หลังจากพูดจบหลงอี้ฟางก็คีบผักใส่ชามของนาง ทิ้งไว้เพียงเนื้อให้พวกเขา เมื่อเหตุการณ์เป็เช่นนี้ ทั้งสามจึงยอมกินเนื้อแต่โดนดี แล้วบางครั้งก็มีเด็ก ๆ วิ่งเข้ามามองบนโต๊ะอาหารด้วยแววตาคาดหวัง
ก่อนจะโดนพวกผู้ใหญ่เข้ามาพาออกไป แล้วขอโทษหลงอี้ฟางที่พวกเด็ก ๆ เสียมารยาท ส่วนทางด้านหลงอี้ฟางก็ตอบกลับว่าไม่เป็อันใดแล้วยิ้มให้พวกเขา
สวี่เจ๋อที่เห็นเหตุการณ์นี้เขาก็รู้สึกสนใจแล้วพูดขึ้น‘ บางทีเนื้อเหล่านี้อาจไม่ปลอดภัยสินะ ’
‘ ถึงพลังของข้าจะยังไม่แข็งแกร่ง แต่ข้าก็มีวิธีการพิเศษที่ได้เรียนรู้มา ข้าลองตรวจสอบเนื้อพวกนี้ดูแล้ว อาหารพวกนี้มิมีอันตรายแต่อย่างใด เ้าก็อย่ามองโลกในแง่ร้ายเกินไป แล้วที่สำคัญเ้าน่าจะมีพลังมากกว่าข้ามิใช่รึ เหตุใดไม่ใช้มันตรวจสอบดู ’
‘ เฮ้อ... เอาเป็ว่าข้ามีเหตุผลที่ไม่สามารถใช้พลังได้แล้วกัน เ้าก็พยายามอย่าให้ข้าใช้พลังละ ’ สวี่เจ๋อที่พูดจบก็เงียบหายไป
หลงอี้ฟางที่ได้ยินเช่นนั้นนางก็มิคิดเค้นถามสวี่เจ๋อให้เขารู้สึกลำบากใจ นางคิดว่าหากเขา้าบอกก็คงบอกนางเอก
เมื่อทั้งสี่กินอาหารเสร็จหลงอี้ฟางที่รู้ว่าตระกูลนี้ไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่นางคิดจึงรีบลุกขึ้นแล้วบอกพวกเขาว่านางจะจากไป เพราะหากนางอยู่ต่อบางทีพวกเขาอาจจะต้องใช้ของมีค่าที่เหลืออยู่น้อยนิดเพื่อนางอีกเป็แน่ หลงอี้ฟางย่อมไม่้าให้เป็เช่นนั้น
หลงอี้ฟางเดินไปยังห้องโถงพร้อมเซหยู่และพ่อแม่ของนาง หลงอี้ฟางพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ ข้าคงต้องขอตัวก่อน ”
เซหยู่ที่ได้ยินเช่นนั้นนางก็พูดขึ้นด้วยความร้อนใจ “ เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ ข้ายังมิได้ให้สิ่งใดเป็การตอบแทนที่ท่านช่วยเหลือข้าเลย ”
หลงอี้ฟางส่ายหน้าเพื่อเป็การปฏิเสธว่านางไม่้า “ เพียงการได้กินอาหารที่อร่อยเช่นนี้ก็พอแล้ว เ้ามิต้องตอบแทนข้าอีก ”
“ มิได้เ้าค่ะ ถึงจะมิมากมายแต่ท่านได้โปรดเก็บเอาไว้ด้วยนะเ้าคะ ” เซหยู่พูดขึ้นพร้อมน้ำเสียงขอร้อง
หลงอี้ฟางที่เห็นเช่นนั้นนางก็ไม่้าให้อีกฝ่ายลำบากใจจึงได้ยอมรับมา หลังจากนั้นนางก็บอกลาเซหยู่รวมทั้งพ่อแม่ของนาง
หลงอี้ฟางเดินออกมาจากบ้านของตระกูลเซไกลพอสมควรนางจึงได้เปิดดูสิ่งที่เซหยู่ให้
‘ นี่มันเงิน 500 เลนงั้นรึ ดูเหมือนนางจะให้ข้ามากที่สุดเท่าที่จะให้ได้แล้ว แต่กลับเป็จำนวนเงินเพียงเท่านี้ ข้าไม่รู้เลยว่าตระกูลเซต้องใช้ชีวิตที่ยากลำบากเพียงใด หากข้าสามารถรับภารกิจได้แล้วมีเงินมากขึ้น ข้าย่อมกลับไปตอบแทนพวกเขาแน่นอน ’ หลงอี้ฟางตั้งมั่นกับตัวเอง แล้วจึงรีบเดินไปยังโถงภารกิจของเมือง
หลงอี้ฟางไม่ได้รู้เลยว่าการที่นางตั้งมั่นเช่นนั้น ทำให้โชคของตระกูลเซเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่โชคของพวกเขาติดลบกันเยอะ ในตอนนี้บางคนโชคก็ไม่ติดลบอีกต่อไป บางคนโชคก็ติดลบน้อยกว่าเดิมมาก
สวี่เจ๋อที่ได้ยินสิ่งที่หลงอี้ฟางคิดเขาก็ไม่ได้คิดจะพูดขัดนางแต่อย่างใด แต่เมื่อเขาได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ สวี่เจ๋อก็ต้องพบกับเื่ที่น่าประหลาดใจ ‘ ดูเหมือนโชคของเ้าจะเปลี่ยนแปลงนะ ’
‘ โชคของข้างั้นรึ ’ หลงอี้ฟางพูดตอบเสร็จนางก็เงยหน้าขึ้นมองโชคของตัวเองพบว่ามันเปลี่ยนแปลงจริง ๆ โชคลูกรัก์ของหลงอี้ฟางในตอนนี้คือ -953 แต้ม
‘ เหตุใดโชคของข้าจึงได้เปลี่ยนแปลง นี่ข้าไปทำเื่อะไรโดยมิรู้ตัวมารึไง เ้ารู้ไหมสวี่เจ๋อ ’หลงอี้ฟางที่เห็นเช่นนั้นนางก็ถามสวี่เจ๋อด้วยความสงสัย
‘ อาจเป็เพราะเ้าเข้าไปช่วยเหลือเซหยู่ก็เป็ได้ ’ สวี่เจ๋อที่แม้จะอยู่กับหลงอี้ฟางตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้หรือเห็นทุกอย่าง โดยเฉพาะ่เวลาที่เขาไม่ได้ใช้พลังทำให้การมองของเขาไม่ต่างจากสิ่งที่คนธรรมดาเห็นมากนัก
หลงอี้ฟางที่ได้ยินเช่นนั้นนางก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่แล้วโชคของนางก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งกลายเป็ -950 ‘ คราวนี้ข้ายังมิได้ทำอันใดจริง ๆ แต่เหตุใดโชคของข้าจริงเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ’
สวี่เจ๋อที่เห็นแบบนั้นเขาก็ไม่ได้ตอบกลับหลงอี้ฟางแต่อย่างใด หากหลงอี้ฟางได้เห็นสีหน้าของเขาในตอนนี้ นางคงเห็นว่าเป็สีหน้าคนที่กังวลเพราะทำความผิดมาเป็แน่
หลงอี้ฟางที่ไม่ได้รับคำตอบนางก็เพียงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังโถงภารกิจของเมืองต่อ การที่ติดลบน้อยลงทำให้นางรู้สึกดีขึ้น แต่หากเป็ตรงกันข้ามหลงอี้ฟางคงครุ่นคิดอย่างหนัก แล้วหาทางหยุดเื่นั้นอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่เื่ที่ส่งผลร้ายต่อนาง เหตุใดหลงอี้ฟางต้องไปคิดมากด้วย นางเดินต่อไปอย่างอารมณ์ดี แต่แล้วอยู่ ๆ หลงอี้ฟางก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีอะไรมาเกาะหัวนางอยู่
หลงอี้ฟางค่อย ๆ เหลือบตามองรวมทั้งใช้มือลูบหัว นางก็พบว่ามีหน้ากากจิ้งจอกติดอยู่บนหัวของนาง
‘ นี่มันอะไรกัน เหตุใดถึงได้มีหน้ากากจิ้งจอกมาติดอยู่บนหัวของข้า ’
หลงอี้ฟางรู้สึกไม่ดีเป็อย่างมาก เพราะนางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมีหน้ากากจิ้งจอกติดที่หัว อีกทั้งนางยังไม่รู้สึกถึงหน้ากากจนกระทั่งเมื่อครู่
หลงอี้ฟางรู้สึกกังวลและไม่ชอบใจเลยที่นางไม่รู้ว่าหน้ากากนี้มาติดอยู่บนหัวั้แ่เมื่อใด แล้วหน้ากากจิ้งจอกนี้จะส่งผลร้ายต่อนางไหม
หลงอี้ฟางไม่รอช้ารีบใช้มือดึงหน้ากากให้หลุดออก แต่นางกลับพบว่าไม่ว่านางจะใช้แรงมากเพียงใดหน้ากากนี้ก็ไม่ได้ขยับเลยสักนิด ‘ บัดซบ!! เหตุใดหน้ากากจิ้งจอกนี่ถึงได้ไม่ขยับเลยสักนิด ’
ในขณะที่หลงอี้ฟางกำลังจะใช้พลังในการช่วยดึงหน้ากากออก นางก็ต้องหยุดเพราะเสียงหนึ่งพูดขึ้น
“ ท่านแม่เ้าคะ เหตุใดพี่สาวผู้นี้ถึงได้พยายามดึงผมตัวเองอยู่เ้าคะ ” เสียงเด็กหญิงพูดขึ้นด้วยความสงสัย
แต่เมื่อแม่ของเด็กหญิงได้ยินสิ่งที่ลูกถาม นางก็รีบอุ้มลูกแล้วเดินออกห่างจากหลงอี้ฟางอย่างรวดเร็ว
ส่วนทางด้านหลงอี้ฟางที่ได้ยินเช่นนั้นนางก็ได้แต่นิ่งด้วยความใ เวลาผ่านไปสักพักหลงอี้ฟางก็เรียกสติตัวเองกลับมา แล้วเริ่มครุ่นคิด
‘ หรือสมองของข้าจะเกิดภาพหลอน นี่ข้ากำลังจะเป็บ้างั้นรึ ’ หลงอี้ฟางที่คิดได้เช่นนั้นนางก็เริ่มรู้สึกเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ