วันต่อมาทั้งคู่กับเถ้าแก่สู่ขอพากันไปที่บ้านฝ่ายหญิง เจอคุณแม่กับน้องจี่และลูกน้องอีกคนกำลังช่วยกันหั่นเนื้อเตรียมของขายที่ร้านแผงข้างนอก
"อาม้าวันนี้ผมเป็เถ้าแก่มาสู่ขอน้องจี่ให้อาปุ่น "เพื่อนชายหนุ่มเอ่ยปากด้วยความคุ้นเคย เนื่องจากเป็ครอบครัวที่รู้จักกันเป็อย่างดี พี่สาวของเพื่อนชายหนุ่มเป็เถ้าแก่เนี้ยร้านนาฬิกาใหญ่ที่ริมถนนเป็ที่น่านับถือ ครอบครัวทั้งสองเห็นกันมานานจนสนิทเป็เพื่อนกัน
แม่ของลูกจี่อาจใเล็กน้อยแต่ก็รู้ในการพัฒนาความสัมพันธ์กับว่าที่ลูกเขยอยู่แล้วด้วยความเป็แม่รู้ว่าถึงอย่างไรก็มีวันหนึ่งที่ลูกสาวต้องออกไปมีชีวิตครอบครัวใหม่ไม่เคยขัดข้อง ไม่หวงลูกสาวเหมือนผู้เป็พ่อที่เคยพูดเปรยอออกมาว่า"ใบไม้ร่วงที่ต้นไหนก็อยู่ที่ต้นนั้น อั้วจะเอาลูกสาวกลับไปแต่งที่เมืองจีน"เมื่อรู้ว่าหนุ่มช่างนาฬิกามาตีสนิทจีบลูกสาวตนเอง เคยเห็นอาปุ่นรับลูกสาวไปเที่ยวสวนลุมพินีบ่อยๆ ตอนก่อนหน้านี้อาปุ๋นเคยมาที่บ้านแนะนำตัว รู้แน่ว่ามาพยายามจีบลูกสาวตนเอง แต่ในใจยังไม่ค่อยสนับสนุน อาจจะยังเห็นว่าเป็แค่ช่างซ่อมนาฬิกาไม่ใช่เถ้าแก่ แต่แม่คิดว่าไม่ใช่หรอก พ่อดึงลูกไว้ใช้งานในบ้านมากกว่า กลัวว่าแต่งไปจะไม่มีคนช่วยขายโจ๊ก แม่รักลูกสาวคนนี้มากใช้งานมาั้แ่เด็ก สมควรมีครอบครัวมีอนาคตใหม่ ส่วนอาปุ๋นเป็ช่างนาฬิกามีฝีมือน่าจะมีอนาคตดี อายุก็29ปีแล้ว ถึงแม้ครอบครัวจะจนหน่อยก็ไม่เป็ไร สมัยนั้นใครมีฝีมือเป็ช่างนาฬิกาถือว่ามีวิชาชีพชั้นหนึ่งเหมือนกับคนมีฝีมือช่างระดับสูง อนาคตไกล กว่าจะเป็ช่างนาฬิกามิใช่ง่าย ตอนแรกต้องเป็เบ้รับใช้จิปาถะในร้านปีสองปีจึงฝึกฝีมือให้แถมมีความรู้ภาษาจีนอย่างดีอีกด้วย อีกอย่างแม่สอบถามประวัติอาปุ่นจากพี่สาวเพื่อนหนุ่นร้านนาฬิกาที่เป็เถ้าแก่เนี้ยบ้างแล้ว
"อาปุ๋นนะครอบครัวเขาความจริงมีฐานะมีร้านเขียงหมูอยู่ในตลาดเก่าเยาวราชเขาเกิดในเมืองไทยครอบครัวมีฐานะจึงสามารถส่งลูกกลับไปเรียนหนังสือที่เมืองจีนได้ แต่พอโตเป็หนุ่มกลับมาเมืองไทยตอนครอบครัวเกิดประสบภาวะขาดทุน ร้านค้าเขียงหมูพ่อตัวเองถูกขายทิ้งแล้ว การเงินจึงแย่ กลับมาเมืองไทยครอบครัวกลายเป็ลำบาก ญาติผู้ใหญ่ป้าเลยส่งให้ไปฝึกฝีมือซ่อมนาฬิกาในร้านแถวเยาวราชเลี้ยงครอบครัวมา”ความจริงเื่ครอบครัวของเฮียปุ๋น น้องจี่เคยถามเหมือนกันแต่ตอนหลังถึงรู้ว่าเป็เพราะคนจีนโพ้นทะเลในสมัยเก่าแก่นืยมสูบฝิ่นพ่อของอาปุ่นก็ตกเป็ทาสฝิ่น วันๆเอาแต่เข้าโรงฝิ่นนอนสูบฝิ่น เหมือนคนติดยาใช้เวลาส่วนใหญ่ในโรงฝิ่นไม่มีเวลามาสนใจควบคุมดูแลเขียงหมูของตนเอง(การสูบฝิ่นในสมัยนั้นเป็เื่ถูกกฎหมายแต่ต้องสูบในโรงฝิ่นที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น)กิจการจึงถูกลูกน้องคนรับใช้โกงเงินไปขาดทุนหนักร้านค้าในตลาดจึงต้องถูกเซ้งไปใช้หนี้ กิจการเขียงหมูจึงต้องยุติลงพ่อของอาปุ่นเสียชีวิตในเวลาต่อมาเพราะการสูบฝิ่นเป็อันตรายต่อสุขภาพป้าจึงรับดูแลครอบครัวต่อ
“ตอนนั้นครอบครัวลำบากมากตอนฝึกเป็ช่างนาฬิกาได้ยินน้องชายทูนถาดขนมปะถ่องโก๊ไว้บนหัวแล้วร้องขายปะถ่องโก๊ดังๆผ่านหน้าร้านชำเลืองมองดูฉันเป็พี่ชายว่ากำลังทำอะไรอยู่ เห็นน้องชายลำบากแล้วน้ำตาไหลกว่าจะเข้าฝึกร้านนาฬิกายากนะ หยี่ม้า(ป้า)ช่วยฝากให้เขาเห็นว่ารู้จักเขียนภาษาจีนด้วยจึงรับไว้ตอนแรกให้ทำทุกอย่างั้แ่เทกระโถนจนไปส่งของ พอช่างนาฬิกาคนเก่าลาออกเขาจึงฝึกให้เป็ช่างนาฬิกาแทน”อาปุ๋นเล่าให้สาวอาจี่ฟัง
“อาปุ๋นต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวเลยแต่งงานช้ากว่าน้องชายเขา เป็คนขยันทำมาหากิน รักน้องรักครอบครัว พาน้องชายเข้าทำงานร้านนาฬิกาฝึกเป็ช่างนาฬิกามีอนาคตเกือบทุกคน ตอนนี้อยากมีครอบครัวแล้ว อั้วรับประกันให้ ที่สนิทรู้จักกัน เพราะอยู่ในแวดวงธุรกิจนาฬิกาด้วยกัน”เพื่อนที่เป็เถ้าแก่สู่ขอพูดรับประกันเพราะรู้ว่าทั้งคู่อายุห่างกันตั้งสิบปีบางทีอาจเป็สาเหตุให้พ่อน้องจี่ตั้งเป็ข้อรังเกียจได้
"อ้าวพอดีเลยงั้นจัดงานพิธีหมั้นสู่ขอกันเลย อาป๊าน้องจี่เขาไปเมืองจีนหาพี่สาวเยี่ยมญาติ1เดือนไม่ต้องรอแล้ว"แม่น้องจี่รีบตัดสินใจรับปากทันที เพราะรู้ว่าถ้าพ่อน้องจี่อยู่ด้วยคงไม่รับว่าที่ลูกเขยรายนี้แน่
การสู่ขอจบลงด้วยดี แต่เมื่อพ่อกลับจากเมืองจีนก็โวยวาย อาละวาดใหญ่ แต่ก็เท่านั้นเพราะงานสู่ขอเรียบร้อยแล้วและได้รับฉันทามติจากแม่เรียบร้อย แล้วทั้งคู่สาวน้อยอาจี่และชายหนุ่มอาปุ๋นก็จัดงานแต่งงานกันในเวลาต่อมาทั้งคู่ใช้ชิวิตร่วมกันออกไปสร้างครอบครัวใหม่
เริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่สู้ชีวิตกับสามีช่างนาฬิกา
อาจี่มีชีวิตคู่สู้อนาคตใหม่ในฐานะแม่บ้านไม่ง่ายนัก ตอนนี้อยู่กับสามีช่างนาฬิกาที่ยังเป็ลูกจ้างเขาอยู่ด้วยเงินเดือนๆละสองพันบาทถึงแม้ต่อมาเปลี่ยนเป็กิจการตัวเองเช่าหน้าร้านเขา ฐานะการเงินก็ยังไม่ดีอยู่ดี เพราะค่าเช่าพื้นทีเล็กๆสำหรับวางโต๊ะซ่อมนาฬิกาเดือนละสามพันบาทที่หน้าร้านริมถนนเยาวราชสูงอยู่แต่บางวันมีคนมาซ่อมนาฬิกามีรายได้แค่สามสิบบาท ส่วนน้องจี่หลังจากเปลี่ยนจากแม่ค้าขายโจ๊กมาเป็แต่เพียงแม่บ้าน จากคนที่สามารถหยิบเงินแบ่งปันจากอาชีพขายโจ๊กให้พ่อแม่มาใช้จ่ายส่วนตัวอย่างสบายมาเป็แม่บ้านที่มีรายได้เป็ศูนย์เท่ากับไม่มีรายได้อะไรเลย ชีวิตไม่เคยหยุดนิ่งลำพังรายได้ของสามีไม่พอหรอก ไหนจะมีลูกชายน้อยคนโตตามมา และคนอื่นๆตามมาเรื่อยๆรวมสี่คนแล้ว ต้องขุดทุกฝีมือที่มีอยู่มาเสริมรายได้
อาศัยที่เคยเป็ลูกจ้างในโรงงานทำรองเท้าหนังั้แ่อายุ15ปี เดือนละ5บาท ั้แ่ตอกลวดลายจนได้ทำแทนช่างเย็บหนังจึงรู้จักถีบจักรเย็บเสื้อผ้าั้แ่สาวๆจึงรวบรวมเงินที่ตนเองมีอยู่ไปซื้อจักรเย็บผ้าซิงเกอร์และอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยมาชุดหนึ่งรับจ้างเพื่อนบ้างเย็บชุดนักเรียนให้ข้างบ้านตัวละ8บาท อย่างน้อยก็ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูกตัวเองสามารถประหยัดเงินไม่ซื้อเสื้อผ้านอกบ้าน หรือรับจางตัดเย็บชุดจีนเป็ก็อาศัยหัดเอง รับจ้างตัดชุดจีนให้คนอื่น ยังไม่พอรับจ้างซักรีดให้ข้างบ้านถ้าเป็เสื้อตัวละ1บาท หรือรีดอย่างเดียว50สตางค์ ซักรีดให้คนงานหลังบ้านที่เป็โรงงานกระป๋องดำสกปรกก็ชุดละ10สลึง ยังไงก็ได้เป็ค่ากับข้าวเลี้ยงครอบครัวได้บ้างโดยไม่ต้องรบกวนเงินสามี ไม่เว้นยามว่างดึกๆก่อนนอนนั่งพับถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ขอซื้อหนังสือพิมพ์จากร้านอาหารคุณน้าข้างบ้าน หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์จีนที่ตัวเองกับสามีนั่งอ่านด้วยกันมาพับถุงกระดาษขายได้
เป็ภาพจำที่ทุกเช้าที่ลูกๆเห็นพ่อแม่ทั้งคู่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์จีนบนม้านั่งยาว คุณแม่จี่เธอพยายามหมั่นอ่านสะกดตัวอักษรในหนังสือพิมพ์จีนไม่รู้ก็ถามสามีตัวเองว่าตัวหนังสือจีนตัวนี้อ่านว่าอะไรแปลว่าอะไร เพราะสมัยที่อาศัยอยู่กับครอบครัวพ่อแม่พ่อได้จ้างครูสอนภาษาจีนให้ แต่เป็เพียงขั้นพื้นฐาน คำจีนมีตั้งหมื่นคำแสนคำ แถมยังต้องช่วยบ้านทำมาหากินจึงไม่เคยเรียนหนังสือในโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นเขาไม่ได้เรียนขั้นสูงเหมือนสามี ที่ได้กลับไปเรียนภาษาจีนที่เมืองจีนมาั้แ่ยังเยาว์วัยจึงความรู้ภาษาจีนแบบปรมาจารย์ มั่นใจได้เลยว่าความพยายามเรียนภาษาจีนจากสามีทุกวันเก่งกว่าเด็กสมัยนี้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัยบางคน ตอนวัยชราของเธอแม้หูตึงแต่สามารถดูข่าวสารเมืองจีน รู้เื่ได้ด้วยการอ่านซับไทเทิลจากภาพข่าวจากเมืองจีนฮ่องกงในจอไอแพดคอมพิวเตอร์ที่รบกวนให้ลูกๆเปิดให้ดู
ครอบครัวมีอาชีพใหม่เพิ่มด้วยการให้เช่าสามล้อเครื่อง
ด้วยความที่อาชีพรับจ้างซ่อมนาฬิการายได้แบบปากกัดตีนถีบแทบไม่พอประทังชีวิตครอบครัว แต่ต่อมาเมื่อปีพศ.2503ประเทศไทยเริ่มมีสามล้อเครื่องหรือที่เราเรียกว่า”รถตุ๊กตุ๊ก”วิ่งตามท้องถนน อาจี่ได้รับการชักชวนจากญาติๆพี่น้องด้วยกันว่าน่าสนใจนำรถมาให้เช่าเป็รถสาธารณะวิ่งตามท้องถนนได้ จึงไปขอกู้เงินซื้อสามล้อเป็เงินหมื่นเพื่อซื้อสามล้อ ดอกเบี้ยหมื่นละ200บาทต่อเดือน เพื่อซื้อสามล้อที่สั่งจากญี่ปุ่นเท่านั้น และยังต้องนำมาตกแต่งอีก เพราะตัวถังเป็กระบะสี่เหลี่ยม นำมาตัดต่อเป็ช่องขึ้นลงมีเหล็กดัดลวดลายกั้นขอบกระบะ มีเบาะยาวให้ผู้โดยสารนั่ง ตอนชำระค่าดอกเบี้ยก็แสนโหด เดือนละ200บาท ในสมัยนั้นมีค่ามาก
สามีมีความรู้เื่ซ่อมนาฬิกาแต่ไม่มีความรู้เื่ซ่อมเครื่องยนต์เลย ตอนแรกอาจี่ต้องอาศัยฝีมือซ่อมเครื่องยนต์สามล้อจากน้องชายตัวเองช่วยมาสอนสามี ดีที่ว่าแม่เคยแนะนำให้น้องชายตัวเองไปเป็ช่างฟิตที่อู่ของเพื่อน ตอนที่น้องชายอาจี่เป็หนุ่มเกเรชอบเอาแต่เล่นหมากฮอสพนันกันข้างถนนพ่ออาจี่จึงบอกความกังวลให้ฟัง อาจี่นึกถึงเพื่อนตัวเองมีอู่ซ่อมรถ จึงแนะนำให้น้องชายตัวเองไปเป็ช่างฟิตการขอความช่วยเหลือจากน้องชายจึงไม่ยาก แต่น้องชายมาช่วยประเดี๋ยวเดียวชั่วคราวเองบางครั้งก็ต้องจ้างช่างมาซ่อมให้ ส่วนพ่อเป็ช่างซ่อมนาฬิกาไม่มีความรู้เื่ซ่อมรถเลยอาศัยเป็ครูพักลักจำจากช่างซ่อมทีละนิดจนสามารถซ่อมเองได้ เื่ความรู้เื่เครื่องยนต์เริ่มจากศูนย์จริงๆ ตอนหลังมีลูกชายคนโตเพิ่งโตเป็หนุ่มช่วยซ่อมเป็ลูกมืออีกแรงอีกแรงรายได้จึงมีจากปล่อยเช่าสามล้อจนเป็รายได้หลักของครอบครัวแทน ครอบครัวจึงมีรายได้จากรับจ้างซ่อมนาฬิกาที่ไม่แน่นอนบวกปล่อยสามล้อเช่า60บาทต่อวัน คนเช่าส่วนใหญ่มาจากภาคอีสานที่ว่างเว้นจากการทำนารอเกี่ยวข้าว รายได้ดีขึ้นก็จริง แต่บางทีก็ยังไม่พอค่าเทอมลูกหลายคน ไหนจะต้องซื้อสามล้อมาเพิ่ม จนบางครั้งก็ ไอเดียกระฉูดแม่ไปซื้อลูกอมให้ลูกไปขายที่โรงเรียนบ้าง ลูกๆก็กตัญญูวันหยุดเวลาว่าก็ไปเพราะรายจ่ายมีมาทุกทิศทางบางครั้งปิดเทอมหรือหยุดเสาร์อาทิตย์ลูกๆออกไปรับจ้างข้างบ้านผูกลูกอมเป็ห่อเป็พวงบ้าง จำได้ว่าลูกๆขยันกันนำรายได้กลับมาให้แม่ ด้วยความพากเพียรจะมีกู้บ้างเพื่อไปซื้อสามล้อเพิ่มเติมทีละคัน ทำให้รายได้ยังไม่พอรายจ่ายอยู่ดียังมีไม่ความไม่แน่นอนของรายได้อีก ขึ้นอยู่กับรถถูกเช่าออกครบทุกคันหรือเปล่า ่ไหนคนขับกลับบ้านไปทำนาหรือเกี่ยวข้าวหมดสามล้อจอดหน้าบ้านเรียงครบทุกคัน ก็แทบไม่มีรายได้เลย