“ย้ากกกส์”
“โอ๊ยยยยย”
เหล่าทหารหลายนายกระเด็นกระดอนออกมาด้วยสภาพบอบช้ำและแพ้พ่ายอย่างหมดท่าแต่ละนายถูกบุรุษผู้นั้นใช้เพลงหมัดมวยจัดการจนสิ้นสภาพไม่อาจลุกขึ้นมาต่อกรได้แม้เหงื่อจะโทรมกายแต่ไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิดแม่ทัพจ้าวซื่อก่วงที่ยืนกอดอกดูการซ้อมหมัดมวยของรองแม่ทัพกับบรรดานายทหารอยู่นั้นได้แต่สูดลมหายใจลึกด้วยความไม่พอใจ
“จิ่นสือ”
บุรุษหนุ่มมิได้เอ่ยตอบ เพียงแค่ตวัดสายตามองทางต้นเสียงเมื่อเห็นว่าเป็บิดาของตนจึงสงบอารมณ์ลงแล้วยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก
“ทุกคนพักได้”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
นายทหารคนอื่นๆช่วยกันพยุงร่างบอบช้ำออกจากสนามซ้อม เมื่อเหลือเพียงสองบุรุษสายเืเดียวกันแล้วแม่ทัพจ้าวซื่อก่วงก็เดินเข้าไปด้วยท่าทีสงบนิ่งเพียงพริบตาชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหว เขายกท่อนแขนขึ้นป้องกันหมัดที่พุ่งเข้ามาแม้หมัดนั้นจะชะงักก่อนถูกตัว แต่ก็ส่งพลังปะทะรุนแรงจนต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวชายต่างวัยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้ หมัดที่สองตามไปทันทีจ้าวจิ่นสือจับจังหวะได้ก็หลบหลีกและเป็ฝ่ายรุกกลับบ้างแต่กระนั้นก็ยังช้ากว่าบิดาที่ซัดหมัดเข้าไปที่ท้อง ทำให้บุตรชายถึงกับสำลักความเ็ป
“จิ่นสือ” แม่ทัพจ้าวซื่อก่วงส่ายหน้าไปมา“เ้าไร้สมาธิเช่นนี้ หากมีศัตรูอยู่เบื้องหน้าก็เอาชีวิตเ้าโดยง่าย”
“ขออภัยท่านพ่อ”
“พ่อรู้ว่าเ้าเป็กังวลเื่หลิ่งหลินแต่ก็ไม่ควรไประบายอารมณ์ใส่ทหารชั้นผู้น้อยแบบนั้น”
“ข้า...” ยังไม่ทันพูดอะไร บิดาก็ยกมือห้ามไว้ก่อน
“ยิ่งพูด คำพูดของเ้าจะยิ่งมัดตัวเองเ้ามองหลิ่งหลินเช่นไร อย่าคิดว่าพ่อไม่รู้”
“ท่านพ่อ” จ้าวจิ่นสืออึกอักจำนนต่อสิ่งที่บิดาเอ่ยออกมา
“ฐานะหรือชาติกำเนิดมิใช่ปัญหาแต่พ่อรู้ว่าหลิ่งหลินไม่ได้คิดกับเ้าเช่นที่เ้ารู้สึกอยู่ในขณะนี้และหากเ้าไม่ระงับใจตนเอง ก็รังแต่จะทำให้ตนต้องเ็ป ซ้ำเ้ายังไม่สามารถแยกแยะเื่ส่วนตัวหรือหน้าที่ได้มันก็จะนำความพินาศมาสู่เ้าและคนรอบข้าง เ้าเข้าใจหรือไม่...จิ่นสือ”
ชายหนุ่มได้แต่เพียงถอนหายใจหนักหน่วงไม่อาจหาคำแก้ตัวอันใดได้ บิดาก็ทำได้เพียงทอดสายตามองด้วยความกังวล
“เ้าไปสงบสติอารมณ์ที่หอตำราคัดตำราพิชัยยุทธ์”
“ท่านพ่อ!”
“นี่เป็คำสั่ง”
“รับทราบ”
เขาจำใจรับคำสั่งกึ่งลงโทษนั้นมองบิดาหมุนตัวเดินออกไปแล้วก็ได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธโกรธตนเองที่ไม่อาจซุกซ่อนความรู้สึกของตนได้มิดชิดแต่น่าประหลาดนักที่คนที่เขาอยากให้รู้ตัวกลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ซ้ำยังชอบพาตัวเองเข้าไปสู่ที่อันตรายแม้จะยอมรับว่าเคอหลิ่งหลินมีวิทยายุทธ์ไม่ด้อยไปกว่าเขาแต่ครั้งนี้เห็นนางาเ็หนักกว่าที่เคยเป็มา ก็พาลให้หงุดหงิดแล้วยังไม่รู้ว่านางไปทำอะไรมาอีกด้วย แต่เชื่อว่าต้องเกี่ยวข้องกับที่นางชอบหายตัวไปบ่อยๆเหมือนไปพบใครสักคนเป็แน่
เขาพาร่างกำยำที่ชุ่มเหงื่อกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ก่อนจะพาตัวเองไปหอตำราเพื่อรับโทษที่บิดาได้สั่งไว้ ก่อนที่จะเดินไปหอตำรา เขาห้ามใจตัวเองมิได้เลี้ยวไปห้องของเคอหลิ่งหลิน ในห้องไม่มีผู้ใดนอกจากร่างที่อยู่บนเตียง น่าแปลกเพราะปกติสาวใช้ประจำตัวจะคอยเฝ้านางมิห่าง เขาได้แต่กวาดตามองไปรอบๆก่อนจะหยุดสายตาที่ใบหน้าของหญิงสาวเบื้องหน้า สีหน้าเริ่มมีเืฝาด ไม่ขาวซีดเช่นวันแรกๆนางเหมือนคนนอนหลับไปเท่านั้นชายหนุ่มยกนิ้วมือไล้ใบหน้าอ่อนนุ่มที่ปิดเปลือกตาสนิท หากเป็เวลาปกติเขาคงไม่ได้ทำเช่นนี้
“เ้าไปทำอะไรมาหลินเอ๋อร์เมื่อไหร่เ้าจะตื่นมาทะเลาะกับข้า” เขาถอนหายใจเบาๆราวกับกลัวว่าเสียงทอดถอนใจจะไปรบกวนคนที่หลับอยู่ “หากเ้าฟื้นขึ้นมาคราวนี้ข้าจะไม่ให้เ้าคลาดสายตาไปอีกแล้ว”
ชายหนุ่มชะงักชักมือกลับทันทีที่รู้สึกได้ว่ามีความเคลื่อนไหวอยู่หน้าประตูเขายืดตัวขึ้น มือไพล่หลังและหันไปมองทางประตูราวกับรอคอยเพียงอึดใจบานประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างของสาวใช้ที่ประคองอ่างน้ำเข้ามาในห้อง
“คุณชาย” ชุนเอ๋อร์จะย่อกายคารวะ แต่จ้าวจิ่นสือยกมือห้ามไว้ก่อน
“มีอะไรก็ทำเถอะข้าแค่แวะมาดูอาการนางเท่านั้น”
“เมื่อครู่แม่นางมู่ก็เข้ามาตรวจดูอาการคุณหนูแล้วเ้าค่ะ”ชุนเอ๋อร์รายงาน
“ท่านหมอไม่ได้มาตรวจเองรึ”
“เห็นว่าต้องไปรักษาคนเจ็บที่อื่นแม่นางมู่จึงมาดูอาการคุณหนูแทนเ้าค่ะ”
ชายหนุ่มอยากถามอะไรต่อแต่เห็นว่าอีกฝ่ายคงจะเตรียมเช็ดตัวให้หญิงสาวที่หลับใหล จึงได้แต่พยักหน้ารับรู้กำลังจะเดินออกไป ก็มองเห็นขนมจินเดในจานที่วางบนโต๊ะหัวคิ้วขมวดด้วยความสงสัยจนต้องเอ่ยปากถาม
“หลิ่งหลินยังไม่ฟื้นไยมีขนมของหวานในห้องนี้ได้” จำได้ว่าพี่สาวต่างสายเืคนนี้โปรดกินขนมหวานนักเรียกว่ากินแทนข้าวก็ยังได้
“เป็ของแม่นางมู่เ้าคะนางบอกว่าคุณหนูชอบขนมหวานนัก เผื่อได้กลิ่นจะได้กระตุ้นให้นางตื่นได้เร็วขึ้น”
ได้กลิ่นขนมนี่นะ?ความคิดแบบนี้เป็หมอได้อย่างไรกัน?
เขาส่ายหน้าไปมาแล้วก้าวเดินออกไปอย่างเงียบๆเดินตรงไปทิศทางที่หอตำราตั้งอยู่
จ้าวจิ่นสือปีนี้อายุครบยี่สิบปีเต็มเขาคือบุรุษผู้ใบหน้าหล่อเหลาทรงเสน่ห์ รูปงามคมคายมีคิ้วเข้มเรียงเป็ระเบียบ จมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากบาง เมื่อยามแย้มยิ้มรอยยิ้มก็เรียกความสดใสมีชีวิตชีวาให้แก่ผู้พบเห็น แต่นั่นแหละทำให้เขามักต้องตีสีหน้าเคร่งขรึมตลอดเวลาเขาไม่้าถูกมองเป็หนุ่มสำอาง เขามีตำแหน่งรองแม่ทัพย่อม้าให้คนเคารพยำเกรงมากกว่า
เขาเป็ถึงบุตรชายคนเดียวของแม่ทัพจ้าวซื่อก่วงผู้เกรียงไกรแต่บิดาไม่ค่อยให้เขาได้อยู่ในจวนใกล้ชิดนัก ยามเด็กเคยคิดว่าบิดาไม่รัก ผลักไสให้ใช้ชีวิตในเมืองหลวงทว่าเมื่อได้ศึกษาเล่าเรียนและฟังคำสอนของท่านแม่ จึงค่อยๆเข้าใจว่าท่านพ่อ้าให้เขาเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ที่สำคัญต้องเก่งกาจด้วยความสามารถของตนเอง มิใช่เพราะเป็ลูกชายท่านแม่ทัพนอกจากร่ำเรียนกับเหล่าราชนิกุลแล้ว ยังต้องฝึกฝนวรยุทธ์หนักหน่วง เขาเข้าสอบเหมือนคนทั่วไปไม่มีการเล่นเส้นสายใดๆไต่เต้าจนได้มาใกล้ชิดบิดาในตำแหน่งรองแม่ทัพเช่นนี้
เมื่อเดินไปหยุดที่หน้าบานประตูของหอตำราเขาก็รู้สึกได้ว่ามีความเคลื่อนไหวอยู่ภายในในใจก็นึกไปว่าท่านแม่ให้บ่าวไพร่มาทำความสะอาดเขาจึงผลักบานประตูเข้าไปโดยไม่คิดเป็อย่างอื่นทว่าเมื่อกวาดสายตามองกลับไม่เห็นผู้ใด นอกจากหญิงสาวที่นั่งบนบันไดสำหรับปีนขึ้นไปหยิบตำราที่วางอยู่ชั้นบนร่างเล็กจดจ่อกับหนังสือในมือราวกับตนเองเป็ตุ๊กตาปั้นประดับอยู่ในห้องไม่รับรู้ถึงการเข้ามาของเขา แสงจากหน้าต่างที่ลอดผ่านเข้ามากระทบเสี้ยวหน้านั้นให้ความรู้สึกละมุนตาเท้าของเขาก้าวเข้าไปใกล้ แต่กระนั้นร่างเล็กก็ยังไม่มีท่าทีที่จะสนใจเขาจนเมื่อเขาหยุดยืนเบื้องหน้าก้มมองว่านางอ่านอะไรถึงได้สนใจนักหนา เ้าของร่างบางรู้สึกว่ามีเงาทาบทับที่หน้ากระดาษนางจึงรู้สึกตัวสายตาเลื่อนจากตัวอักษรในหนังสือพบรองเท้าคู่งามที่ตัดเย็บประณีต พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่ามีดวงตาคู่คมจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว
“อ๊ะ!”
“เ้าเข้ามาทำอะไรในนี้”
จ้าวจิ่นสือเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพียงนางเงยหน้าขึ้นเขาก็จำได้ว่าเคยเจอหญิงสาวผู้นี้มาก่อนนางติดตามท่านหมอมู่มารักษาเคอหลิ่งหลินถ้าจำไม่ผิดคงเป็บุตรสาวของท่านหมอชื่อ...ชื่ออะไรนะ
อารามใ มู่ฟางเหนียงรีบลุกขึ้นแต่เพราะรีบร้อนจึงไม่ระวัง เท้าที่เหยียบขั้นบันไดนั้นพลาดจนนางหน้าคะมำไปด้านหน้านางห่วงหนังสือในมือจึงกอดมันแน่น ดวงตากลมหลับปี๋ปะทะกับแผงอกกำยำดุจกำแพงหินเข้าเต็มแรง
จ้าวจิ่นสือมองกิริยาอาการของหญิงสาวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดเจอผู้หญิงมารยาให้ท่ามาหลายต่อหลายครั้ง ทั้งแสร้งทำเป็ของตก เดินสะดุดหกล้มจู่ๆ เป็ลมล้มพับ มารยาเหล่านี้ช่างน่าเบื่อนัก และเขาก็คิดว่าหญิงสาวคนนี้ก็ลงทุนเจ็บไม่น้อยเพราะเขาไม่ได้ะเืเลยสักนิด เห็นนางยังทรงตัวไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะอิงในอกของเขานานแค่ไหนจึงใช้สองมือจับไหล่สองข้างดันนางออกจากอกกว้างของเขา แล้วก็เห็นว่านางแนบหนังสือไว้กับอกหางตามีน้ำตาเม็ดเล็กใสเกาะอยู่
“ขออภัยเ้าค่ะ” มู่ฟางเหนียงรีบพูดออกมามือหนึ่งกอดหนังสือไว้ อีกมือยกขึ้นลูบปลายจมูกน้อยๆ ของตัวเอง นี่นางชนแผงอกหรือกำแพงหินเข้าไปล่ะเนี่ยกระดูกเคลื่อนหรือเปล่าหนอ ดั้งน้อยๆ ของนางยังอยู่ดีหรือไม่นะ
“เ้าเข้ามาทำอะไรในนี้”เขาถามซ้ำเป็รอบที่สอง แล้วปล่อยมือจากไหล่ของนางสายตามองพิเคราะห์หญิงสาวเบื้องหน้า แม้จะสวมเสื้อผ้าแบบเรียบๆ หากแต่สีซีดจาง มีรอยปะชุนอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับน่าเกลียดนัก แต่...บ่าวไพร่ในจวนยังจะใส่เสื้อผ้าดีกว่านางด้วยซ้ำไป
“ข้าน้อยมาดูอาการท่านหญิง แล้วฮูหยินอี้ซิ่วอนุญาตให้เข้ามายืมหนังสือในหอตำราไปอ่านได้เ้าค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับท่านแม่ของเขาใจดีเสมอหากถูกชะตาใครเข้าไปแล้วก็รักใคร่เอ็นดูเสียหนักหนาจนคนเป็ลูกแอบน้อยใจเป็บางครั้ง
“ในนี้ไม่ค่อยมีนิยายรักประโลมโลกหรอกนะ”
“เอ่อ...” นางอ้าปากค้าง เขาคิดว่านางอ่านหนังสือประเภทไหนกันนี่นางอ่านตำรารักษาอาการาเ็ของแพทย์ทหารอยู่หรอกนะสายตาที่มองนางก็มีความดูแคลนอยู่ อย่าบอกนะว่า...เขาคิดว่านาง...
เขากอดอกมองหญิงสาว นี่คงจนปัญญาจะหาคำแก้ตัวเลยละสิเขาได้แต่เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“เลือกหนังสือได้แล้วก็ออกไปสิ ข้าต้องใช้ห้องนี้”
“ข้าน้อยยังเลือกหนังสือไม่เสร็จ”พูดจาถ่อมตนแต่กลับกล้าถลึงตาใส่อย่างไม่กลัว แม้เขาจะสูงใหญ่กว่านางนัก
“แล้วท่านเข้ามาใช้ห้องนี้ ได้รับอนุญาตจากจ้าวฮูหยินแล้วรึ”
“ข้า...”คราวนี้เป็เขาที่พูดไม่ออก เื่ต่อปากต่อคำกับสตรีเขาไม่ถนัดนักผู้หญิงสองคนที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติและไม่ต้องระวังอะไรนักก็คือท่านแม่และเคอหลิ่งหลินครั้นจะโต้เถียงกับนางก็ใช่เื่ ซ้ำร้ายดูท่าทางนางจะไม่รู้ว่าเขาเป็ใครเขากัดริมฝีปากกลั้นหัวเราะแสร้งทำดุดันไปอย่างนั้น
“เช่นนั้นเ้าก็เลือกเร็วๆ แล้วรีบๆออกไปเสียสิ”
“แล้วตกลงท่านได้รับอนุญาตแล้วรึ”นางยังอยากเอาชนะเขาอยู่ด้วยการโต้เถียงแบบเด็กๆ
“เอาเป็ว่าข้าได้รับคำสั่งจากท่าน...แม่ทัพให้มาที่นี่ก็แล้วกัน”เกือบจะหลุดปากเรียกท่านพ่อออกมาแล้ว
“คงโดนลงโทษละสิ”นางพึมพำแล้วหมุนตัวเลือกหยิบตำราแพทย์อีกสองเล่มมาไว้ในอ้อมแขน
“อะไรนะ”เขาได้ยินชัดแต่ก็ยังแสร้งทำเป็ได้ยินไม่ชัด
“ได้ยินหรือเ้าคะ”นางหันมาทำตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเขาแล้วนางก็กลั้นหัวเราะ“หน้าตาไม่เต็มใจมาแบบนี้ ต้องโดนลงโทษมาแน่ๆ”
“เ้านี่มัน!” จะพูดว่าสู่รู้เกินไปแต่ก็ไม่อยากพูดจะกลายเป็ผู้ชายปากร้ายต่อว่าผู้หญิงที่ไม่รู้ฐานะของเขาได้
“เอาเถอะท่านโชคดีนักที่ได้มีโอกาสเล่าเรียนและได้มีหนังสือดีๆ มากมายให้เลือกอ่านเช่นนี้”
“แล้วเ้าล่ะอ่านหนังสือออกด้วยรึ”
“ถึงข้าไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาแต่ท่านพ่อก็สอนอ่านเขียนนะเ้าคะ”นางพูดด้วยความภูมิใจ อย่างน้อยนางก็รู้หนังสือเพราะบิดาของตน
จ้าวจิ่นสือมองนางอย่างประเมินแล้วลองสอบถาม“เ้ารู้จักหลิ่งหลินได้อย่างไร”
“หลิ่งหลิน?”นางทวนคำแล้วก็นึกได้ “ท่านหมายถึงเคอหลิ่งหลินใช่หรือไม่”
“อืม...” อยู่ข้างนอกพี่สาวซุกซนคนนี้คงใช้แซ่เดิมของนาง
“ตอนนั้นข้าแอบหลบท่านพ่อขึ้นเขาไปหาสมุนไพรหลงป่าอยู่สามวันสามคืน บังเอิญพี่หลิ่งหลินมาพบข้าเข้าได้ช่วยชีวิตข้าไว้และพาข้าไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัยนับแต่นั้นก็ได้พบพี่สาวบ่อยๆ เ้าค่ะ แต่มิรู้ว่านางเป็ลูกบุญธรรมแม่ทัพจ้าว”
“พี่สาว?ท่าทางเ้าสนิทสนมกับนางนะ”
“ก็...” นางอึกอักคิดคำตอบจะบอกว่าสนิทสนมก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะนางเองก็เพิ่งรู้ว่าเคอหลิ่งหลินเป็ลูกบุญธรรมแม่ทัพจ้าวแต่ถ้าพูดไม่ว่าสนิทนางก็พลั้งปากเรียก ‘พี่สาว’อยู่หลายครั้ง
“เ้าเรียกนางว่าพี่สาว คงสนิทสนมในระดับหนึ่ง”เขาหรี่ตามองอย่างประเมิน “ทำไมนางถึงาเ็สาหัสขนาดนี้”
“เื่นั้น”นางเม้มริมฝีปากแน่นจนเรียบตึงจำได้ว่าก่อนที่เคอหลิ่งหลินจะออกไปนำไข่มุกหมื่นราตรีมารักษาคุณชายเฉินนางถึงกับบังคับให้ผู้อารักขาคุณชายให้คำสัตย์สัญญาว่าจะไม่บอกใครแล้วนางก็ยืนอยู่ตรงนั้น จะให้นางพูดได้อย่างไรกัน
“ขออภัยข้าน้อยไม่ทราบเื่นั้นจริงๆ”
“ไม่ทราบหรือไม่พูด”เขายกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองหนังสือในอ้อมอกของนางที่กอดไว้อย่างหวงแหน
“ไม่ทราบเ้าค่ะ”นางยืดตัวขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้แววซุกซนจ้องมองเขากลับไม่มีท่าทางหวาดกลัว
“ข้าน้อยเข้าใจว่าท่านชอบพี่สาวมาก คงจะทรมานใจมิน้อยที่เห็นนางาเ็ขนาดนี้แต่ท่านเค้นถามข้าน้อยอย่างไร คำตอบของข้าน้อยก็เป็เช่นเดิม”
ชายหนุ่มถลึงตามองไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะใจกล้า!กล้าพูดแบบนี้กับเขาได้ ยิ่งท่าทางไม่ยอมใครของนางด้วยแล้วยิ่งทำให้นางไม่เหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป
เห็นเขากัดฟันข่มโทสะ นางก็ไม่อยากก่อกวนเขาเกินความจำเป็นักอย่างไรนางก็ไม่รู้จักเขาและคงไม่มีทางข้องเกี่ยวกับคนผู้นี้เป็แน่หญิงสาวจึงเป็ฝ่ายยอมถอยให้ครึ่งก้าว นางได้หนังสือที่้าแล้วรอเพียงแค่ชุนเอ๋อร์มารับนางซึ่งป่านนี้ก็คงเช็ดตัวให้เคอหลิ่งหลินเสร็จแล้ว นางจะได้กลับเสียที
“แม่นางมู่ อุ๊ย! คุณชายจ้าว”
แค่คิด คนที่นึกถึงก็เดินเข้ามาตามพอดีชุนเอ๋อร์เห็นคุณชายของบ้านก็ย่อตัวคารวะ ท่าทางนอบน้อมของชุนเอ๋อร์ทำให้มู่ฟางเหนียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยนางกวาดสายตามองบุรุษร่างสูงและเค้าโครงหน้าคมคายที่ถอดแบบมาจากแม่ทัพจ้าวซื่อก่วงทว่ามีดวงตาอ่อนโยนดุจเดียวกับฮูหยินอี้ซิ่ว นางสูดลมหายใจลึกแต่ไม่แสดงท่าทางอะไรนางติดตามบิดารอนแรมรักษาคนไปทั่ว เจอทั้งยาจกและเศรษฐี คหบดีหรือราชนิกุล เื่กระตุกหนวดเสือนางก็ทำมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วหากแต่ไม่เคยสังเกตใบหน้าของเขาจึงไม่สนใจจะคาดเดาฐานะของคนผู้นี้
แทนที่นางรู้ฐานะของเขาแล้วจะแสดงอาการนอบน้อมหรือตื่นตระหนกเขากลับเห็นเพียงแววตาสงบนิ่งและชินชา ราวกับเขาไม่ใช่บุคคลสำคัญให้ใส่ใจ โทสะที่สงบกรุ่นขึ้นมาอีกแต่ก็ต้องข่มไว้เพราะนางเป็เพียงสตรี เขาไม่อยากได้ชื่อว่ารังแกแม้กระทั่งผู้หญิงตัวเล็กๆ
“ข้าน้อยขอตัวเ้าค่ะ”
นางแนบหนังสือไว้กับอก ย่อตัวคารวะแล้วมองทางชุนเอ๋อร์ที่มายืนรอรับนางแล้วเพียงเท้าของนางก้าวพ้นธรณีประตู เสียงเรียกด้านหลังก็ทำให้นางชะงัก
“หนังสือนั่นท่านแม่ข้าให้เ้ายืมเ้าต้องเอามาคืนบนชั้นตามตำแหน่งเดิมและไม่ขาดหรือชำรุดแม้แต่แผ่นเดียว”
“ข้าน้อยทราบแล้วเ้าค่ะ”
นางตอบแล้วก็เดินตามชุนเอ๋อร์ออกไปพอพ้นประตูได้หลายก้าวแล้ว นางก็เบ้ปากนิดๆ ผู้ชายอะไรคิดเล็กคิดน้อยอย่างกับผู้หญิง เอาแต่ใจตนเองเหมือนพวกลูกคนเดียว เอ๊ะ! นิสัยนี้คุ้นๆ แฮะ เหมือนที่พี่สาวเคยพูดถึงน้องชายอยู่บ่อยๆแต่คนผู้นั้นตัวโตออกปานนั้น อายุก็คงพอๆ กับพี่หลิ่งหลินคงไม่ใช่น้องชายที่นางมักเล่าให้ฟังบ่อยๆ หรอกนะ
“พี่ชุนเอ๋อร์”นางเรียกอย่างเกรงใจขณะเดินกลับไปที่ห้องพักของเคอหลิ่งหลินเพื่อหยิบล่วมยาเตรียมกลับบ้านพร้อมหนังสือในอ้อมอก
“มีอะไรรึ”ชุนเอ๋อร์หันมาถามด้วยรอยยิ้ม นางรู้สึกเอ็นดูหญิงสาวอายุน้อยคนนี้เหมือนกัน
“พี่สาว เอ๊ย! ท่านหญิงมีน้องชายหรือไม่เ้าคะ”
“น้องชาย?” ชุนเอ๋อร์ทำหน้าประหลาดใจกับคำถามที่ได้ยิน“คุณหนูเป็ลูกคนเดียว บิดาแท้ๆ ของนางปกป้องท่านแม่ทัพจนตัวเองตาย ท่านแม่ทัพจึงรับคุณหนูเป็ลูกบุญธรรมไม่มีพี่น้องที่ไหน ยกเว้นคุณชายจ้าวจิ่นสือที่เ้าเจอเมื่อครู่คุณชายเป็บุตรคนเดียวของแม่ทัพจ้าวกับฮูหยินอี้ซิ่วเมื่อท่านแม่ทัพรับคุณหนูมาเป็ลูก ทั้งสองก็เปรียบเสมือนพี่น้องกันคอยดูแลซึ่งกันและกันมาตลอด”
“เปรียบเสมือนพี่น้อง...คนผู้นั้นคงไม่ใช่น้องชายของ...”นางเริ่มทำหน้าไม่ถูก หวังว่าการคาดเดาของนางจะผิดพลาด
“เื่นี้มีแต่คนในจวนเท่านั้นที่รู้คุณชายพลั้งเผลอยอมให้คุณหนูเป็พี่สาวทั้งที่อายุห่างกันเพียงแค่ห้าเดือนเท่านั้น”
พูดแล้วชุนเอ๋อร์ก็ป้องปากหัวเราะเบาๆ นางติดตามรับใช้คุณหนูมานานเื่ราวของนายนินทาไม่ได้ แต่ไม่ถึงกับห้ามพูดถึง นางเพิ่งรู้สึกว่าคนที่เดินตามมาหยุดเดินจึงหันไปดูเห็นสีหน้าใของมู่ฟางเหนียงแล้วก็อดถามไม่ได้
“มีอะไรรึ”
“มะ..ไม่...ไม่มีอะไรเ้าค่ะ”
นางยิ้มฝืดออกมาแล้วเดินตามชุนเอ๋อร์ ในใจว้าวุ่นยิ่งนักอย่าบอกนะว่า...ชายผู้นั้นคือ ‘น้องชาย’ ของพี่สาวคนดีของนาง.