ท่ามกลางทิวทัศน์อันเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบเรย์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังยืนอยู่บนสถานที่แบบใดขาเริ่มขยับก้าวเดินตรงออกไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางม่านหมอกอย่างไร้จุดหมายปลายทาง แต่ยิ่งเดินเท่าไหร่ก็เหมือนไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนตนเองกำลังติดอยู่ในวงวนที่ไร้ทางออก
‘ที่นี่อีกแล้วงั้นเหรอ’
ในขณะที่กำลังจะถอดใจ หมอกตรงหน้ากลับขยับสั่นไหว มีผีเสื้อสีสันแปลกประหลาดตัวหนึ่งบินลอดออกมากระพือปีกอยู่เบื้องหน้าของเขา ผีเสื้อตัวนั้นดูงดงามเกินกว่าจะเป็นของจริง
ในขณะที่กำลังเอื้อมมือไขว่คว้าเจ้าผีเสื้อ...ก่อนที่มือของเขาจะสัมผัสได้ถึงปีกบางเบาที่กำลังส่องแสง ม่านหมอกขยับไหว มีแขนสีซีดโชกเลือดข้างหนึ่งยื่นโผล่ออกมาจับแขนของเขาไว้แน่นใบหน้าภายใต้หมอกพร่าเลือน
‘นายทิ้งฉันไว้ แล้วตั้งใจปล่อยให้ทุกคนตายสินะเรย์’
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาช่างคุ้นเคย
ใบหน้าของเคนจิที่มีแต่ดวงตาสีขวาโพลนหยดเลือดหลั่งรินออกจากเบ้าตา ยื่นหน้าโผล่ตามออกมาผ่านม่านหมอกในเวลาเดียวกัน
ภาพความตายของเพื่อน ๆล้วนแวบขึ้นมาในสมองของเขาไม่หยุดราวกับโคมหมุน
‘!’
คางูยะค่อยๆ ขยับขาจากใต้ศีรษะอุ่นของเรย์โดยพยายามไม่ให้เขาตื่น แล้วเบี่ยงตัวชะโงกหน้าไปตรงทางเดินพลางสอดส่ายสายตาไปรอบๆ เห็นยูกิมิกำลังนั่งมองเหม่อออกไปด้านนอกบนม้านั่งไม่ไกลตัวหนึ่ง กาโต้กำลังยืนคาบบุหรี่พลางพลิกหน้านิตยสารท่องเที่ยวในมือหน้าตู้กดน้ำส่วนอิซึมิและซาบุโร่กำลังนั่งชันเข่าเอาหลังพิงกำแพง งีบเอาแรงอยู่อีกด้านฝั่งตรงข้าม
ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ต้องเจอกับอะไรอีกบ้างทุกคนต่างกำลังผ่อนคลาย ออมแรงปรับสภาพในแบบของตัวเอง
‘!’
จู่ๆ ร่างของเรย์กระเด้งขึ้นจากตักของคางูยะ ดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นตูมตาม หอบหายใจแรงเขาสะดุ้งอีกครั้งเมื่อมือเย็น ๆที่ลูบแขนเขาอย่างอ่อนโยนและปลอบประโลมเป็นของคางูยะ เขาตื่นแล้ว ตื่นเต็มตาเมื่อกี้ตนแค่ฝันไป เหมือนทุกครั้งที่นอนหลับตา
‘ฝันแต่เรื่องเดิม ๆ อีกแล้วสินะ’
เขาคิดพลางลูบหน้าตัวเองแรงๆ ครั้งหนึ่ง ความนึกคิดจิตใจของเรย์เหมือนถูกสะกิดความหลังตลอดแปดปีที่ถูกพลัดพรากพรั่งพรูออกมา
"เธอโอเคไหมฝันร้ายงั้นหรือคะ?"
เรย์พยักหน้าช้าๆ สูดหายใจเข้าลึกสองสามหนก่อนลืมตา
"เมื่อกี้ผมละเมออะไรออกมาหรือเปล่าครับ"
"...เปล่าหรอกค่ะ"
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่งแต่เป็นความเงียบที่ไม่ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วน
เรย์นึกถึงช่วงเวลาในความฝันนั่นเป็นอีกครั้งที่เห็นใบหน้าเปื้อนเลือดของคนสำคัญ
หรือสาเหตุอาจเป็นเพราะตัวเขาจริง ๆที่ทำให้ทุกคนต้องตาย เศษซากของเหล่ามนุษย์กลางหิมะเขาเหยียบย่ำเพื่อวิ่งไต่ขึ้นไปก้าวเดินมาตามทุ่งรบโดยเหยียบย่ำกองซากศพของพวกพ้องเดินหน้าต่อโดยใช้คนอื่นเป็นเหยื่อสังเวยราวกับว่าหนทางที่ผ่านมานั้นได้ปรากฏออกมาเป็นรูปร่าง
ความคิดหนึ่งผุดขึ้น
มนุษย์คือสัตว์ประหลาด
ช่วงเวลานั้นเขาไม่รู้จักด้านมืดของมนุษย์ดีพอเพราะงั้นถึงล้มเหลวในฐานะสิ่งมีชีวิต... ความรู้สึกผิดเกาะกินจิตใจ
‘ใช่แล้ว...ฉันผิดสัญญากับนาย ฉันปกป้องชิโฮะและฮารุโตะไว้ไม่ได้’
เคนจิคงปรากฏตัวเพื่อมาเตือนว่าชีวิตที่เหลือของตนนับจากนี้ไม่สมควรได้รับความสุขใช่หรือไม่
เป็นเพราะได้รับผลกระทบจากภาระทางใจนี้หรือไม่ทำให้เขาไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ น้ำหนักของภาระทางใจชิ้นนี้ดูเหมือนจะยิ่งทวีความรุนแรง เป็นรอยแผลเป็นที่จนบัดนี้ก็ยังไม่สมาน จิตใจของเรย์ขุ่นหมองอึมครึมลงอีกครั้ง
“...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
เขาสะดุ้งเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวกลับมาและเห็นคางูยะกำลังมองมาทางตนท่าทางแปลกใจระคนเป็นห่วง ผลกระทบจากฝันร้ายเจือจางไปบ้าง เมื่อเขาได้รับสัมผัสอันอ่อนโยนจากเธอ
อีกฝ่ายถามขึ้น คงเพราะเห็นว่าเขาซึ่งกำลังหมกมุ่นกับความคิดตัวเองจนเงียบไประหว่างบทสนทนา
"เธอนี่เหมือนพ่อจังเลยนะ...มีอะไรมักเก็บไว้คนเดียว ระบายมันออกมาให้คนอื่นช่วยรับฟังบ้างก็ได้นะคะ"
คางูยะสัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มยังมีปมในจิตใจที่ยังไม่ถูกสะสาง
เรย์อาจไม่รู้สึกตัวเขาอาจไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองและไม่สังเกตถึงความคิดจากส่วนลึกในใจนั้นก็ได้
"ในตอนนั้น...เมื่อแปดปีก่อน ผมรู้สึกรังเกียจตัวเองที่อ่อนแอจนปกป้องอะไรไว้ไม่ได้เลยสักอย่าง...ไม่แน่บางทีผมอาจต้องการให้ใครสักคนมาตำหนิอยู่ก็ได้"
นี่เป็นครั้งแรกที่เขายอมเปิดใจให้กับคนอื่นฟัง
ใจของเรย์มีแต่ความเสียใจ ความรู้สึกหวาดกลัว เกลียดชัง ยึดติด บีบคั้นความโหดร้ายเหล่านั้นเปรียบประหนึ่งคมมีดที่จ่อเข้าหาตัวเองบนกองภูเขาของร่างไร้ชีวิตที่สักวันตัวเขาก็คงถูกรวมเข้าไป เมื่อเดินจนสุดเส้นทาง
"...เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยไม่ใช่เหรอแล้วทำไมจึงต้องถูกตำหนิด้วยล่ะ บางทีเธออาจจะแค่อ่อนโยนเกินไปไม่เห็นจำเป็นต้องโทษตัวเองทุกอย่างก็ได้นี่คะ"
แม้คางูยะจะไม่รู้ว่าหลายชายของเธอต้องผ่านอะไรมาบ้างแต่เธอนั้นเชื่อว่าหลานชายคนนี้ ไม่ใช่คนที่จะทิ้งใครไว้ข้างหลัง
"..."
"เชื่อสิว่าหากพ่อของเธอยังอยู่เขาต้องพูดแบบเดียวกับฉันอย่างแน่นอน"
น้ำเสียงของคางูยะไม่ได้มีอะไรพิเศษแต่เรย์ก็สะอึกรู้สึกตัวและเงยหน้าขึ้นมา หัวเราะเสียงแหบพร้อมยกนิ้วกดหว่างคิ้ว
"...อย่างงั้นเหรอครับถ้าเป็นแบบนั้นก็คงดีนะ... ถ้าพ่อกับแม่ยังอยู่... "
เรย์พึมพำพร้อมกับลูบหน้าตัวเองแรงๆ อีกหนึ่งที ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องหันไปถามคางูยะว่า
“นี่ผมหลับไปนานแค่ไหนครับ”
“...สักสามชั่วโมงได้ค่ะ”
แม้เวลาจะผ่านไปเพียงสามชั่วโมงแต่ก็เพียงพอจะมีผลต่อการพักผ่อนให้ฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ
ขณะนั้นเองเขาได้ยินเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบดังขึ้นมาจากบริเวณทางเดินยาว
เรย์หันไปมองยังทิศทางของเสียงปรากฏว่าเป็นนายทหารคนหนึ่งกำลังรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ยูกิมิและกาโต้ได้ฟังด้วยใบหน้าอันเคร่งเครียด
“ยูนิตบอร์ดตรวจพบว่ามียักษ์สามตนกำลังมุ่งหน้ามายังเส้นทางนี้พวกเราซ่อนตัวอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว”
กาโต้พยักหน้าอย่างเข้าใจและหันไปมองยูกิมิ ทั้งสองต่างพยักหน้าเห็นตรงกัน ไม่มีเวลามากพอที่จะลังเล พวกเขาจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัยของทุกคน
หลังแจ้งกับพลเรือนทั้งหมดและปรึกษาหารือเรื่องเส้นทางไปต่อทหารทั้งสามนายจึงเริ่มแจกอาวุธที่พวกเขารวบรวมได้จากศพผู้เสียชีวิตให้กับคนที่มีหน่วยก้านไว้ใช้ปกป้องตนเองและครอบครัว
“สถานการณ์ข้างหน้าไม่อาจคาดเดาได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ขอให้ทุกคนเคลื่อนไหวอย่างมีสติ จำไว้ว่าอย่าแตกแถวผมสั่งให้หยุด ทุกคนหยุด ผมสั่งให้เดิน ทุกคนเดินพวกเราจะปกป้องพวกคุณอย่างสุดความสามารถ แต่ทุกสิ่งที่ว่ามาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากพวกคุณไม่ให้ความร่วมมือ”
นายทหารคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังดวงตาของเขามีประกายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเข้มงวด
หลังจากกำชับกับทุกคนดีแล้วคณะผู้รอดชีวิตหลายสิบคนเริ่มก้าวเท้าออกจากชานชาลามีเป้าหมายเดินเท้าไปยังสถานีถัดไป ทุกคนพยายามเดินอย่างเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนที่อาจดึงดูดสิ่งที่ไม่คาดคิดมาได้
ความมืดของอุโมงค์เริ่มชัดเจนขึ้นก่อนที่พวกเขาจะทันได้ขยับไปถึงสิบก้าวกลุ่มทหารที่อยู่ด้านหน้าเปิดไฟฉายบนปลายกระบอกปืนคอยส่องสว่างนำทาง
การจัดขบวนไม่มีอะไรซับซ้อน
ทหารทั้งสามนายทำหน้าที่เป็นหน่วยสำรวจอยู่แถวหน้าและเดินทิ้งห่างขบวนออกไปไกลสุดที่ด้านหลังมีเรย์กับยูกิมิรั้งคอยดูแลความปลอดภัยส่วนกาโต้และซาบุโร่ประจำตำแหน่งกึ่งกลางคอยปกป้องและประสานงานจากทั้งสองด้านหน้าหลัง
ภาพรอบข้างไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าเดินหน้าไปไกลเท่าใด ทางรถไฟรางคู่ทอดยาวถึงส่วนลึกที่มองไม่เห็นความรับรู้ต่อเวลาคลุมเครือราวกับอยู่ในท้องงูยักษ์ในเทพนิยาย ยิ่งเดินลึกเท่าไหร่ความอันตรายก็เริ่มปรากฏ

แรทเลอร์ มอนสเตอร์สายพันธุ์หนูที่มีขนาดตัวใหญ่พอๆ กับสุนัขบ้าน มีขนสีดำหยาบและแข็งคลุมทั่วร่างกาย ศีรษะของมันดูบิดเบี้ยวไปด้วยดวงตาหลายดวงที่ล้อมรอบปากอันเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมและน้ำลายหยดลงมาอย่างน่าขยะแขยงพวกมันมีนิสัยมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อดักซุ่มโจมตีเหยื่อ และพวกมันเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาต้อนรับคณะของพวกเขา
ในตอนนี้กลุ่มของพวกเขาต้องเผชิญกับพวกมันที่ออกมาจากรูมืดๆ ตามเส้นทางรถไฟอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
พลเรือนกว่าสามสิบชีวิตตอบสนองกันได้ดีไม่มีแตกแถว และมันช่างน่าประหลาดใจเล็กน้อยสำหรับเรย์ที่พบว่าทหารทั้งสามนายต่อสู้ได้อย่างน่าทึ่ง
พวกเขามีทักษะวิชายุทธ์และลมปราณพื้นฐานอันยอดเยี่ยมไม่ได้ลั่นกระสุนปืนออกจากปากกระบอกเลยสักนัดเดียวพวกเขาใช้เพียงมีดคอมแบทที่ถูกลงอักขระบางอย่างไว้ก็สามารถจัดการกับจังค์แรทเจ็ดตัวที่โผล่ออกมาอย่างกะทันหันได้อย่างไม่ตึงมือ
เขาพอรู้ข้อมูลมาบ้างว่าเครื่องแบบทหารที่เห็นนั้นแม้จะดูเหมือนชุดเครื่องแบบปกติทั่วไป แต่พวกมันถูกคราฟโดยใช้วัตถุดิบจากดันเจี้ยนจึงมีความทนทานตามระดับของงบประมาณแต่ละประเทศที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังของประเทศตนส่วนวิชายุทธ์และเวทมนตร์ขั้นพื้นฐานนั้นถูกบรรจุลงบนหลักสูตรการฝึกทหารในยุคสมัยใหม่นี้เป็นเรื่องปกติ
เสียงของเลือดเนื้อและกระดูกถูกเฉือน ในขณะที่การต่อสู้นั้นดำเนินไปกลุ่มของเรย์ กาโต้ ยูกิมิ และซาบุโร่ก็กระจายตัวเพื่อสนับสนุนและป้องกันไม่ให้กลุ่มแรทเลอร์บุกเข้ามาใกล้ขบวนพลเรือนกาโต้ใช้สร้างกำแพงทรายขนาดย่อมขึ้นเพื่อป้องกันการโจมตีจากด้านหลังยูกิมิเองก็กางอาคมน้ำแข็งสร้างกับดักที่ทำให้แรทเลอร์หลายตัวเมื่อเหยียบขาของมันก็ถูกแช่แข็งชะงักกึก
ส่วนเรย์กับซาบุโร่รับหน้าที่จัดการปิดฉากพวกที่เหลือได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยความต่างชั้นของระดับมอนสเตอร์กับฝีมือองค์รวมของพวกเขา