มู่หรั่นชิวใช้เวลาครึ่งเดือน ในการศึกษาความเป็ไปได้ของการที่นางจะผลิตสินค้าออกมาขาย รวมทั้งหาความรู้ทั่วไปจากกลุ่มชาวบ้านที่แวะเวียนมาที่วัดหนานผูในทุกวัน
นางพบว่าโลกที่นางทะลุมิติมาอยู่นี้เป็โลกที่นางไม่เคยรู้จักและ ไม่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติจีนมาก่อน แต่ก็ยังมีระบบการปกครองการศึกษาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันเป็อย่างมาก อักษรที่เด็กๆ ร่ำเรียนแล้วเขียนให้นางดูบนกระบะทรายก็เป็อักษรจีนที่นางสามารถอ่านออกเขียนได้ ยกเว้นแต่อักษรที่เป็สัญลักษณ์พิเศษในการเขียนยันต์ของอารามแดงเท่านั้น
เมืองที่นางอาศัยอยู่ ชื่อเมืองจี๋เสียง หมู่บ้านที่บิดามารดาเคยอยู่ชื่อว่าหมู่บ้านฝาง ส่วนค่ายทหารที่มู่เกอเดินทางไป อยู่ห่างจากเมืองจี๋เสียงไปอีก 3 เมือง ชื่อว่าเมืองกั๋ว ซึ่งทั้งหมดอยู่ในแคว้นเหลียง
ชาวบ้านและประชากรโดยทั่วไปมีความเชื่อที่แตกต่าง แต่ก็ไม่ได้สร้างความขัดแย้งกัน มีกลุ่มที่นิยมการรักษาโรคโดยการขจัดสิ่งชั่วร้ายโดยนักพรต และยังมีหมอที่เป็คนธรรมดาใช้สมุนไพรและโอสถ กลุ่มคนที่เลื่อมใสนักพรตและเต็มใจให้นักพรตเป็ผู้รักษาโรคมักจะเป็ชาวบ้านยากจนจนถึงคนระดับกลางที่อยู่ในพื้นที่ชนบท ตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยหรือแม้แต่ชาวบ้านยากจนแต่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ก็จะไปพบท่านหมอตามปกติ แต่พวกเขาก็ยังเข้าหานักพรตเพื่อให้ช่วยทำนายทายทักดวงชะตา และจัดการพิธีศพอยู่ดี
พิธีกรรมของนักบวชและนักพระทั้งสามอาราม ไม่ว่าจะเื่การบูชาพระอาทิตย์ พระจันทร์ดวงดาวและการเซ่นไหว้บรรพบุรุษของนักพรตอารามขาว พิธีขับไล่ภูตผีปีศาจ การรักษาโรคและการประกอบพิธีศพของนักพรตอารามแดง รวมทั้งการสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรมของนักบวชอารามเขียว ทุกสิ่งต้องมีการติดต่อกับเทพเ้า ์ และิญญา
และการติดต่อสื่อสารกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติเ่าั้ จำเป็ต้องเริ่มจากการเผาเครื่องหอม พวกเขาใช้ควันที่มีกลิ่นหอมเป็การเริ่มต้นของทุกพิธีการ โดยการนำอ่างดินเผามาวางถ่านไม้ที่เผาไฟจนแดง จากนั้นก็เอาผงไม้ที่มีกลิ่นเช่น ไม้จันทน์ขาว ไม้กฤษณา และยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่ตากแห้งแล้วบดเป็ผงเอามาโรยบนถ่านเพื่อให้เกิดควันขึ้นมา
นางเฝ้าเพียรถามถึงธูป แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดรู้จักมันมาก่อนเลยสักคน ที่วัดหนานผู รวมทั้งพื้นที่ป่ารอบวัดล้วนมีวัตถุดิบที่มู่หรั่นชิวสามารถผลิตธูปขึ้นมาได้พร้อมสรรพ และที่สำคัญนางเคยไปทัศนศึกษาที่หมู่บ้านผลิตธูปเมื่อครั้งที่เป็นักเรียนมัธยมต้น นางเคยทดลองทำและผลิตธูปเป็!!
เวลานี้เด็กๆ ทุกคนล้วนมีงานล้นมือ นอกจากการสลับกันไปรดน้ำต้นผักและถอนหญ้าที่บ้านเก่าสกุลมู่ พวกเขายังต้องออกไปเก็บฝักจ้าวเจี่ยว เอามาลอกเปลือกสีดำข้างนอกและเมล็ดออก เอาฝักแห้งที่เหลือแต่สีขาวมาขยำกับน้ำให้เกิดฟอง แล้วใช้แทนสบู่ ยาสระผม รวมทั้งใช้ซักเสื้อผ้า ซึ่งทำให้เด็กทุกคนได้มีเสื้อผ้าสะอาด ใบหน้าเนื้อตัวสะอาดหมดจดกว่าแต่ก่อนมากโข ไก่สองตัวที่เลี้ยงเอาไว้ มีเด็กๆ วนเวียนมาให้อาหารและเปลี่ยนหญ้าแห้งสะอาดให้ทุกวันทำให้พวกมันแข็งแรงสดชื่นและกำลังฝักไข่หลายใบอยู่ในเล้าอีกด้วย
ผักป่า ไข่ ผักดอง เต้าหู้และเนื้อปลาเป็อาหารประจำ ที่เด็กในอารามดับทุกข์ได้กินในทุกวัน แต่นี่ก็ดีกว่าก่อนที่เสี่ยวเหวินเป็คนจัดการเื่เหล่านี้มากมายนัก เด็กที่ได้ไข่และเนื้อปลามาบำรุงร่างกายเพิ่มก็ยิ่งเจริญอาหาร ผิวพรรณผ่องใสกันขึ้นเป็กอง การเรียนอักษรและการขึ้นไปช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ บนวัด ก็เป็ไปด้วยดี รวมทั้งความสัมพันธ์ของเด็กๆ กับคนแปลกหน้าก็ดีขึ้นในทุกๆ วัน
“เหลือปัญหาเดียวก็คือ ข้าขาดแรงงานที่แข็งแรงสักคน เด็กเหล่านี้ยังเด็กเกินไป” มู่หรั่นชิววางแผนขั้นตอนการผลิตธูปของนางและได้พบปัญหาใหญ่ประการหนึ่ง
นาง้าคนตัดไม้ไผ่สำหรับทำก้านธูป ้าคนถากเปลือกไม้โกวบั๊วะ (ต้นบง) งานตัดไม้ไผ่ต้องใช้มีดและกำลังกายซึ่งน่าจะหนักหนาเกินไปสำหรับเด็กอายุ 10 ปี และ มู่หรงฉีวัย 8 ปี ที่เป็เด็กผู้ชายที่โตและแข็งแรงที่สุดในกลุ่มแล้ว จะไปขอให้นักบวชอารามเขียวลงมาช่วยงานก็กระไรอยู่
“คงต้องรอโอกาสเหมาะๆ อีกสักระยะ” มู่หรั่นชิวถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าโศก มีโอกาสได้ใช้ความรู้เก่าให้เป็ประโยชน์เสียทีนางกลับต้องจนปัญญาและจำต้องพับความคิดกลับไปเก็บเอาไว้อีกครั้ง
สิบวันต่อมา เมื่อเด็กๆ จากอารามดับทุกข์ขึ้นเขามาทำหน้าที่ตามปกติของพวกเขา เช้าวันนี้กลับได้เห็นที่อารามแดงมีชาวบ้านแบกร่างหมดสติ มีแผลฟกช้ำและรอยเืที่เปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายแห้งเกรอะกรังอยู่เต็มไปหมดเข้าไปร้องเรียกท่านนักพรตในอาราม
“ท่านนักพรต เ้าหนุ่มนี่พวกข้าพบเขาสลบอยู่ไม่ห่างจากที่นี่เท่าใดนัก เขาาเ็พวกเราเลยตัดสินใจแบกเขาใส่เกวียนมาให้ท่านช่วยรักษาชีวิตเขาเอาไว้ก่อน” ชายฉกรรจ์สามสี่คน ช่วยกันอุ้มร่างที่อ่อนปวกเปียกของชายหนุ่มอายุราว 17-18 ปีมาวางที่พื้นหน้าอารามแดง
กลุ่มเด็กชาย 7 คน พากันเดินชักแถวไปที่อารามแดงด้วยความอยากรู้อยากเห็นกันทันที แต่ยังคงรักษาความสงบ ยืนมองอยู่อย่างเงียบไม่ได้เข้าไปวุ่นวาย
นักพรตสองคนเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดรอยเืที่แห้งติดตามเนื้อตัวของชายหนุ่มผู้นั้น จับผมยาวที่ปล่อยทิ้งรุงรังปิดบังใบหน้าออก เพื่อมองหาร่องรอยาแ ทันทีที่นักพรตเปิดเผยใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น เสี่ยวเหวินก็ถลาเข้าไปที่ร่างสลบไสล
“พี่เสี่ยวหลง!!” เด็กชายะโเรียกชื่อเสียงดัง
“เ้ารู้จักเขาหรือเสี่ยวเหวิน?” นักพรตหลิ่วถาม
“เขาเคยอาศัยอยู่ในอารามดับทุกข์กับข้าขอรับ ออกจากอารามไปได้ 3 ปีแล้ว ข้าจำเขาได้ดี ท่านนักพรตดูที่หูของเขาสิขอรับ”
นักพรตหลิ่วและทุกคน มองตามคำที่เด็กชายกล่าว ก็เห็นว่าหูของชายหนุ่มที่น่าจะเป็เสี่ยวหลงนั้นมีเนื้อปิดสนิททั้งสองข้างแต่ยังคงมีใบหูเหมือนคนปกติ
“พี่เสี่ยวหลงไม่ได้ยินเสียง และพูดไม่ได้ขอรับ 3 ปีที่ผ่านมาข้าไม่รู้ว่าเขาไปที่ใดมาบ้าง แต่ไม่เคยกลับมาที่นี่เลย” เสี่ยวเหวินอธิบายต่อ
ไม่ใช่ว่านักพรตและนักบวชทุกคนจะรู้จักและจดจำเด็กในอารามดับทุกข์ได้ทั้งหมด ดูจากสภาพร่างกายที่หูทั้งสองข้างเป็เช่นนี้ทุกคนก็พอจะเข้าใจได้ว่า เสี่ยวหลงคงเป็เด็กที่ถูกครอบครัวนำมาทิ้งไว้ที่อารามจริงๆ
“เอาล่ะ เดี๋ยวพวกเราจะรักษาเขากันเอง ขอบใจพวกเ้ามากที่นำตัวเขามาส่ง พอจะรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาบ้างหรือไม่เล่า?” นักพรตหลิ่วถามต่อ
“เ้าหนุ่มนี่ข้าเคยพบเขามาของานทำเมื่อราว 2 ปีก่อน เขาพูดไม่ได้จริงๆ นั่นล่ะ ได้แต่ทำเสียงอืออา แล้วก็ทำท่าขุดดิน ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเขามาเพื่อรับจ้างทำงานในไร่นา แต่ข้าไม่เคยจ้างเขาและไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเขาอยู่ที่ใด และทำงานให้ผู้ใด” บุรุษชาวบ้านตอบคำถาม
ทุกคนคาดเดากันว่าเสี่ยวหลงที่มีความพิการ อาจจะโดนกลั่นแกล้ง หรือสร้างความไม่พอใจให้กับเ้านายที่ตนไปรับจ้าง เพราะตนเองสื่อสารได้ไม่ดี เมื่อาเ็จึงคิดกลับมาขอความช่วยเหลือที่อารามดับทุกข์ แต่คงจะอ่อนเพลียจนหมดแรงจึงได้สลบอยู่กลางทาง
นักพรตอารามแดงจัดการรักษาาแฟกช้ำหลายแห่งทั่วร่าง และรอยแผลที่ถูกต่อยและตีจนใบหน้าและริมฝีปากแตกสองสามแห่ง นอกนั้นก็ไม่มีแผลที่เป็อันตรายอันใดมากนัก และส่งเสี่ยวเหวินให้ไปนอนพักอยู่ที่อารามเขียว
มู่หรั่นชิวที่ติดตามพอฟังเื่ราวของพี่ชายเสี่ยวหลงจากปากเด็กชายทั้ง 7 คน ถึงกับน้ำตาซึม ถึงแม้จะรู้สึกสงสารเสี่ยวหลงที่ถูกทำร้ายมา แต่ที่นางน้ำตาซึมก็เพราะนางได้พบแรงงานสำคัญที่นาง้าแล้ว ์ช่างเป็ใจให้นางเสียเหลือเกิน!!