ยามห้าย
ยามนี้.... ดวงจันทราจะลอยอยู่เหนือตำหนักไป่เหอพอดี แสงสีนวลของมันเล็ดลอดเข้าไปตามช่องลวดลายฉลุที่บรรสลักเป็รูปบุปผาอันงดงาม แสงจันทร์นั้นอาบไล้ใบหน้างามกระจ่างใส เส้นผมสีดำขลับสลวยราวกับไหมเรียบรื่นมือยามนี้ถูกปล่อยเป็แผ่รองรับศีรษะกับหมอน ขับเน้นผิวขาวของใบหน้าให้ดุผ่องแผ้วมากขึ้น
เกอหลาง ยืนอยู่ข้างเตียงบรรทมของฟางเฟรินกุ้นเฟยนานแล้ว เพราะจิตใจที่ยากจะสงบได้พาเขาลักลอบเข้ามาในตำหนักแห่งนี้ ทั้งเป็ห่วงหญิงคนรักถูกลอบวางยาพิษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งอยากรู้ว่าลูกในครรภ์ของนางที่เสียไปนั้นใช่ลูกเขาหรือไม่
การพบกันในครั้งก่อน นางทำราวกับว่าไม่เคยรู้จักเขามาก่อน เมื่อเห็นนางวางตัวสูงส่งห่างเหินเช่นนั้นภายในใจเขายิ่งร้อนรุ่ม อยากรู้ว่า่เวลาที่เขารับพระบัญชาจากฝ่าาให้ไปจับกุมตระกูลชุนนอกวังหลวงเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อเขากลับมาก็ได้ยินข่าวว่าพระสนมกุ้ยเฟยถูกลอบวางยาพิษ
หัวหน้าองครักษ์ยื่นมือออกใบช้า ๆ อยากจะััพวงแก้มอุ่นนิ่มของนางอีกสักครา แต่เมื่อเสียงหนึ่งในสมองดังขึ้นว่า อีกไม่นานเทพธิดาในใจเขานางนี้กำลังจะถูกแต่งตั้งขึ้นเป็แม่ของแผ่นดิน ฮองเฮาของใต้หล้า ฝ่ามือเขาก็ชะงักค้างอากาศ บางทีการที่นางทำตัวแปลกไปอาจจะเป็เพราะเหตุผลนี้ นาง้ายุติความสัมพันธ์อันผิดศีลธรรมที่แอบซ่อนมานานนี้ !
เขาหลับตาลง ยากนักที่จะตัดจากโฉมสะคราญล่มเมืองเช่นนี้ นางเปรียบเสมือนน้ำผึ้งในแดน์ยิ่งกินก็ยิ่งหวาน ยิ่งชวนให้ติดตรึงในรสนั้นจนยากจะตัดใจ
ในขณะที่เขาตกอยู่ในห้วงคำนึงของตน ก็รู้สึกถึงััอุ่นนุ่มประทับลงที่ริมฝีปากตน เขาจึงรีบลืมตาขึ้น ก็พบกับใบหน้างดงามอยู่ห่างจากเขาเพียงแค่ 1 ชุ่น เขาร้องออกมาคำหนึ่ง แล้วขยับตัวหมายจะถอยหลังตามสัญชาตญาณ
“อ๊ะ !”
แต่ร่างสวยกลับโอบรัดเขาไว้อย่างรวดเร็ว แล้วทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนเตียง บุรุษที่ถูกเนื้อนิ่มของนางเบียดเสียดร่างกายก็กลับรู้สึกปั่นป่วนขึ้นมาฉับพลัน เป็ผลให้เขาไม่ทันระวังตัว ก็ถูกดึงให้ล้มลงไปกับเตียงพร้อมนางเสียแล้ว
ตุบ !
“เบา ๆ อย่าส่งเสียง.... ท่านอยากให้พวกนางกำนัลในตำหนักเข้ามาเห็นเราสองคนในท่าทีแบบนี้รึ”
เสียงกังวานใสของดรุณีวัยแรกแย้มนั้น ช่างชวนให้ลุ่มหลง
คิ้วดาบที่พาดเฉียงบนใบหน้าคมคายอาจหาญของหัวหน้าองครักษ์ย่นเข้าหากันในแสงสลัว เมื่อวานเขาประหลาดใจที่นางทำตัวคล้ายคนไม่รู้จักกัน แต่คืนนี้ฟางเหรินกลับทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่า จากดรุณีน้อยหวานหยดย้อยคล้ายกับลูกแมวช่างออดอ้อน กลายเป็ปีศาจจิ้งจอกแสนเร่าร้อนไปได้อย่างไร !
“ฟางเหริน เ้าไม่เคยเรียกข้าว่า... ท่าน มาก่อน”
น้ำเสียงนั้นแฝงความสงสัยอยู่สามส่วน ร่างกายของเขาก็เหมือนจะต่อต้านการโอบกอดจากร่างนุ่มนิ่มเล็กน้อย
“ท่านใส่ใจไปไยกับคำเรียกขาน อย่างไรข้าก็เป็ของท่านแล้ว”
น้ำเสียงหวานปานจะคั้นออกมาเป็น้ำตาลได้ออดอ้อน พร้อมกับวางมือเรียวลูบไล้ไปตามแผงอกกำยำของเขา นางรู้สึกว่ากล้ามเนื้อหน้าอกขององครักษ์วังหลวงช่างแน่นดียิ่งนัก เหตุใดหลายปีที่ผ่านมานางจึงทนรับใช้ฮ่องเต้ที่มีแต่เนื้อนิ่ม ๆ แม้จะไม่อ้วนเผละแต่ก็ไม่แน่นน่ากัดเหมือนบุรุษวัยหนุ่มผู้นี้
“ฟางเหริน... จะ เ้าปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่ ข้ามีเื่อยากถามเ้า”
เมื่อนางรุกรานกายเขามากขึ้น เขาก็คร้านจะใส่ใจเื่คำเรียกขาน เพราะแม้แต่เสียงของเขาที่เปล่งออกมาก็ไม่อาจควบคุมได้ เขารู้สึกว่าเสียงของเขาสั่นพร่าเหลือเกิน
“ท่านว่ามาสิ ข้ามีเื่จะรบกวนท่านให้ช่วยเช่นกัน”
นางเอ่ยเสียงกระเส่า พร้อมกับวาดแขนเรียวขึ้นโอบรอบคอเขา แล้วบดเบียนเนื้ออุ่นนุ่มเข้าหาเขาอย่างยั่วยวน ทำเอาเืภายในกายเขาร้อนฉ่าขึ้นทั่วทั้งตัว ก่อนที่เขาจะควบคุมตนเองไม่ได้จึงรีบเอ่ยปากว่า
“ลูกในท้องของเ้าที่เสียไป ใช่ลูกของเราหรือไม่”
เมื่อได้ยินเขาถามเช่นนั้น เฟิ่งอี๋ชะงักไปเพราะไม่คาดคิดว่าฟางเหรินจะปิดบังเื่ที่นางตั้งครรภ์ทั้งกับฮ่องเต้ และกับชู้ด้วยเช่นกัน
เดิมทีนางเพียงแค่จะคิดใช้เรือนร่างตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนให้ชู้ผู้นี้ทำอะไรบางอย่างให้ แต่เมื่อเขาสนใจเื่ลูก และกังวลเื่ของฟางเหริน งั้นเื่ที่นางจะไหว้วานให้เขาไปทำต้องสำเร็จแน่ ๆ
“ท่านพี่... ละ ลูกของเราถูกคนใจร้ายลอบวางยาจนตายไปแล้ว”
เฟิ่งอี๋เปลี่ยนท่าทีเป็เศร้าโศก แล้วบีบน้ำตาออกมา
เกอหลางเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกราวกับว่าร่วงหล่นลงมาจากหน้าผากระแทกลงสู่ผสุธาจนเจ็บร้าวไปทั้งแผ่นอก
“มันผู้ใดที่ฆ่าลูกข้า”
เขาแค่นเสียงคำรามต่ำ ดวงตามีประกายโทสะจนแทบจะควบคุมไม่ได้
“เฟินหนิงกุ้ยเหริน พี่สาวของข้า... ท่านพี่ต้องแก้แค้นให้ข้า และลูกของเรานะ”
นางเอ่ยทั้งน้ำตา นางยื่นมือขึ้นมาคล้ายกับจะวิ่งวอน ร่างกายของบุรุษหนุ่มถึงกับสั่นสะท้านไปกับความสูญเสียของเขาและนาง
เขาคว้าจับมือนางเอาไว้แน่น แล้ววางมันไว้เหนือศีรษะ จากนั้นก็โน้มตัวลงประทับริมฝีปากลงจูบซับน้ำตาที่ข้างแก้มเนียนนุ่มทั้งและขวา
จากนั้น ก็จุมพิตลงที่กลีบปากบางราวกับบุปผาชาติสีสด เขากดปากตนเองลงไปลึกอย่างดูดดื่มโหยหา อีกทั้งยังผสมปนเปไปด้วยการปลอบประโลม
เฟิ่งอี๋เผยอริมฝีปากรับ แล้วขบริมฝีปากเขาอย่างยั่วเย้า อีกทั้งมือเรียวที่ยังเป็อิสระก็เลื่อนลงไปแกะสายรัดเอวของเขาออกอย่างคล่องแคล่ว
เกอหลางคำรามในลำคอครางหนึ่ง เมื่อไฟสวาทเผาไหม้เขาจนไม่อาจควบคุมได้แล้ว !
เมื่อเสียงครวญครางแว่วหวานจบลง ลมหายใจของคนทั้งคู่เข้าสู่สภาวะปกติ เฟิ่งอี๋คลอเคลียอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษแข็งแกร่ง แล้วนางก็กระซิบบางสิ่งบางอย่างแก่เขา !
...................................... จบตอน.............................................