บนยอดกำแพงจินหลิงที่สั่นะเืด้วยแรงปะทะจากรถกระทุ้งประตู เสวี่ยนห้าว ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ราวกับรากฐานของเขาไม่ได้อยู่บนหินผา แต่อยู่บนก้อนเมฆที่ลอยเหนือความวุ่นวายทั้งปวง แม้เบื้องล่างจะเป็นรกอเวจีที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเืเนื้อที่ฉีกขาด แต่รอบกายขององค์ชายสามกลับมีอาณาเขตแห่งความเงียบงันที่ยากจะเข้าถึง
มือเรียวที่เคยจับพู่กันเขียนอักษร บัดนี้เอื้อมไปหยิบลูกธนูหัวเหล็กกล้าขึ้นมา... ไม่ใช่หนึ่ง แต่เป็ สามดอก
ก้านธนูทั้งสามถูกคีบไว้ในซอกนิ้วอย่างชำนาญ พาดลงบนคันธนู ‘ไร้เงา’ อย่างแ่เบา แต่แฝงด้วยอันตราย
“องค์ชายสาม...” แม่ทัพกองธนูข้างกายเบิกตากว้าง กลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ “ท่านจะใช้... ‘สามดาราไล่เดือน’ (三星趕月) ด้วยพระองค์เองหรือพะยะค่ะ? ร่างกายท่านเพิ่งฟื้นไข้...”
เสวี่ยนห้าวไม่ได้ตอบคำถามนั้น โบราณว่า ‘ผู้เชี่ยวชาญไม่พูดมาก ผู้พูดมากไม่เชี่ยวชาญ’ เขาเพียงแค่ขยับนิ้วดึงสายธนู เสียงเอ็นขึงตึงดัง ‘ครืด’ เบาๆ ราวกับเสียงร้องครางของสัตว์ร้ายร่างใหญ่ที่ถูกปลุกให้ตื่น รัศมีสังหารแผ่ออกมาจากร่างโปร่งบางจนทหารรอบข้างต้องถอยกรูด
ดวงตาหงส์คู่นั้นหรี่ลง ตัดขาดโลกภายนอก เหลือไว้เพียงเป้าหมายเดียวที่ชัดเจนที่สุดท่ามกลางฝุ่นควันสีแดงฉาน แม่ทัพใหญ่แห่งหลงเฉิง
ในห้วงความคิดของคนทั้งสนามรบ คำถามหนึ่งวนเวียนอยู่ดุจเมฆหมอก... ทำไมวันนี้ถึงต้องแตกหัก? ทำไมาที่ยือเยื้อแบบทีเล่นทีจริงมานับสิบปี ถึงกลับจะกลายเป็การฆ่าล้างผลาญในชั่วข้ามคืน?
เสียงกระซิบแห่งความหวาดระแวงลอยมาตามลม “สายข่าวบอกว่ามีสาส์นลับจาก ‘อวิ๋นซาง’ (เมืองหมอกน้ำแข็ง) ถูกส่งไปที่วังหลวง...”
“มีคนขายชาติในหมู่พวกเราหรือเปล่า?”
“หรือเื่แค้นเมื่อสิบปีก่อนที่ถูกปิดตาย... วันนี้ฝาโลงมันเปิดออกแล้ว?”
แต่สำหรับเสวี่ยนห้าว... เสียงเ่าั้ไร้ค่าดุจเสียงแมลงวันขยับปีก ‘ใจต้องนิ่งดุจน้ำ จึงจะมองเห็นเงาของปลา’ เขาสนแค่ปลาตัวใหญ่ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ตรงหน้า... ปลาที่ชื่อว่า กู้เทียนอี้
“องค์ชายสาม!” นายทหารสังเกตการณ์ะโลั่น “แม่ทัพหลงเฉิงทะลวงแนวป้องกันชั้นสองเข้ามาแล้ว! เขาอยู่ห่างจากประตูเมืองไม่ถึงร้อยก้าว!”
เสวี่ยนห้าวพยักหน้าเพียงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ดูเศร้าสร้อยแต่เด็ดขาด “ใกล้พอแล้ว...” เขาเอ่ยเสียงเรียบ เหมือนตุลาการที่อ่านคำพิพากษา
“งั้น... ก็จบกันตรงนี้”
ลมหายใจของเขาผ่อนออกช้าๆ ร่างกายผสานเข้ากับคันธนูจนเป็หนึ่งเดียว นิ้วที่รั้งสายเริ่มคลายออก…
ในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น... กลางสมรภูมิที่บ้าคลั่ง กู้เทียนอี้ที่กำลังควบม้าตะลุยฟันศัตรู จู่ๆ ขนทั่วร่างก็ลุกชัน!
ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่มันคือ ‘สัญชาตญาณสัตว์ป่า’ ที่เตือนภัยถึงอันตรายระดับวิกฤต มันคือความรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมเล็กๆ จ่ออยู่ที่กลางหน้าผาก ไม่ได้ััได้ด้วยตา ไม่สามารถได้ยินด้วยหู แต่รับรู้ด้วยจิติญญาของคนที่ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
“ฮึ่บ!” กู้เทียนอี้กระตุกบังเหียนม้าศึกคู่ใจอย่างแรงจนมันยกขาหน้าหยุดกะทันหัน เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดกำแพงฝ่ากลุ่มควันไฟ
ภาพที่เห็นคือ... ปลายลูกศรสามจุดที่ส่องประกายวาววับ และสายตาคู่นั้นของเสวี่ยนห้าวที่จ้องมองลงมา
สายตานั้นว่างเปล่า... แต่เ็ป
“เ้าจะยิงข้าจริงๆ รึ...?” กู้เทียนอี้พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแ่เบาจนถูกเสียงกลองศึกกลบมิด หัวใจแกร่งดั่งเหล็กไหลของแม่ทัพใหญ่... กลับสั่นไหววูบอย่างไม่มีเหตุผล ไม่ใช่เพราะกลัวตาย แต่เพราะความรู้สึกตัดพ้อบางอย่างที่ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของความทรงจำที่เลือนราง
เสวี่ยนห้าวไม่มีคำตอบให้กับผู้ใด... เพราะลูกธนูคือคำตอบที่ดีที่สุดในสนามรบในตอนนี้ นิ้วเรียวจึงปล่อยสายธนู
“ตึง!”
เสียงดีดตัวของสายธนูไร้เงาดังก้องกังวาน ประหนึ่งเสียงพิณมรณะที่ดีดโน้ตตัวสุดท้าย ลูกศรสามดอกพุ่งแหวกอากาศลงมาพร้อมกัน!
ดอกแรกเปิดทางลม! ดอกสองแหวกเกราะ! ดอกสามปลิดชีพ!
มันพุ่งลงมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง นิ่งสนิท และแทบมองไม่เห็นเงา
สมฉายา “เกาทัณฑ์ไร้เงา”
กู้เทียนอี้กัดฟันกรอด สลัดความรู้สึกอ่อนไหวทิ้งไปในพริบตา เขากระชับด้าม กระบี่ดาราเหล็ก ในมือแน่น ดวงตาเบิกโพลงจับจ้องจุดมรณะที่พุ่งตรงมา
วินาทีนี้... ไม่ใช่แค่การปะทะกันของอาวุธ แต่มันคือการปะทะกันของ “ชะตากรรม”
เขาเกร็งลมปราณทั่วร่าง ตวาดลั่นพร้อมวาดกระบี่ขึ้นฟ้าเพื่อรับมือกับลูกศรที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์าครั้งนี้ไปตลอดกาล!