ในป่าที่กว้างใหญ่ กล้า,ทิศใต้,ทิว,เอก,รำพา พวกเขาที่วิ่งหนีออกมาอย่างสุดชีวิตเหลือไว้เพียงวิโรจน์ที่ยังสู้กับจันทร์และเ้าเพื่อถ่วงเวลาให้พวกเขาหนีไปไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของเขาจะเป็ยังไงต่อ
ท่ามกลางป่าใหญ่เสียงกระทบกันของใบไม้และกิ่งก้านที่แตกหักใต้เท้าของพวกเขาการวิ่งเป็เวลาอันยาวนานทำให้พวกเขาเริ่มเหนื่อยล้าเมื่อพวกเขาคิดว่าวิ่งออกมาพ้นอันตรายมาได้ จึงเริ่มสังเกตไปรอบ ๆ ตัวพบว่าพวกเขาได้ออกนอกเส้นทางและไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่จุดไหนของเส้นทาง
ทิศใต้:ทุกคน หยุดก่อน!
กล้า:เป็อะไรหรอไอ้ใต้…
ทิศใต้:นี่.. นานแค่ไหนแล้ว
กล้า:น่าจะซักพักนึงแล้ว ทำไม..
ทิศใต้:ข้า.. ไม่แน่ใจว่าพวกเรายังอยู่ในเส้นทางอยู่ไหนนะสิ
ทิว:แย่ล่ะ! ทำไงดีล่ะ
เอก:ไม่รู้สิ.. กลางป่าแบบนี้จะมีชาวบ้านที่ไหนผ่านมาบ้างไหมล่ะ
รำพา:อาจจะมีนะ.. แต่อาจจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาน่ะสิ
ทิศใต้:งั้นพวกเราหาที่นั่งพักกันก่อน เดี๋ยวข้าจะไปดูลาดเลาให้เอง
กล้า:อืม งั้นเอ็งก็ไป ส่วนที่เหลือตามข้ามา
หลังจากนั้นกล้าได้คนที่เหลือไปนั่งพักเอาแรง ส่วนทิศใต้ได้ไปปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อที่จะมองดูระยะทางจากมุมสูง เมื่อเขามองดูจากที่สูงก็พบว่ารอบตัวเต็มไปด้วยป่าไม้และูเาไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยทางเลยแม้แต่น้อย เขาจึงกลับลงมาเพื่อปรึกษากับกล้าอยู่นานแต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไร
แม้ว่าทิศใต้จะได้ออกเดินป่าอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะรู้จักทุกทางในป่าที่แสนกว้างใหญ่แห่งนี้ทั้งหมดพวกเขาต้องเดินเร่ร่อนในป่าอีกครั้งเพื่อหาหนทางกลับสู่เส้นทางเดิมแต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทิศใต้ขึ้นไปดูเส้นทางจากมุมสูงก็ยังไม่พบเส้นทางเลย
จนเวลาล่วงเลยมาจนถึง่พลบค่ำของวันดวงตะวันเริ่มเอนตัวลงใกล้เส้นขอบฟ้า สาดแสงสีส้มอมแดงอ่อน ๆ ลงมาฝูงนกมากมายต่างพากันบินกลับรังเหลือแต่เพียงพวกเขาที่ยังคงเดินเร่ร่อนอยู่กลางป่าใหญ่
แม้ทิศใต้พยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ ปีนขึ้นไปมองทิศทางจากมุมสูงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่มีร่องรอยของผู้คนเลยแม้แต่น้อยพวกเขาเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป พวกเขาจึงหยุดพักและก่อกองไฟ
ในคืนที่มืดและเงียบอยู่กลางป่ามีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องสนั่นไปรอบด้าน กลายเป็เพียงเสียงเดียวที่สะท้อนอยู่ในหู ถึงแม้แสงจากกองไฟที่ส่องสว่างแต่ภายในจิตใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความมืดสนิท เมื่อนึกถึงการที่จะกลับเข้าสู่เส้นทางทั้งหน้าคนได้แต่นั่งเงียบ ๆ อย่างสิ้นหวัง ทิศใต้ที่เห็นความกังวลของคนอื่น ๆจึงกล่าวขึ้น
ทิศใต้: ไม่กลัวนะทุกคนเดี๋ยวข้าจะพยายามหาทาง ให้พวกเรากลับเข้าเส้นทางให้ได้
กล้า:ก็ต้องเป็แบบนั้น…
กล้า:เอาล่ะ นอนกันได้แล้วนะ พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางแต่เช้า
ทิว,เอก,รำพา : อืม..
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้หลับไป ทิศใต้ยังคงกังวลเื่เส้นทาง ราวกับว่าพวกเขาในตอนนี้จะตกในสถานการณ์ที่ถอยก็ถอยไม่ได้จะไปต่อก็ไปไม่ถึง ความคิดที่ฟุ้งซ่านและความกังวลยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาแต่ไม่ว่ายังไงพวกเขาต้องข่มตาให้ได้ หลับเพื่อเดินทางในวันต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาออกเดินทางต่อทันที ในป่าที่กว้างใหญ่และบรรยากาศอันเงียบเหมือนที่เคยพอเดินมาได้สักพัก พวกเขาก็ได้ยินเสียงน้ำตกดังมาจากทางด้านหน้าอยู่ไม่ห่างจากจุดที่พวกเขาอยู่มากนัก
ทิศใต้:ทุกคน.. ได้ยินเสียงนั่นไหม
กล้า:ได้ยินสิ เหมือนจะเป็เสียงน้ำตก
ทิศใต้:น่าจะใช่…
ทิว:น้ำตกหรอ! งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ
เอก:น่าจะหาปลามาทำอะไรกินได้อยู่ไหม ข้าหิวจะแย่อยู่ล่ะ
กล้า:เดี๋ยวก่อน.. ระวังตัวด้วยนะทิว
ทิว:อืม พี่กล้าไม่ต้องห่วงหรอกนะ
เมื่อกล่าวจบทิววิ่งนำไปทันทีโดยไม่รอใคร แม้จะมีเอกและรำพาวิ่งตามไปด้วยแต่กล้าก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้ ทิศใต้เห็นท่าทีของพวกพ้อง จึงเดินเข้ามาตบไหล่เบา ๆแล้วกล่าวขึ้น
ทิศใต้:ข้าว่า ตามแม่น้ำไปน่าจะมีหมู่บ้านคนอยู่ไหมหรือไม่แน่แม่น้ำสายนี้ก็อาจจะเชื่อมต่อกับแม่น้ำที่อยู่ใกล้หมู่บ้านของข้า
คำพูดนั้นทำให้กล้าคลายกังวลลงเล็กน้อย อย่างน้อยหากพบหมู่บ้านจริงพวกเขาก็อาจจะได้พักผ่อนและหาเสบียงเพิ่มเติม ก่อนเดินทางต่อไปยังจุดหมายข้างหน้า
กล้า:อาจเป็ไปได้ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม พวกเราจะกลับไปมือเปล่าไม่ได้…
ทิศใต้:หรือไม่แน่..พวกเราอาจจะต้องเดินตามแม่น้ำสายนี้ไปก็น่าจะเจอหมู่บ้านลี้ภัยอยู่บ้าง อีกอย่างป่ากลางเขาแบบนี้ คนก็ต้องหาน้ำกินบ้างล่ะ
กล้า:อืม.. ก็น่าจะใช่ ตามที่ข้ารู้มา น้ำจะไหลลงทางใต้เสมองั้นถ้าเราเดินตามที่น้ำไหลไป..อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็น่าจะเจอหมู่บ้านแล้วก็น่าจะถามทางผู้คนได้อยู่หรอก
ทิศใต้:ถ้าเป็แบบนั้นก็ดีนะสิ
กล้า:ก็.. เข้าทางเลยสิแบบนั้น เอาตามนี้เลยล่ะกัน แล้วเดี๋ยวหาทำอะไรกินก่อนแล้วค่อยออกเดินทางต่อ ข้าต้องไปดูพวกเด็ก ๆ หน่อยล่ะ
ทิศใต้:อืม งั้นข้าจะไปหาผลไม้มากินด้วย
กล้า:เดี๋ยวก่อนนะ.. เอ็งเป็เสือไม่ใช่รึ…ข้านึกว่าเอ็งกินแต่พวกเนื้อสัตว์ซะอีก
ทิศใต้:ก็ใช่.. ถ้าปกติข้าก็กินแบบนั้น แต่ข้าไม่ชอบลงน้ำเท่าไหร่
กล้า:งั้นก็…เอาที่เอ็งสบายใจเลยเถอะ
หลังจากนั้นพวกเขาก็พวกเขาก็แยกย้ายกันไป โดยกล้าจะก่อไฟรอประกอบอาหารอยู่ใกล้ ๆ แม่น้ำพร้อมดูเด็ก ๆ อยู่ไม่ห่าง ส่วนทิศใต้ได้เดินออกมาหาผลไม้ป่าก่อนที่จะกลับมารวมตัวเพื่อรับประทานอาหารพร้อมกัน
ในขณะที่พวกเขากำลังรับประทานอาหารอยู่นั้นทิศใต้ก็ได้ยินเสียงพุ่มไม้ขยับ ราวกับว่ามีบางอย่างอยู่ด้านในเขาก็ลุกขึ้นและพยายามกวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อมองหาต้นตอของเสียงแต่เสียงนั้นดังใกล้เขามาเรื่อย ๆ จนทุกคนเริ่มจับทิศทางของเสียงได้ทำให้ทุกคนหันไปดูทันที
ทิศใต้:ผู้ใดอยู่ตรงนั้น ออกมาเดี๋ยวนี้!!
กล้า:ใจเย็น ๆ ก่อนไอ้ใต้
กล้า:ท่านผู้นั้นน่ะ ข้าไม่รู้ว่าท่านคือใคร ออกมาเถอะ พวกเราเป็มิตร
กล้ากล่าวด้วยความเป็มิตรสายตาของเขาจับจ้องไปยังต้นตอของเสียง อย่างไม่ละสายตาต่อมาก็ปรากฏเป็หญิงสาวคนหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากหลังต้นไม้
ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเผยให้เห็นรูปร่างที่เพรียวบางและผิวกายสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ ที่ดูผุดผ่อง แต่ใบหน้าของเธอถูกบังด้วยผ้าสีน้ำตาลอ่อน ๆ ที่คลุมศีรษะเอาไว้เธอสวมผ้าคาดอกสีเขียวเข้มแบบเรียบง่ายและสวมผ้าถุงสีน้ำตาลเข้มมีลวดลายเล็กน้อยเธอเดินตรงมาที่พวกเขาก่อนจะหยุดแล้วกล่าวขึ้น
หญิงสาวลึกลับ:กลางป่ากลางเขาแบบนี้ ไม่ทราบว่าพวกท่านมาทำอะไรที่นี่
กล้า:พวกเรากำลังเดินทางน่ะ แล้วมาเจอแม่น้ำเลยหยุดพักแล้วท่านล่ะไม่ทราบว่าท่านเป็ใคร
หญิงสาวลึกลับก้าวออกมาหนึ่งก้าวมือทั้งสองข้างของเธอค่อย ๆ ดึงผ้าที่คลุมศีรษะของตนออกเผยให้เห็นใบหน้าที่เรียวรูปทรงไข่ ดวงตาเฉี่ยวคม ั์ตาขสีเขียวมรกรตหางตาและริมฝีถูกแต้มด้สยปากสีแดงสดเส้นผมยาวสีดำขลับของเธอยาวไปจนถึงกลางหลังและพลิ้วไหวไปตามลม ก่อนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
หญิงสาวลึกลับ:ตัวข้ามีนามว่า ยุพิน ข้าก็แค่มาเดินเล่นแถวนี้ บังเอิญได้ยินเสียงเลยเดินตามเสียงนั้นมาก็เลยมาพบพวกท่าน ต้องขออภัยด้วยหากข้าทำให้พวกท่านใ และ.. ไม่ทราบว่าพวกท่านกำลังเดินทางไปที่ใด
กล้า:พวกเรากำลังจะเดินทางไปที่เมืองศิวิลักษณ์ ไม่ทราบท่านพอจะรู้ทางไหม
เอก:ใช่ ๆ ท่านพอจะรู้จักทางไปเมืองศิวิลักษณ์หรือไม่
รำพา:ขอให้รู้ด้วยเถิด…
ยุพิน:เมืองศิวิลักษณ์หรอกรึ.. ข้ารู้จักสิ
รำพา:เฮ้อ… ในที่สุด
รำพาถอนหายใจด้วยความโล่งอกในที่สุดเธอก็ได้พบกับคนที่รู้ทางและจะได้กลับเข้าเส้นทางไปเจอชาวบ้านที่แยกจากกันได้ทันซะที
ยุพิน:หืม.. เป็อะไรหรือเปล่าล่ะ ทำไมเอ็งถึงถอนหายใจแบบนั้นเล่า
ทิว:คือว่า.. พวกเราโดนลอบโจมตีอยู่หลายครั้ง ในระหว่างการเดินทางและตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะกลับเข้าเส้นทางยังไง
ยุพิน:โอ้ว..น่าสงสารจริง ๆ กลางป่ากลางเขาแบบนี้อันตรายมากเลยนะยิ่งใน่นี้เกิดาบ่อย ไปไหนมาไหนพวกเ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ
กล้า:อืม.. เื่ศึกาอะไรน่ะ ข้าไม่ห่วงหรอกแต่ตอนนี้ข้าแค่อยากรู้เส้นทางไปเมืองศิวิลักษณ์ขอให้ท่านช่วยนำทางพวกเราไปยังเมืองด้วย
ทิว:ต้องรบกวนท่านนะ
ยุพิน:เมืองศิวิลักษณ์หรอ อืม..ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลมาก ข้าน่าจะนำทางให้พวกเ้าได้อยู่
จากนั้นยุพินเริ่มอธิบายเกี่ยวกับเส้นทาง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้อธิบายทุกอย่างได้จบทิศใต้กล่าวแทรกขึ้นทันที
ทิศใต้:เดี๋ยวก่อน
เสียงนั้นทำให้ยุพินหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมาหาทิศใต้แล้วกล่าวถามด้วยท่าทีที่ใสซื่อ
ยุพิน:มีอะไรรึ..
ทิศใต้:ข้าขอไปดูเส้นทางก่อน เพื่อความแน่ใจว่าถ้าเดินทางไปจะไม่เกิดเื่อะไรขึ้นอีก
กล้า:เอาน่า ๆ ไม่เป็อะไรหรอกไอ้ใต้
ทิศใต้:ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ข้าแค่อยากให้แน่ใจ..
ยุพิน:ได้สิ แล้วแต่ท่านสบายใจได้เลย
หลังจากนั้นยุพินก็ได้พาทิศใต้ไปสำรวจเส้นทาง ส่วนกล้าได้นั่งรออยู่กับพวกเด็ก ๆทั้งสองเดินลึกเข้าไปในป่า ลักษณะทางเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ไม้นานาชนิดขึ้นเป็ไปหมดจนแทบไม่มีทางเดิน ราวกลับกว่าเส้นทางนั้น ไม่ใช่ทางที่ผู้ใดใช้สัญจรไปมาแต่ในระหว่างทางยุพินยังคงเดินนำทางไปอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จาอะไร
ท่ามกลางป่าที่เงียบสงัดเมื่อพวกเขาเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ ก็พบกับถ้ำลึกลับขนาดใหญ่ ทำให้ทิศใต้ต้องหยุดชะงักไปก่อนจะกล่าวขึ้น
ทิศใต้:ในป่านี่มีถ้ำด้วยรึ
ยุพิน:ถ้ำนี้เป็ทางยาวเชื่อมต่อไปยังเส้นทางตรงไปใตู้เาโดยที่จะไม่จำเป็ต้องเดินอ้อมยังไงล่ะ
ทิศใต้:ข้าจะแน่ใจได้ยังไง ว่าข้างในนั้นปลอดภัย
ยุพินหันมามองทิศใต้เธอเอามือเท้าเอวข้างหนึ่งแล้วยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย เพื่อให้เขาสบายใจมากขึ้น
ยุพิน: เื่นั้นเอ็งไม่ต้องห่วงหรอก ข้าใช้เส้นทางนี้ประจำ
ทิศใต้:งั้นข้าคงต้องเข้าไปดูซักหน่อย
ยุพิน:เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน…เอ็งจะไม่รอไปพร้อมกับคนอื่นหรอกรึ
ทิศใต้:แค่เดินไปดู…
สิ้นสุดคำกล่าวนั้นทิศใต้เดินเข้าไปในถ้ำโดยไม่ลังเล โดยมียุพินเดินตามอยู่ด้านหลังบรรยากาศในเงียบสนิทและเย็นะเื มีเพียงเสียงน้ำหยดดังสะท้อนก้องในความเงียบแสงสลัวส่องผ่านจากช่องว่างของซอกหินเล็ก ๆเมื่อมองไป้าเพดานถ้ำเผยให้เห็นเถาวัลย์และรากไม้ที่พันเกี่ยวห้อยลงมาจากผนังเส้นทางโล่งยาว ๆ พวกเขาทั้งสองเดินลึกเข้าไปในถ้ำ
ทิศใต้สังเกตเห็นความผิดปกติของยุพินทั้ง ๆ ที่ตลอดทางมา เธอเดินนำหน้าเขามาโดยตลอดแต่เมื่อเข้ามาในถ้ำเธอกลับเอาแต่เดินตาม ไม่ว่าเขาจะเลี้ยวไปทางไหนเธอก็เดินตามมา ราวกับไม่มีจุดหมายไม่เอ่ยปากพูดหรือแนะนำเส้นทางอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้งความเงียบของเธอทำให้เขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเขาชะลอฝีเท้าลง ก่อนจะหยุดเดินกลางถ้ำ หันกลับไปมองยุพินที่เดินตามหลังก่อนกล่าวขึ้น
ทิศใต้:ข้าต้องไปทางไหนต่อ
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วยุพินเงยหน้าขึ้นมองเขาช้า ๆ แสงสลัวสะท้อนในดวงตาคู่นั้น เธอไม่ได้ตอบในทันทีแต่กลับนิ่งไปชั่วครู่ ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างก่อนกล่าวตอบ
ยุพิน:เอ็งยังจะไปอีกหรอ…
ทิศใต้:พูดแบบนี้ หมายความว่ายังไง
ยุพิน:ข้าหมายถึง.. ไม่รอให้พวกคนที่เหลือมาด้วยก่อนล่ะ
ยุพินกล่าวตอบด้วยท่าทีดูแน่นิ่งน้ำเสียงของเธอแ่เบา แต่กลับทำให้ความเย็นในถ้ำดูจะหนาวเยือกขึ้นกว่าเดิมทำให้ทิศใต้ขมวดคิ้วทันทีดวงตาจ้องเธอเขม็งเพราะสิ่งที่เธอพูดออกมามันไม่ใช่แค่คำถามแต่เหมือนกับว่านี่เป็แผนการบางอย่างของเธอ แต่ทิศใต้ก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่
ทิศใต้:ข้าจะไป เดี๋ยวนี้!
ยุพิน:เอ็งจะรีบไปไหน…
สิ้นสุดประโยคนั้นั์ตาสีเขียวมรกรตก็จ้องมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เ้าเล่ห์ใบหน้าของเธอแย้มยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมนิ้วที่เรียวเกี่ยวปลายผมเล่นไปมาในลักษณะที่ชวนให้คิดว่าเธอไม่ได้เร่งรีบอะไรเลยแต่ทิศใต้รู้ดีว่ามันไม่ใช่รอยยิ้มที่ดีแน่ จากนั้นเธอก็ได้เดินนำทางให้เขาเข้าไปในถ้ำ
ในขณะที่เธอกำลังนำทางไปในถ้ำเธอไม่ได้พูดอะไรอีกในความเงียบที่เธอเดินนำทางเข้าไปในถ้ำเรื่อย ๆทิศใต้เริ่มมั่นใจได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทางที่ก่อนหน้านี้ยังดูเป็ถ้ำปกติแต่พอเดินเข้ามาลึกเรื่อย ๆเหนือขึ้นไปตามผนังถ้ำที่มีเครือไม้และใยแมงมุมห้อยลงมา เขาจึงมองไปรอบตัวในแสงสลัวที่พบว่ามีเศษโครงกระดูกที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นเศษกระดูกมีทั้งเล็กและใหญ่ปะปนกัน บ้างยังคงสภาพสมบูรณ์บ้างแตกหักและเกลื่อนกลาดราวกับถูกทิ้งไว้นาน กองอยู่เต็มข้างผนัง
ยุพินเดินเข้ามาเรื่อยๆ จนเธอได้มาหยุดอยู่ที่โถงถ้ำ ซึ่งดูแตกต่างไปจากทางถ้ำทั่วไปโดยสิ้นเชิงโดยเป็พื้นที่เบื้องหน้ากว้างโล่งผนังถ้ำรอบด้านล้อมกรอบด้วยหินสีดำที่มีลวดลายธรรมชาติแปลกตากลางห้องเป็ทางเดินยาวที่ปูด้วยแผ่นหินเรียบ มันทอดตัวไปอย่างสง่างามจนสุดสายตาขนานกันสองข้างของทางเดินคือบ่อน้ำเรืองแสงสีเขียวมรกตที่กระเพื่อมเบา ๆแสงจากบ่อน้ำสาดกระทบผนังและเพดานถ้ำ
แต่เมื่อมองไปสุดปลายทางจะพบกับบันไดหลายขั้นให้เดินขึ้นไปสุดขึ้นบันไดจะพบกับบัลลังก์ที่ประทับสีทองอร่ามมีลวดลายอย่างประณีตส่วนทางด้านหลังนั้นปรากฏเป็รูปปั้นหินนาคาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
แสงสีเขียวจากบ่อน้ำสะท้อนกับทองของบัลลังก์และมณีที่ประดับเป็ลูกตาของนาคาเปล่งแสงสีเขียวออกมาราวกับว่ารูปปั้นนั้นมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆทิศใต้ยืนจ้องมองอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่ยุพินจะหันมา แล้วเอ่ยถามเบา ๆ
ยุพิน:งดงามใช่ไหมล่ะ
คำพูดของเธอทำให้ทิศใต้ได้สติกลับมาเขากลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที ความไม่พอใจปรากฏชัดบนใบหน้าเขาหันไปมองยุพินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความไม่เข้าใจ แล้วยพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความไม่พอใจ
ทิศใต้:นี่เอ็ง พาข้ามาทำบ้าอะไรที่นี่!
ยุพิน:ข้าไม่ได้อยากจะพาเอ็งมาคนเดียวนะ อันที่จริงแล้ว… ข้าอยากให้พวกเขามาด้วยพวกเราจะได้จัดการพวกเขาได้ทีเดียวเลย
คำพูดนั้นทำให้ทุกอย่างกระจ่าง ว่ายุพินไม่ได้คิดช่วยพวกเขาั้แ่แรกนี่น่าจะเป็เพียงแผนการบางอย่างของเธอที่้าจะล่อให้พวกเขามาที่นี่นั่นทำให้ทิศใต้รู้สึกโกรธเป็อย่างมาก
ทิศใต้:จัดการอะไร! ตอนนี้พวกเขากำลังลำบากอยู่นะ! ถ้าไม่ช่วยก็อย่ามาขวางทางสิ!!
ยุพินที่ได้ยินแบบนั้นแล้วเธอยังคงทำหน้าตาเฉยเธอเอามือกอดอกพร้อมยักไหล่เบา ๆ แบบไม่สนใจอะไรทั้งนั้นก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ทิศใต้ รอยยิ้มของเธอยังไม่จางหายแล้วกล่าวขึ้น
ยุพิน: ข้าก็กำลังช่วยเอ็งอยู่นี่ไงไม่เห็นหรอ ถ้าล่อพวกเขาให้เข้ามาแล้วจัดการได้ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยส่วนที่เหลือเอ็งกับข้าก็แบ่งกัน
ทิศใต้: ไม่มีทาง!
เขากล่าวเสียงแข็งทำให้ยุพินเริ่มไม่พอใจเล็กน้อย เธอเอามือที่กอดอกลงแนบลำตัวก่อนจะหันหน้าไปด้านหนึ่งแล้วกล่าวตอบ
ยุพิน:อะไรกัน.. นี่เอ็งคิดจะเก็บอาหารไว้กินคนเดียวล่ะสิ พวกเสือนี่ขี้เหนียวจริง ๆเลยนะ กลางป่ากลางเขาแบบนี้ อาหารยิ่งหายากอยู่แบ่ง ๆ กันหน่อยจะเป็ไรไป
ทิศใต้:อาหารหรอ! พวกเขาไม่ใช่อาหารสักหน่อย!! ไม่ว่าเอ็งจะกำลังคิดอะไรแต่อย่าได้คิดจะทำร้ายพวกพ้องของข้า ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน…
ยุพินไม่ได้สนใจที่เขาพูดเธอเดินออกห่างจากทิศใต้ ทันใดนั้นสีเขียวจากมณีในดวงตาของรูปปั้นนาคาสะท้อนแสงวาบครั้งสุดท้าย ประกายไฟเล็ก ๆเริ่มปรากฏขึ้นรอบตัวของยุพินเธอหันกลับมาช้า ๆ รอยยิ้มบาง ๆบนใบหน้าแฝงความลึกลับ แสงประกายจากเปลวไฟที่ลุกไหม้ขึ้นบนเรือนร่างของร่างของเธอเริ่มสว่างจ้าขึ้นทุกวินาทีจนในที่สุด ร่างที่ปรากฏให้เห็นว่าเธอไม่ใช่หญิงสาวอีกต่อไป
หลังจากที่เปรวไฟดับลงก็ปรากฏดวงตาคู่ใหญ่รูม่านตาเรียวเล็กเป็ขีดแนวตั้งดุจเส้นคมกริบของใบมีดลำตัวของยาวใหญ่เป็เกล็ดสีเขียวมรกตเรียงไปจนสุดปลายหาง โดยร่างที่แท้จริงของเธอคือ นาคามรกต ซึ่งเธอได้จำแลงกายมาเป็มนุษย์
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วทิศใต้กลับไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย เขามองเธอด้วยแววตาที่แน่วแน่ราวกับเขาได้ล่วงรู้ถึงร่างจริงของเธอั้แ่แรกที่พบกัน
ทิศใต้:เผยร่างจริงออกมาซะที ยุพิน… ไม่สิ คงต้องเรียกว่านาคามรกตสิ ถึงจะถูก
ยุพิน:แหม ๆ เอ็งก็รู้มาโดยตลอดหนิ และตัวเ้าเองก็เหมือนกัน
เสียงของเธอก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำบรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบเงาน้ำกระเพื่อมสะท้อนแสงมรกตที่เจิดจ้าส่องกระทบลำตัวที่เรียวยาวมีเกล็ดที่เรียงกันสวยงามั้แ่หัวจรดปลายหาง เป็ก่อนที่ยุพินจะค่อย ๆเลื้อยเข้ามาใกล้ทิศใต้
เธอเองก็รู้ว่าทิศใต้เป็อสูรศาสตราจำแลงกายเหมือนกันซึ่งเป็เื่ปกติที่อสูรศาสตราที่จำแลงกายมาจะมองเห็นร่างที่แท้จริงของกันและกัน
ยุพิน:แต่ไม่เป็ไรหรอกนะ ข้ารู้เอ็งรู้ แต่… พวกเขาไม่รู้หรอก
ทิศใต้:รู้สิ พวกเขารู้ว่าข้าเป็ตัวอะไร เพราะข้าเป็คนบอกพวกเขาเอง
ยุพิน:หืม… เอ็งไว้ใจมนุษย์ขนาดนั้น แต่เอ็งกลับไม่ไว้ใจพวกเดียวกันเลยหรอ โถ่ ๆข้าน้อยใจนะเนี่ย
ยุพินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงของเธอฟังดูนุ่มนวลดวงตาคู่สีมรกตงามของเธอจับจ้องทิศใต้อย่างไม่ลดละในขณะที่ร่างของเธอเลื้อยไปมาอย่างช้า ๆ รอบตัวเขาลำตัวเรียวยาวของเธอขยับเป็วงกลมไปมาบ้างก็เร็วราวกับวูบของพายุช้าสลับเร็วเรื่อย ๆ เธอใช้ปลายหางแตะปลายคางของทิศใต้เบาๆ ราวกับหยอกล้อ แต่ทิศใต้ยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
การกระทำเช่นนั้นทำให้ทิศใต้รู้สึกได้ถึงความเ้าเล่ห์ของเธอ เขาจึงเปลี่ยนจากร่างมนุษย์เป็พยัคฆ์ไพรอำพันอันเป็ร่างที่แท้จริงของเขา แล้วจึงะโข้ามตัวนาคาที่เรียวยาวเลื้อยอยู่อ้อมตัวของเขาก่อนจะหยุดยืนหันหน้ากลับมาแล้วกล่าวขึ้น
ทิศใต้:แม้ว่าจะเป็ุ์เหมือนกัน แต่ข้าก็ไม่ได้มองเอ็งเป็ศัตรูเช่นกันแต่ถ้าหากว่าเอ็งคิดจะทำร้ายพวกพ้องของข้า ต่อให้เป็ุ์ ข้าก็ไม่เว้น
ดวงตาของพยัคฆ์ไพรอำพันจับจ้องไปที่นาคาที่อยู่เบื้องหน้าราวกับจะเตือนให้เธอรู้ว่าคำพูดนี้ไม่ใช่แค่คำขู่แต่เป็คำสัญญาที่จะปกป้องพวกพ้องด้วยชีวิตของเขา ทำให้ยุพินหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะสายตาของเธอเลิ่กลั่กอยู่สักพัก ก่อนจะะโขึ้นด้วยเสียงแข็ง
ยุพิน:น่าเสียดายจริง ๆ งั้นก็ตายซะ!
คำพูดนั้นดังกังวานพร้อมกับเสียงคำรามเสียงนั้นดังกังวานไปทั่วทั้งถ้ำทำให้บ่อน้ำสีเขียวที่อยู่รอบตัวพื้นถ้ำทั้งสองฝั่งเริ่มสั่นไหวละอองแสงสีเขียวลอยขึ้นจากบ่อ สิ้นเสียงคำรามของยุพิน เธอแยกเขี้ยวกว้างเผยให้เห็นฟันที่คมราวกับใบมีด ก่อนจะพุ่งเข้าไปโจมตีทิศใต้ด้วยความเร็ว
ทิศใต้เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างในเสี้ยววินาทีที่พอดิบพอดีเสียงลำตัวของยุพินกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วถ้ำ ทิศใต้ไม่รอช้าเขาพลิกตัวอีกครั้งหลบไปยังด้านหลังของยุพิน สายตาเหลือบมองไปรอบ ๆโถงถ้ำนี้อาจดูโล่งเมื่อมองในตอนแรก
เมื่อเริ่มต่อสู้ข้อจำกัดก็ปรากฏชัด พื้นที่สำหรับการเคลื่อนไหวของเขามีไม่มากพอลำตัวของยุพินที่ยาว ทำให้ทิศใต้เคลื่อนไหวได้ค่อนข้างยาก
แต่ไม่ทันก่อนที่เขาจะวางแผนต่อไปเสียงฟู่จากด้านหลังทำให้เขาสะดุ้งหันกลับไปเธอได้พ่นพิษที่มีลักษณะเป็ของเหลวสีเขียวเข้มออกมามันพุ่งตรงมาทางทิศใต้พร้อมกับกลิ่นฉุนที่แผ่กระจายออกไปแต่เขาก็สามารถะโหลบพิษอย่างทันท่วงที
เวลาไม่มีพอให้เขาคิดอะไรมากเขาจึงตัดสินใจกระโจนตัวกลับไปยังทางเดินที่พวกเขาเข้าถ้ำมาเขาพยายามวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยุพินไม่ได้ยอมปล่อยให้เขาหนีไปง่ายๆ เธอรีบไล่ตามไปทันที ร่างอันใหญ่โตเลื้อยไล่ตามด้วยความเร็วที่น่ากลัว
ตามทางเดินที่เคยเงียบสงบตอนนี้กลับกลายเป็สนามล่าที่ดุเดือดเสียงฝีเท้าของทิศใต้ก้องสะท้อนในอุโมงค์ถ้ำพร้อมกับเสียงเลื้อยที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ทิศใต้พยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นยุพินที่ตามมาติด ๆ เขาพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็ว เพื่อทิ้งระยะห่างให้มากที่สุดหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นทุกย่างก้าวอย่างไม่หยุด
เมื่อทิศใต้มาถึงปากถ้ำเขาปีนขึ้นไปหลบซ่อนตัวอยู่ตรงซอกหินเหนือปากถ้ำทางทิศใต้รอคอยให้ยุพินออกมาโดยไม่ทันระวังตัว ทิศใต้เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ย่อตัวต่ำเดินอย่างระมัดระวังจนแทบไม่ได้ยินเสียง
เมื่อยุพินเดินมาถึงทิศใต้ค่อย ๆ ย่องลงมาจาก้า สายตาจับจ้องอยู่ที่ยุพินรอจังหวะให้พร้อมแล้วกระโจนลงไป ยุพินรู้สึกตัว หันมามองด้วยความใดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายเสียหลักล้มหงายลงไปกับพื้น
ทิศใต้ค่อยๆ เดินเข้าไปหยุดอยู่เหนือร่างของยุพิน ดวงตาสีอำพันเปล่งประกายความโกรธเกรี้ยวจ้องมองยุพินอย่างไม่ละสายตา พร้อมกับคำรามต่ำในลำคอ จากนั้นค่อย ๆลากอุ้งเท้าไปตามใบหน้าของยุพิน เผยให้เห็นกรงเล็บสีดำที่แหลมคมซ่อนอยู่ข้างในกรงเล็บค่อย ๆ กรีดลงบนแก้มของยุพินอย่างช้า ๆแรงกดเล็กน้อยส่งผ่านความเ็ปแ่เบาบนใบหน้าของเธอ ความรู้สึกเจ็บนิด ๆเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทิศใต้ยังคงจ้องมองลงไปในดวงตาของเธอแม้ว่าอุ้งเท้าของเขาจะยังไม่ได้ขยับ ั์ตาสีเขียวมรกตของยุพินสั่นไหวไปมาด้วยความกลัวเธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ได้แต่มองไปที่อุ้งเท้าที่วางแแ่บนแก้ม
ทิศใต้:ใครก็ตามที่คิดจะทำร้ายพวกพ้องของข้า ไม่ว่าเขาจะเป็ใครหรือตัวอะไรข้าจะฆ่ามันทิ้งซะ
ยุพินหลับตาลงในที่สุดเธอไม่ได้ตอบโต้และไม่แม้แต่จะอ้อนวอนสิ่งเดียวที่เธอทำคือยอมรับชะตากรรมด้วยความนิ่งเฉยที่ปนเปื้อนความกลัวเธอไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย ทิศใต้จ้องมองเธอแล้วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจและค่อยๆ ยกอุ้งเท้าของตนออก แล้วเดินออกห่างแล้วกล่าวต่อ
ทิศใต้:ครั้งนี้ ข้าจะให้โอกาสเอ็งมีชีวิตอยู่ต่อเห็นแก่ความยากลำบากที่ต้องดิ้นรนให้มีชีวิตอยู่แบบนี้
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่นเขาหยุดเดินก่อนจะหันกลับมามองอีกครั้ง ดวงตาสีอำพันของเขาเจือด้วยความเฉียบคมแต่ลึก ๆ ซ่อนความอ่อนโยนเอาไว้ ก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ทิศใต้:แล้วก็ การใช้ชีวิตมันยากพออยู่แล้ว ถ้าเอ็งไม่คิดช่วยใครก็อย่าทำตัวเป็ปัญหาให้คนอื่นเพิ่มเถอะนะ
เมื่อเขาพูดจบก็เดินออกไปยุพินก็ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาสีมรกตที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์อยู่มากมายทั้งความหวาดกลัวทั้งรู้สึกผิดและความคิดที่ยังไม่อาจตัดสินใจเธอนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นเธอหันมองไปในทางที่ทิศใต้ที่กำลังเดินห่างออกไป ด้วยสายตาที่ความสับสน
ยุพิน:มนุษย์มากมาย ต่างตามฆ่าพวกเราเพื่อเอาลูกไฟิญญาแต่อะไรทำให้เอ็งไว้ใจมนุษย์พวกนั้นขนาดนี้ล่ะ
เธอพึมพำเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง แต่ทิศใต้ก็ยังคงได้ยิน เขาหยุดเดินและหันกลับมาตอบยุพินน้ำเสียงของเขายังคงนิ่งเรียบแต่แฝงด้วยความจริงใจ
ทิศใต้:ถ้าเป็มนุษย์ทั่วไปก็อาจจะใช่บางคนที่ฆ่าไม่เลือกหน้าไม่ว่าจะเป็อสูรศาสตราหรือุ์แต่ก็มีมนุษย์อีกแบบหนึ่งพวกเขากลับไม่ พวกเขามองข้าไม่ต่างจากคนมนุษย์ ทั้ง ๆที่ข้าบอกพวกเขาไปแล้วว่าข้าไม่ใช่มนุษย์ เพราะงั้น…ข้าถึงกล้าพูดว่าพวกเขาเป็พวกพ้องของข้ายังไงล่ะ
ยุพิน:เอ็งนี่ ดูคุ้นชินกับมนุษย์มากเลยนะทำไมล่ะ..บ้านเอ็งอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่รึ
ทิศใต้:อันที่จริง ข้าถูกมนุษย์เลี้ยงดูมาั้แ่ข้ายังเป็เด็ก
ยุพิน:ก็คงไม่แปลกแล้วล่ะถ้าเป็อย่างนั้น แต่ทำไมล่ะ…ทำไมเอ็งถึงไม่ไว้ใจุ์ด้วยกัน แต่ถ้าคนพวกเขาอาจจะหักหลังเอ็งในวันใดวันหนึ่งล่ะพยัคฆ์ไพรอำพัน… เอ็งจะทำยังไง
ทิศใต้:ตัวข้ามีนามว่าทิศใต้ ส่วนถ้าวันนั้นมาถึงจริง ข้าก็พร้อมรับมัน…เอ็งอาจจะไม่เข้าใจในตอนนี้ คงเพราะตอนนี้เอ็งเองยังคงโดดเดี่ยวแต่วันหนึ่งเอ็งจะต้องอยู่ร่วมกับคนมากมาย เป็ร้อยพ่อพันแม่มันจะทำให้เอ็งจะรู้ว่า ความไว้ใจสำคัญมากแค่ไหน
คำพูดของทิศใต้เมื่อข้างต้นทำให้ยุพินนิ่งไปริมฝีปากของเธอเม้มแน่นราวกับ้าตอบโต้ แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เธอหันสายตาหนีที่จะสบตาด้วยความรู้สึกผิดก่อนที่ทิศใต้จะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ทิศใต้:แต่ถ้าเอ็งจะยังจะคิดอยู่แบบนั้น ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร เอ็ง… ก็คงอยู่แบบนี้หรือว่าจะเปลี่ยนใจจะเดินทางไปกับพวกเรา ข้าก็ยินดี
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วยุพินชะงักเมื่อได้ยินคำพูดสุดท้ายของทิศใต้ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้งดวงตาสีมรกตของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและลังเล
ยุพิน:เดินทางไปกับพวกเอ็งงั้นหรือ แล้วเอ็งคิดว่า ถ้าพวกเขารู้ว่าข้าเป็ุ์แล้วพวกเขาจะ…
น้ำเสียงของเธอแ่เบาทว่ามันเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ทิศใต้ก้าวเข้ามาใกล้เล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับยุพิน
ทิศใต้:ไม่หรอก ดูอย่างข้าสิ พวกเขาไม่ทำแบบนั้นแน่ และเอ็งไม่ได้อยู่เพียงลำพังเอ็งจะไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไปยุพิน
คำพูดนั้นเหมือนจุดประกายบางอย่างในใจของยุพินเธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นี่เป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกแบบนี้ ยุพินเงยหน้าขึ้นสายตาของเธอฉายแววครุ่นคิด ริมฝีปากสีแดงของเธอขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังชั่งใจ
ยุพิน:พวกเขา… จะไม่ว่าอะไรข้าใช่ไหม
ทิศใต้:ไม่หรอก ถ้าเอ็งจะช่วยพวกเขาจริง ๆ เพราะงั้นแล้ว ถ้าจะช่วยก็มา
ยุพินสูดลมหายใจลึกก่อนพยุงตัวลุกขึ้นฝุ่นบางเบาจากพื้นถ้ำฟุ้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอยืนอย่างสง่างามดวงตาสีมรกตของเธอจ้องมองทิศใต้อีกครั้งในใจกับความรู้สึกที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนสายตานั้นไม่มีความหวาดกลัวหรือสับสนอีกต่อไป
จากนั้นเธอก้าวเดินออกมาพร้อมเปลวไฟสีเขียวค่อย ๆ ลุกโชนขึ้นมาแผดเผาร่างมนุษย์ของเธอค่อยๆ ให้หายไปท่ามกลางประกายไฟและเปลี่ยนเป็นาคามรกตอีกครั้งแล้วเธอเคลื่อนตัวไปหาทิศใต้ ก่อนกล่าวขึ้น
ยุพิน:ข้าไปในสภาพนี้เลยได้ไหม จะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรมากหวังว่าพวกเขาจะใกลัวจนวิ่งหนีข้ากันนะ ฮ่า ๆ
ทิศใต้:ก็… ข้าหวังว่านะ
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินกลับไปด้วยกัน ร่างใหญ่ของยุพินเลื้อยไปอย่างช้า ๆในขณะที่ทิศใต้เดินนำอยู่ข้างหน้า ไปหาคนอื่น ๆ ที่นั่งรออยู่ที่ริมแม่น้ำ