“เป็ความคิดที่ดีมากลูก ถ้าลูกทำให้เขากลับมาสยบแทบเท้าของลูกได้อย่างเคยพวกเราก็จะได้เดินเชิดหน้าอยู่ในสังคมได้เหมือนเดิม รู้ไหมว่าทุกวันนี้พ่ออายพวกเพื่อนเก่าๆจนแทบไม่อยากจะออกนอกบ้านแล้ว”
นายพสิษฐ์กล่าวอย่างมุ่งมั่นและยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงความหวังอันเรืองรองเจิดจรัส
“งั้นเราจะรอช้าอยู่ทำไมค่ะ รีบไปหาเขาเพื่อทำคะแนนกันเถอะ”
เพชรงามกล่าวและทั้งพ่อและแม่ก็เห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง ดั่งนั้นทั้งสามคนจึงพากันยกขบวนมาที่ห้องทำงานส่วนตัวของธีรไนย ก่อนเข้าไปข้างในนายพสิษฐ์มองป้ายข้อความ ห้องประธานบริษัท ที่แขวนอยู่หน้าประตูด้วยความแสลงใจ ก็ข้อความอย่างนี้เคยแขวนอยู่หน้าประตูห้องทำงานของเขาไม่ใช่หรือ แต่เอาเถอะเขาจะพยายามเอามันกลับคืนมาให้ได้ นึกอย่างนั้นแล้วก็รีบปั้นสีหน้าร่าเริงยินดีเข้าไปพบคนที่อยู่ข้างในทันที
“ธีรไนย อาดีใจที่สุดเลยที่รู้ว่าเ้าของทีแอนด์พีคนใหม่คือหลาน”
ชายหนุ่มที่นั่งเป็สง่าอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ค้อมศีรษะลงรับคำทักทาย หากแต่สีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกความรู้สึกใดใด
“ขอบคุณครับที่คิดอย่างนั้น”
กล่าวก่อนจะลุกขึ้นเดินนำทุกคนไปที่มุมรับแขกที่จัดไว้ภายในห้องทำงานกว้างใหญ่นั้นแล้วผายมือเชื้อเชิญให้ทุกคนนั่งลง
“ตอนที่บริษัทเกิดปัญหาน่ะอาเครียดเกือบตาย กินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เป็เดือน ถ้าหากอารู้ว่าคนที่จะเข้ามาเป็เ้าของทีแอนด์พีต่อจากอาคือหลาน อาก็คงจะไม่คิดอะไรมาก เพราะถึงยังไงมันก็เป็บริษัทที่พ่อของหลานกับอาร่วมกันก่อตั้งขึ้นมา”
“ไม่น่าเชื่อนะครับว่าคุณอาจะคิดอย่างนั้นก็ได้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยคิด”
นายพสิษฐ์ได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับเหงื่อตก แม้จะมั่นใจว่าธีรไนยไม่รู้เื่อะไรที่ตนได้ทำเอาไว้แต่ตอนนี้เขาก็เหมือนกับวัวสันหลังหวะไปแล้ว เขารีบเปลี่ยนเื่พูดทันที
“เอ่อ..ว่าแต่ธีหายไปไหนมาตั้งนาน อาไม่ได้ข่าวคราวเลย”
ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยอย่างรู้ทันการพยายามหลีกเลี่ยงของอีกฝ่าย แต่ก็ยังทำเป็เฉยตอบไปตามน้ำ
“ผมไปอยู่ต่างประเทศ”
คำตอบของเขาทำให้เพชรงามรีบกล่าวแทรกขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังจนมุมของผู้เป็พ่อ
“อุ้ย นี่พี่ธีพึ่งกลับจากต่างประเทศหรือค่ะ งั้นเราพาพี่ธีไปเลี้ยงฉลองต้อนรับการกลับบ้านกันดีไหมค่ะ”
ธีรไนยเหลือบสายตามองหน้าคนพูด ในวัยที่โตเป็สาวเต็มตัวอย่างนี้เพชรงามดูสวยมากจริงๆมากพอที่จะทำให้ผู้ชายทุกคนที่ได้เข้าใกล้มีอันต้องตามืดบอดได้ เหมือนที่เขาเคยเป็ในอดีต แต่ตอนนี้เขามั่นใจว่าตัวเองตาสว่างแล้ว
“อาเห็นด้วยกับหนูเพชรนะตาธี เราไม่ได้เจอกันเสียนาน มีเื่อยากคุยด้วยเยอะแยะไปหมด”
นางจิตตาช่วยลูกสาวโน้มน้าวใจเขาอีกคน
“พอดี่นี้ผมยังไม่อยากจะออกไปไหน อยากอยู่เงียบๆซักพักก่อน แต่หากคุณอาคิดว่ามีธุระอะไรที่อยากจะพูดกับผม ก็ขอเชิญที่บ้านของผมดีกว่า”
เพชรงามถึงกับอุทาน ว๊าว ดังลั่นอยู่ในใจด้วยความยินดี เธอคิดว่าเขาต้องอยากกลับมาคบกับเธอฉันท์คนรักอีกเป็แน่ถึงได้มาไม้นี้
“อ้าว บ้านตาธี ก็ครั้งนั้นเห็นว่าขายไปแล้วนี่”
“ผมหมายถึงบ้านหลังใหม่ครับ ผมซื้อเอาไว้แล้วก่อนที่จะกลับมา”
ฟังคำตอบนางจิตตาถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอไปเอื๊อกใหญ่ เขาไปทำบ้าอะไรมานะถึงได้รวยเร็วอย่างนี้
“แล้วเราจะรู้ได้ไงละค่ะว่าบ้านพี่ธีอยู่ที่ไหน”
เพชรงามอยากรู้จักบ้านของเขาจนแอบตัวสั่นเลยทีเดียว
“เดี๋ยวเลิกงานแล้วขับรถตามผมไปก็ได้ครับ”
ธีรไนยตอบง่ายๆพลางหลุบขนตาหนาเป็แพลงบังประกายตาบางอย่างที่เขายังไม่อยากให้ใครเห็น
“งั้นขอเพชรนั่งไปกับคันของพี่ธีนะค่ะ”
อาการเหมือนรีบเสนอตัวของเพชรงามทำให้ธีรไนยเกือบหลุดรอยยิ้มหยันออกมา อาการที่ตื้อติดแบบไม่เว้นช่องไฟอย่างนี้ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหล่อนคิดยังไง แต่นี่หล่อนคิดว่าเขาเป็ตัวอะไรน่ะ ถึงจะเจ็บไม่รู้จักจำบ้างเลยหรือไง
“ด้วยความยินดีครับ”
เขาตอบอย่างคิดจะลองเล่นกับหล่อนดูสักตั้ง
และคำตอบของเขาก็ทำให้เพชรงามตาวาวขึ้นมาทันทีด้วยความดีใจและมั่นใจว่าเขาจะต้องหลงเสน่ห์ของเธอเข้าอีกรอบแล้วเป็แน่แท้
+๐+๐+๐+๐+๐+๐+๐+๐
“บัดซบ...นี่มัน”
นายพสิษฐ์ถึงกับสบถออกมาดังๆเมื่อหลังเลิกงาน แล้วได้ขับรถตามธีรไนยมาถึงหน้าคฤหาสน์หลังงามที่เขายิ่งกว่าจำได้ว่าเ้าของเดิมคือใคร
“อะไรอีกค่ะคุณ”
นางจิตตาที่ปรับเบาะเอนๆแล้วนอนหลับมาตลอดทางลืมตาขึ้นมาถามอย่างใ
“ก็แหกตาดูสินั้น ว่าไอ้เด็กเวรมันพาเรามาที่ไหน มันคิดจะเล่นตลกอะไรกันแน่”
นางจิตตารีบปรับเบาะขึ้นนั่งเพื่อจะมองตามที่สามีบอก แล้วก็ต้องตัวชาวาบด้วยความรู้สึกเสียดายคฤหาสน์หลังงามที่ตนเคยชูคออยู่ในนั้นอย่างคุณนาย มีคนรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง ก่อนต้องระเห็จไปอยู่ทาวเฮาส์เนื้อที่แคบๆ โอ๊ย...เธอแสนจะอาลัยอาวรณ์ความหรูหราและสุขสบายในคฤหาสน์หลังนี้เหลือเกิน
“นี่ไอ้เด็กนั้นมันคิดอะไรอยู่ อย่าบอกนะว่ามันซื้อบ้านหลังนี้แล้ว ทำอย่างนี้มันคิดจะเหยียบหน้ากันชัดๆ”
นายพสิษฐ์คำรามต่อ ขณะที่จอดรถต่อท้ายคันของธีรไนยที่กำลังรอคนมาเปิดประตูรั้วอยู่
“ใจเย็นๆเถอะคุณ”
นางจิตตารีบปรามสามี เพราะแม้จะรู้สึกเดือดดาลพอๆกับเขา แต่เธอก็ไม่อยากส่งเสริมให้เขาโกรธมากขึ้น แล้วทำอะไรในการที่จะทำให้เหตุการณ์ยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม
“ทำไมมันไม่ลงนรกไปอยู่กับพ่อแม่ของมันั้แ่ตอนนั้นก็ไม่รู้”
“คุณพสิษฐ์ พูดอะไรหัดคิดก่อนเสียบ้าง เดี๋ยวมีใครมาได้ยินเข้าก็จะซวยกันไปหมดเท่านั้น ความจริงแล้วอย่างการที่เขาเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทก็ดีอยู่แล้ว ดีกว่าที่เราจะถูกฟ้องล้มละลายแล้วติดหนี้หัวโต และถ้าเป็คนอื่นที่เข้ามา เขาก็จะยอมให้ครอบครัวของเราทำงานอยู่ด้วยอย่างนี้หรือเปล่า มิมีหวังต้องเดินหางานทำกันตอนแก่หรือ ฉันว่าธีรไนยเขาคงไม่รู้เื่อะไรที่เราทำหรอก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคงเป็ความบังเอิญมากกว่า เราใจเย็นๆแล้วช่วยลูกเพชรจับเขาให้อยู่ดีกว่า แล้วคราวนี้ทุกอย่างก็จะได้กลับมาเป็ของเราอย่างเดิม”
นางจิตตาบอกกับสามีอย่างที่คิดว่าชาญฉลาดที่สุด
“หมายความว่าเราต้องทนปั้นหน้ายิ้มแย้มทั้งที่อยากจะฆ่ามันที่สุดนะหรือ”
“ถูกต้องค่ะ เพราะมันเป็ทางออกที่ดีที่สุดของเราในตอนนี้”
“ก็ได้...ก็ได้”
นายพสิษฐ์กัดฟันคำรามอย่างแค้นใจก่อนเคลื่อนรถตามธีรไนยเข้าไป เมื่อทุกคนลงมาจากรถกันหมด ธีรไนยก็อดมองหาสาวน้อยอีกคนที่ควรจะมาด้วยไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงอยากเจอเธอนัก
“แล้วลูกสาวคนเล็กของคุณอาละครับ”
เขาหลุดปากถามออกไปจนได้
เพชรงามถึงกับฉุนกึกขึ้นมาทันทีที่เขาบังอาจถามถึงผู้หญิงอื่นต่อหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็ผู้หญิงที่เธอคิดว่าไม่มีอะไรที่จะมาเทียบกับเธอได้เลยแม้แต่น้อยอย่างนังน้องสาวต่างมารดาของเธอคนนั้น
“นังนั้นหรือค่ะ ป่านนี้คงนั่งรถเมล์กลับไปทานข้าวกับไข่เจียวที่บ้านแล้วละค่ะ พี่ธีถามถึงทำไมค่ะ”
“ก็แค่อยากรู้นะครับ เพราะคิดว่าจะมาด้วย”
“ทีหลังไม่ต้องถามถึงนะค่ะ เพชรไม่ชอบ”