ภัทรกับนัทขับรถมาเรื่อยๆ ผ่านแถบชนบท ผ่านทุ่งข้าวสาลีหอมที่กำลังโน้มรวงทองรอการเก็บเกี่ยว เมื่อเขาขับไปเรื่อยๆ บ้านเรือนและผู้คนเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบจะร้างผู้คน ทำให้ภัทรกับนัทรู้สึกแปลกประหลาดอย่างมาก นัทเองก็เพียงแค่รู้เส้นทางหลักๆ แต่เขาก็แทบไม่เคยมาถึงชายขอบนี้เลย จนพวกเขามาถึงป้ายที่บอกว่า ‘อีกสามกิโลเมตร เขตสุมฟาง’
พวกเขามาถึงถนนหมายเลขสามสิบห้าซึ่งเป็จุดหมาย แม้ว่าดูจะเป็ถนนหลวงที่มีขนาดสองเลน แต่รอบข้างมันดูวังเวงแปลกๆ ไม่มีบ้านเรือนอยู่เลย ดูอ้างว้างไร้ผู้คน มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นห่างๆ กัน แซมด้วยป่ากกที่ดูน่าจะมีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กอาศัยอยู่มาก แต่กลับไม่มีเสียงจักจั่นร้องทั้งที่เป็่เดือนเมษายนที่อากาศร้อนอบอ้าว มีเพียงเสียงลม และใบไม้ปลิวไหวเท่านั้น
ภัทร และนัทจอดรถที่เสาต้นแรก ภัทรกางคู่มือแล้วอ่านสิ่งที่พวกเขาต้องทำให้นัทที่มองไปรอบๆด้วยความไม่สบายใจฟัง
“ขั้นตอนที่พวกเราต้องทำคือการตรวจว่ามีไฟดวงใดใช้งานได้บ้าง ให้ตรวจโดยการเปิดไฟ ถ้าหลอดดำหรือเสียให้เปลี่ยน หากไม่ได้เสียที่หลอด ให้ลองเปลี่ยนแผงวงจรที่ติดตั้งบนตัวเสา หากทำทั้งสองอย่างแล้วไม่ติดให้ติดเทปสีแดงแล้วจดไว้ว่าเสาไหนเสียบ้าง จะได้ให้ผู้เชี่ยวชาญมาเปลี่ยน มีคำถามมั้ย” ภัทรดูวิธีการประกอบแผงวงจร
“ภัทร ฉันว่านายเก็บคู่มือนั่นไปเถอะ ฉันว่าไม่จำเป็ต้องตรวจเยอะหรอกนะ” นัทที่มองไปทั่วแล้วสะกิดภัทร
“ทำไมล่ะ นายอยากกลับแล้วเหรอ” ภัทรเงยหน้ามาถามงงๆ
“ไม่ใช่แบบนั้น… นายเงยหน้ามองเสาไฟดูสิ ไฟทุกดวงมันแตกหมดเลย แถมดูแตกไม่ปกติด้วย ฉันว่ามันแปลกๆ แล้วล่ะ”
ภัทรที่ง่วนอยู่กับหนังสือคู่มือจึงไม่ได้สังเกตเื่นี้ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปแล้วพบว่าเป็ความจริง มันเหมือนถูกทุบให้แตกมากกว่าแค่หลอดเสียธรรมดา แม้แต่ที่ครอบหลอดเองก็แตกด้วย ภัทรพึมพำ “หรือจะเป็พวกกวนเมือง”
“ฉันว่าเราควรกลับไปรายงานนะ นี่มันไม่ปกติ แถมบรรยากาศก็วังเวงด้วย”
“แต่เรามาถึงแล้วนะ ถ้าไม่ทำจะโดนตำหนิรึเปล่า แถมพี่ริศก็เป็คนให้ผ่านงานนี้คงไม่ฉันไม่อยากให้พี่ริศผิดหวัง” ความจริงภัทรก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกัน แต่นี่เป็งานแรกที่พี่ริศไว้ใจให้เขาทำ จะให้เขาโดดงานเพียงเพราะกลัวเื่ไม่เป็เื่คงทำให้เธอเสียใจเป็แน่
“เอาแบบนั้นเหรอ” นัทถอนหายใจพูดต่อ “นั่นสินะ งั้นเรารีบทำรีบกลับกันดีกว่าเนอะ”
“งั้นนัท ตอนฉันเปลี่ยนหลอดไฟ นายช่วยดูรอบๆ ไว้หน่อยนะ เผื่อมีอะไรจะได้รีบไปกัน”
“ได้เลย” ภัทรพยักหน้าแล้วนั่งใต้ร่มไม้มองรอบๆ
หลังจากนั้นพวกเขาสองคนหยิบ ‘บันไดกล’ ออกมาจากกระเป๋าอุปกรณ์ ทำการติดตั้งแล้วรีบขึ้นไปเริ่มเปลี่ยนหลอดไฟหลอดแรกอย่างรวดเร็ว
ณ สำนักงาน
หญิงสาววัยสิบสี่สิบห้าคนหนึ่งถือปิ่นโตเล็กๆ เดินไปมาในสำนักงานด้วยความหงุดหงิด วันนี้พี่สาวของเธอต้องไปทำงานข้างนอก จึงได้ฝากเธอเอาข้าวกลางวันที่ทำไว้มาฝากเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาทำงานกับพี่สาว แต่เธอรู้สึกหงุดหงิดมาก เพราะสองสามวันที่ผ่านมายิ่งหนัก พี่เธอรีบออกจากบ้านทุกวันไปหาเด็กคนนั้นเพราะกลัวเขาจะลำบาก 'ทำไมต้องใส่ใจคนนอกขนาดนั้นนะ' เธอคิดกับตัวเองก็ยิ่งหงุดหงิด
เธอเดินผ่านหลายห้องแล้ว แต่อย่าว่าไม่เห็นเด็กนั้นเลย พวกเ้าหน้าที่เองก็บอกว่าไม่มีใครรู้จักเด็กคนนั้นซัดคน เธอที่เดินตามหาก็เริ่มต้องบ่นกับตัวเอง