแล้วเก็บใส่ขวดไว้ด้วยซ้ำเขาคงคิดจะฝึกยุงไว้สังหารคนกระมัง ???