บทที่7 ตอนที่40 : ผนึกกำลัง
ในขณะที่ฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะ ณ เวลาพลบค่ำ.. เหล่าผู้ที่เพิ่งหลุดพ้นออกจากพันธะเขี้ยวก็ได้เดินทางมาถึงแหล่งที่กลุ่มต่อต้านเดิมพักอยู่ บรรยากาศในที่นั้นเต็มไปด้วยความเงียบงัน.. ทุกคนดูกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะสมาชิกของทั้งสองกลุ่มยังสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายอยู่เลยเมื่อสักครู่ จนกระทั่งมีเสียงแรกที่ทำลายความเงียบลง.. “โย่วพรรคพวก! เป็นไงมั่ง ขอพวกเราเข้าแก๊งด้วยได้อ๊ะเปล่า?” อานาพาส.. หนุ่มออสซี่นักผจญภัยผู้มีอัธยาศัยดีเยี่ยมจนบางทีก็เกินจำเป็น(อย่างเช่นตอนนี้) เอ่ยปากและพยายามทำให้บรรยากาศมันคึกคักขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นกลับตรงกันข้าม.. เมื่อสิ้นเสียงประโยค ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงจ้องกันเขม็งและดูไม่มีวี่แววที่จะญาติดีกันได้เลยแม้แต่น้อย “ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม.. ฉันขอโทษ..” จนในที่สุด จิมมี่..ชายผู้ที่อยู่แรงค์สูงสุดในขณะเป็นสมาชิกขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบตได้เดินก้าวออกมาอย่างผ่าเผย พร้อมเอ่ยประโยคด้วยความจริงใจอันไร้ซึ่งอัตตาอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าการกระทำนั้นมันจะไม่ใช่ความผิดของเขาเลยก็ตาม เพราะสิ่งที่ทำลงไปนั้นล้วนแต่ถูกบงการโดยดันทัวร์ทั้งสิ้น “ฉันเองก็มีเหตุผลพอ” ไบซ์ที่ดูแล้วจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการกระทำของจิมมี่ ผู้ซึ่งทำให้พี่ชายของเธอนอนไม่ได้สติอยู่ในขณะนี้ เดินก้าวออกไปเผชิญหน้ากับดิไอรอนลัง ทั้งคู่จ้องตากันด้วยสายตาอันเด็ดเดี่ยว “ยินดีต้อนรับ..” บอดี้การ์ดสาวพูดพลางยื่นมือออกไปด้านหน้า ส่วนทางฝั่งจิมมี่เองก็ไม่รอช้า เขาคว้าจับมือของหญิงสาวก่อนจะเขย่ามันอย่างมั่นคงหนึ่งครั้ง เป็นอันยอมรับซึ่งกันและกัน และเมื่อพรรคพวกของทั้งสองฝ่ายเห็นเช่นนั้นบรรยากาศจึงได้คลายความตึงเครียดลง ก่อนที่ทั้งหมดจะตกลงกันเพื่อย้ายสถานที่พักแรมไปยังห้องฝึกต้นไม้ โดยภายในห้องฝึกนั้นเองก็ได้มีการเนรมิตจนราวกับเป็นป่าขนาดใหญ่ที่แสนอบอุ่น จากนั้นก็ได้มีการจัดงานเล็ก ๆ เพื่อให้ได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ และละลายพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว “แผนของสตีฟใช้ได้ผลจริง ๆ ด้วย! ในที่สุดเรื่องบ้า ๆ นี้ก็กำลังจะจบลงแล้ว!” โจเซฟคุยโวท่ามกลางเพื่อน ๆ “สุดยอดไปเลยเพื่อน ตอนนี้ที่เหลือก็แค่จัดการไอ้ลิ้นตัวแสบนั่นได้เรื่องก็จบแล้วสินะ” อานาพาสที่ดูจะคุยถูกคอกับหนุ่มผมเดรดล็อคเอามาก ๆ พูดพลางเอื้อมแขนของเขาไปคล้องคอโจเซฟ “ฉันล่ะอยากจะเห็นหน้าของไอดันทัวร์ตอนนี้จัง มันจะเป็นยังไงตอนที่มันรู้ตัวว่าสิ่งที่มันทำมาพังพินาศทั้งหมด” เจคในชุดคลุมขนสัตว์ที่ร่วมวงอยู่ด้วยพูดขึ้นอย่างสะใจ “นี่.. นายน่ะดูเกลียดไอ้ดันทัวร์เข้าไส้เลยนะ ทำไมถึงกลายเป็นพวกเดียวกับมันซะได้ล่ะ?” อานาพาสเอ่ยถามไปยังเดอะไวกิ้งซัน “แกจำไม่ได้หรือไง? ฉันน่ะสู้แล้วนะ แต่โดนไอ้พลังพายุนั่นเข้าไปใครจะไปสู้ไหว ก็ต้องโดนฝังเขี้ยวไปน่ะสิ.. ชิ!” ชายร่างใหญ่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนที่จะถามกลับ “ว่าแต่นายเถอะทำไมถึงไปเป็นพวกมันล่ะ?” เขาเอ่ยพลางมองไปยังหนุ่มออสซี่ “อ๋ออ.. ฮ่า ๆ ๆ ๆ ฉันจำได้แล้ว ๆ ไม่ยากเลยไอ้เพื่อนเอ๋ย ก็เพราะว่าฉันเห็นแกโดนอัดซะน่วมไง เลยยอมเป็นพวกมันแต่โดยดีดีกว่า จะได้ไม่เจ็บตัว” เดอะวีนอมยังคงพูดอย่างสบายอารมณ์ตามสไตล์ของเขา โดยทางด้านของโสตเองก็อยู่ในวงสนทนานั้นเช่นกัน แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรเลยสักนิดตามบุคลิก โสตินทรีย์เอาแต่นั่งเงียบฟังเพื่อน ๆ คุยกันอย่างสนุกสนาน.. ในขณะที่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังมีสท์ที่อยู่อีกมุมหนึ่งแทบจะตลอดเวลา กริ๊ง ๆ ๆ ~ จนเมื่อเวลาผ่านไปได้ชั่วครู่ มิทาจิก็ได้เคาะแก้วเรียกให้ทุกคนกลับมาสนใจที่เธอ “คืนนี้อย่าดึกมากนะคะทุกคน.. เพราะพรุ่งนี้เราต้องไปตามหาโน้กเพื่อที่จะปลดพันธนาการให้คุณเวิร์ด และให้คุณเวิร์ดทำการลงโทษเจ้าดันทัวร์ค่ะ” นินจาสาวเอ่ยเตือนก่อนจะปล่อยให้ทุกคนพูดคุยกันต่อตามอัธยาศัย และหลังจากนั้นเพียงไม่นาน นินจาน้อยก็ได้สังเกตเห็นว่าสตีฟที่มีอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไป หนุ่มอเมริกันแอบไปยืนพิงต้นไม้อยู่คนเดียวพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “มีอะไรหรือเปล่าคะสตีฟ์ซัง?” เด็กสาวชาวญี่ปุ่นเดินเข้าไปถามด้วยใบหน้าอันใสซื่อ และทันใดนั้น ทหารหนุ่มก็ได้สบตาน้ำข้าวคู่สวยไปยังนินจาสาว “ฉันแค่กังวลอะไรนิดหน่อยน่ะ” เขาเอ่ย “เรื่องอะไรล่ะคะ?” มิทาจิจ้องมองกลับโดยไม่หลบสายตาคู่นั้นแม้แต่น้อย “ฉันกลัวว่ากลุ่มคนที่เราไปช่วยออกมานั้น บางคนจะยังไม่ได้หลุดพ้นออกจากพันธะเขี้ยวน่ะสิ เพราะว่าเลือดของเจ้าเม็ดเลือดขาวนั่น.. ตอนที่เราเอาไปช่วยพวกนั้นปริมาณมันก็เหลือน้อยมาก ๆ หากเทียบกับจำนวนคนที่จะต้องช่วย” พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐพูดอย่างพะวง ซึ่งมิทาจิเองหลังจากที่ได้ยินดังนั้นก็พลอยอดคิดตามไม่ได้.. โดยในขณะนั้นเอง สตีฟก็ได้เหลือบไปเห็นโอ๊บ ซี ทาวาสซ์ ที่กำลังหยิบกินผลไม้อยู่ และด้วยความที่เขานั้นมีคำถามค้างคาใจเกี่ยวกับเรื่องชายผู้ให้กำเนิดอยู่ พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐจึงปลีกตัวออกจากนินจาสาวเพื่อเข้าไปหาชายหนุ่มนักขุดเหมืองถ่านหินในทันที.. “จะมาถามเรื่องพ่อของนายอย่างนั้นสินะ?” ชายผิวกร้านชิงเอ่ยทักก่อน “ใช่..” ดิอินเสปคเตอร์พยักหน้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ได้สิ อยากรู้เรื่องอะไรล่ะ?” โอ๊ปพูดพลางกัดผลแอปเปิ้ลเขียวที่อยู่ในมือ เมื่อได้ยินดังนั้นสตีฟจึงไม่รอช้าที่จะหาคำตอบสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ.. “ทำไม.. นายถึงต้องขอบคุณโทนี่ เทรเซอร์ด้วย เขาไปทำอะไรให้นาย?” “อ้อ.. เรื่องนี้นี่เอง.. แต่ดูเหมือนนายจะเกลียดเขาเอาซะมาก ๆ เลยนะเนี่ย ไม่มีการเรียกว่าพ่อหลุดออกมาจากปากสักคำ” เจ้าของฉายาแผ่นหลังลูกผู้ชายพูดขึ้นขณะที่เคี้ยวแอปเปิ้ลอยู่เต็มปาก ซึ่งด้วยความที่เป็นคนพูดไม่ค่อยชัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยิ่งมาพูดตอนมีผลไม้อยู่ในปากอีกยิ่งทำให้ผู้รับสารฟังไม่รู้เรื่องหนักไปใหญ่ “นี่นาย.. กินให้หมดปากแล้วค่อยพูดได้ไหม?” สตีฟที่กำลังจริงจังเอ่ยติง จนเดอะเจนเทิลแมนแบ็คได้กลืนสิ่งที่อยู่ในปากจนหมด ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องให้ชายรูปหล่อฟัง “ก็เพราะท่านโทนี่ผู้นั้นน่ะ.. เป็นคนทำให้ฉันกลับมาศรัทธาในตัวพ่อของฉันอีกครั้งหนึ่งยังไงล่ะ..” เขาเกริ่น “ตอนแรกฉันไม่เคยภูมิใจในตัวพ่อของฉันเลย เขาเป็นคนงานเหมืองถ่านหินธรรมดาที่วัน ๆ ทำแต่งาน พอถึงเวลากลับบ้านก็เนื้อตัวมอมแมมกลับมาทุกที เขาทำให้ฉันอายสุด ๆ เลยล่ะในวันประชุมผู้ปกครองโรงเรียน” ชายชาวแคนาเดียนเล่าต่อ.. ย้อนกลับไปเมื่อสิบห้าปีก่อน ณ บ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ติดกับทะเลในรัฐโนวาสโกเชีย (Nova Scotia) ประเทศแคนาดา ในขณะที่เด็กชายโอ๊บในวัยเจ็ดขวบกำลังเปิดดูโทรทัศน์อยู่ในตอนหัวค่ำ เขาก็ได้ไปเห็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่กำลังออกอากาศเข้า โดยในเนื้อข่าวนั้นก็คือ มีคนใหญ่คนโตของประเทศแคนาดาพร้อมกับกลุ่มคนจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยไปยืนรอต้อนรับพลเอกโทนี่ เทรเซอร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐอเมริกาที่มาเยือนในช่วงเช้า.. “เท่ชะมัด ไม่เห็นเหมือนพ่อเราเลย” เด็กน้อยตัดพ้อออกมาเบา ๆ แต่ในตอนนั้นเขาก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก จนกระทั่งมีเสียงคนมาเคาะประตูบ้าน.. ซึ่งเด็กชายโอ๊บได้ก็เดินไปเปิดประตูให้ตามปกติ แต่หลังจากที่เปิดประตูออกไปมันกลับเป็นเรื่องที่ไม่ปกติเอาซะเลย.. มีผู้ชายใส่สูทรูปร่างใหญ่ยักษ์ราว ๆ สิบคนยืนรุมล้อมหน้าบ้านของโอ๊บไว้ แล้วหนึ่งในนั้นก็พูดขึ้นเสียงดังว่า “ชาวิส ซี ทาวาสซ์ อยู่ไหม!?” ซึ่งเสียงนั้นมันก็ทำเอาเจ้าเด็กตัวจ้อยกลัวจนหัวหด แต่แล้วก็ได้มีคนคนหนึ่งเดินแทรกเข้ามา.. ชายผู้นั้นแต่งตัวด้วยชุดทหารเต็มยศ ถึงจะดูมีอายุมากอยู่บ้างแต่บารมีที่แผ่ออกมาปกคลุมตัวของเขานั้น ทำให้รู้ทันทีว่าคนผู้นี้เป็นมหาบุรุษผู้ทรงอำนาจ.. “สุภาพหน่อย!” เขาขึ้นเสียงพลางมองไปยังชายร่างยักษ์ในชุดสูทจนทำเอาเจ้านั่นหงอไปในทันที “สวัสดีพ่อหนุ่มน้อย.. หนูเป็นลูกของคุณชาวิสสินะ? ฉันชื่อโทนี่ เรียกว่าลุงโทนี่ก็ได้ ขอให้ฉันได้พบพ่อของเธอหน่อยสิ..” เขาโน้มตัวลงมาหาโอ๊บ จนกระทั่งเจ้าเด็กที่ฟันหน้าด้านบนกำลังหลอทั้งสองซี่จำได้ว่าชายที่อยู่เบื้องหน้าของเขาตอนนี้คือผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพสหรัฐฯ เด็กชายโอ็บตกใจและประหลาดใจเป็นอย่างมากที่คนระดับนั้นมาขอเข้าพบพ่อของเขาด้วยตัวเอง.. และในขณะที่เจ้าหนูกำลังยืนอึ้งอยู่นั้น เดอะเจนเทิลแมนแบ็คผู้พ่อก็ได้ปรากฏตัวขึ้น “โทนี่..” ชาวิสเอ่ยชื่อผู้มาเยือนขึ้นเบา ๆ “เข้ามาสิ” เขาพูดต่อ ก่อนที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่จะส่งยิ้มกลับไปให้อย่างเป็นมิตร พลางหันไปสั่งการลูกน้องของเขาก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน “ส่วนพวกแกให้รอฉันข้างนอก” เขาเอ่ยเสียงเข้ม “ลูกก็รออยู่ชั้นล่างนี้ก่อนนะ” พ่อของเด็กน้อยพูดขึ้นก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินขึ้นไปด้านบน จึงทำให้โอ๊บไม่รู้ว่าพวกเขาคุยกันเรื่องอะไร แต่เมื่อเสร็จธุระ.. พลเอกคนนั้นก็เดินมาจับไหล่ของเด็กชายโอ๊บพลางบอกว่า “พ่อเธอน่ะแข็งแกร่งที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือแล้วนะ” ก่อนที่เขานั้นจะเดินจากไป และนับจากวันนั้น เด็กน้อยจึงยอมรับในตัวพ่อของเขามาโดยตลอด เขาสมัครใจขอพ่อไปทำงานในเหมืองทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ไม่ว่าจะตอนหลังเลิกเรียนหรือตอนปิดเทอม เพราะคิดว่ามันเป็นอาชีพสุดเจ๋งขนาดที่คนใหญ่คนโตต้องมาขอเข้าพบ แต่พอเริ่มโตขึ้นโอ๊บในวัยหนุ่มก็เลยพอจะเข้าใจเรื่องที่พลเอกคนนั้นบอก เรื่องที่พวกเขาขึ้นไปคุยกันในตอนนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตำแหน่งผู้พิกษ์แห่งทวีปอเมริกาเหนือมากกว่า “เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นอย่างนี้นี่แหละ” โอ๊บที่ยืนเล่าเรื่องอยู่ต่อหน้าสตีฟในตอนปัจจุบันเอ่ย.. “ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะ จะเอาผลไม้ไปให้เจ้าพวกนั้นน่ะ” สายเลือดแห่งออการ์เดี้ยนพูดในขณะที่หอบผลไม้ไว้เต็มวงแขนพลางมองไปยังกลุ่มสนทนาของเกษม สตีฟก็ยิ้มรับด้วยความเป็นมิตร และกล่าวขอบคุณไปตามมารยาทก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกัน.. อีกทางมุมหนึ่งของห้องฝึกต้นไม้.. ก็มีหญิงสาวอีกคนแอบไปหลบมุมนั่งกอดเข่าอยู่ริมต้นไม้ใหญ่เพียงคนเดียว ตาของเธอจ้องมองไปยังดวงจันทร์สีแดงฉานดวงโตที่ลอยตระหง่านบนท้องฟ้า “ความรู้สึกนี้มันอะไรกันนะ?” ชาชาเดียร์นึกในใจด้วยความสับสน “ใจหนึ่งมันก็รู้สึกมีความสุขที่ได้เป็นอิสระ แต่อีกใจกลับรู้สึกโหยหาความเย็นชาของเขาคนนั้นจริง ๆ ” สาวรัสเซียใช้มือทัดผมบลอนด์อันยาวสลวยของเธอไว้หลังหู โดยที่ดวงตาของเธอนั้นยังไม่ละออกจากพระจันทร์ดวงสวย “ถึงแม้ฉันจะดูเหมือนถูกนายทำให้เป็นทาสรักปลอม ๆ ด้วยคมเขี้ยว แต่ความรู้สึกที่ฉันมีให้นายมันคงเป็นเรื่องจริงสินะ ที่รัก..” เธอเอื้อมมือข้างเดิมที่ใช้ทัดผมไปสัมผัสต่อยังบริเวณคอที่ในอดีตเคยเป็นรอยกัดของยอดทูนหัว ส่วนในอีกมุมหนึ่ง ทางฝั่งของไบซ์ก็มุ่งหน้าเข้าไปหามิมิโนะในทันทีเพื่อสอบถามเรื่องของการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการของพี่ชาย “นี่.. เธอคือคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับต้นออก้าอะไรนั่นใช่ไหม?” บอดี้การ์ดสาวถามขึ้น “ใช่แล้วล่ะ มีอะไรให้ช่วยอย่างนั้นหรือ?” หญิงสาวในชุดกิโมโนตอบกลับอย่างสุภาพและเป็นมิตร “ถ้าพี่ชายของฉันเพิ่งใช้ต้นออก้าเพื่อฟื้นฟูพลังไป เราจะสามารถใช้มันซ้ำได้อีกทีตอนไหนเหรอ?” ไบซ์ถามอย่างไม่อ้อมค้อม “อย่างนั้นหรือ? ไม่เป็นปัญหาหรอก.. มาสิ.. ฉันจะพาเธอไปเอาเจ้าสมุนไพรนั้นเอง” มิมิโนะยังคงพูดอย่างนิ่มนวลก่อนจะจูงมือไบซ์เดินออกไปด้านนอกของห้องฝึกต้นไม้เพื่อหาสมุนไพรนั้นมารักษาพี่ชาย ส่วนโพซิเออร์เองก็ยังคงเดินตามเกาะชายเสื้อบอดี้การ์ดสาวของเขาตามปกติ และอีกกลุ่มหนึ่งในห้องฝึกต้นไม้นั้น ก็เป็นกลุ่มที่ประกอบไปด้วย เกษม มีสท์ จิมมี่ โอ๊บ แล้วก็พวกมุกกี้ แอมมี่ แฮปิส และพอลซึ่งเป็นพวกที่ยังไม่สามารถใช้พลังอวัยวะพิเศษของตนเองได้ แต่ที่แห่งนั้นกลับปราศจากเงาของอลันโดยสิ้นเชิง.. “นี่นายจะทำอะไร?” จิมมี่พูดพลางมองไปที่โอ๊บ ในขณะที่หนุ่มแคนาเดียนเอื้อมมือไปคว้าบุหรี่จากซองที่เหน็บไว้ตรงกางเกงของเขาก่อนจะเอาไปคาบไว้เตรียมตัวจุดสูบ “ฉันเห็นนายสูบแล้วมันเท่ดีอ่ะเลยอยากลองมั่ง ขอไฟแช็กหน่อยสิ” สายเลือดแห่งผู้พิทักษ์พูดพลางแบมือออก แต่ทันใดนั้นดิไอรอนลังก็ได้ปฏิเสธกลับไปในทันทีซึ่งดูมันจะรุนแรงเกินไปหน่อย.. ผุ่บ! เขาเหวี่ยงหลังมือไปยังบุหรี่ที่โอ๊บคาบอยู่จนหลุดออกจากปาก ก่อนจะควงมือข้างนั้นและใช้นิ้วกลางกับนิ้วนางคีบบุหรี่มวนเดิมที่กำลังลอยเคว้งอยู่ในอากาศกลับมาคาบไว้ที่ปากของตนเอง “อย่าคิดสั้นจะดีกว่า.. ถ้าแกไม่ได้มีปอดเหล็กอย่างฉันน่ะ สูบไปก็มีแต่ตายกับตาย” เขาพูดพลางใช้มือป้องกันลมก่อนจะจุดไฟที่ปลายมวน “แล้วมันจะมีค่าอะไรล่ะ สุดท้ายนายก็พ่นควันนั้นออกมา เราก็รับควันบุหรี่มือสองต่อจากนายอยู่ดี” มีสท์ขมวดคิ้วถามด้วยความคาใจ “อย่าเข้าใจกันผิดสิ ฉันน่ะไม่เคยฆ่าใครทางอ้อมแบบนั้นหรอกนะ ในควันที่ฉันพ่นออกมาน่ะ มันไม่มีสารพิษตกค้างเหลืออยู่แล้ว ปอดของฉันสามารถกำจัดมันทิ้งไปได้จนหมด ซึ่งฉันถือว่าการสูบบุหรี่เป็นการฝึกอวัยวะพิเศษของฉันไปในตัวน่ะ.. แล้วก็ขอย้ำอีกที่ว่าถ้าพวกนายไม่ได้มีปอดเป็นอวัยวะพิเศษล่ะก็ อย่าเริ่มสูบมันเลยจะดีกว่า มันไม่ดีต่อสุขภาพ แล้วก็ไม่ได้เท่ด้วย!” ชายผู้มีรอยสักลายพร้อยไปทั่วร่างเน้นย้ำ “อ้อ.. อย่างนี้นี่เอง แต่วิธีการฝึกอวัยวะพิเศษของนายมันแปลกดีจริง ๆ นะ ว่าแต่ฝีมือระดับนายทำไมถึงยอมไปเป็นลูกน้องของดันทัวร์ได้ล่ะ?” เกษมเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับท่าทางตั้งหน้าตั้งตาฟังเป็นอย่างมาก “ถ้าให้เล่าก็เริ่มตั้งแต่วันนั้นที่มันประกาศว่าจะจัดปาร์ตี้น่ะ แล้วฉันเองมันก็เป็นพวกสายปาร์ตี้อยู่แล้วด้วย แค่ดูจากภายนอกพวกนายก็น่าจะรู้” จิมมี่ใช้สายตากวาดมองรอยสักบนเรือนร่าง “น่าจะเป็นช่วงตอนที่กำลังสอบวิชาการใช้ชีวิต พวกนายจำได้หรือเปล่า?” เขาพูดต่อพลางนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก่อนจะเล่าออกมาเป็นภาพให้เพื่อน ๆ ฟัง.. ย้อนกลับไปในตอนที่ดันทัวร์เริ่มใช้อุบายหลอกล่อนักศึกษาออแกเนียนไปเป็นสมุนในช่วงแรก ๆ ณ บริเวณหน้าหอพักในขณะที่จิมมี่กำลังเดินทางกลับมาพักผ่อน แต่ทันใดนั้นเองก็ได้มีมือมาสะกิดไหล่ของเขาตอนที่กำลังจะเดินกลับเข้าไปภายในหอพัก “นี่นาย ๆ สนใจจะไปร่วมงานปาร์ตี้ของคนที่ชื่อดันทัวร์ไหม?” เมื่อไอ้ปอดเหล็กหันกลับไปเขาก็เจอเข้ากับเด็กชายร่างใหญ่หน้าละอ่อนที่มีหนวดประหลาด ๆ ตวัดงอนงามไม่เข้ากับหน้าตาสุด ๆ เป็นคนทักทายเขา และเมื่อได้ยินคำว่าปาร์ตี้ จิมมี่ก็ยิ้มด้วยมุมปากออกมาก่อนจะตอบรับภายในทันที “ปาร์ตี้เหรอ?.. ได้สิ คนอย่างฉันถ้ามีคนชวนไปปาร์ตี้ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ไหนฉันไม่เคยพลาดอยู่แล้ว” “ว้าว! เยี่ยมจริง ๆ นายเป็นคนแรกเลยนะเนี่ยที่ฉันชวนสำเร็จ” หนุ่มหน้าหนวดดีใจจนกระโดดโลดเต้นราวกับเป็นเด็กน้อย และเมื่อถึงเวลา.. จิมมี่ก็ได้ไปตามที่นัดหมายคือห้องฝึกต้นไม้ห้องแรก แต่สิ่งที่เห็นนั้นมันทำให้เอาเขาผิดหวังเสียมาก ๆ โดยบรรยากาศคือปาร์ตี้แย่ ๆ ที่มีมาร่วมงานเพีบงหยอมแหยม ทั้งงานมีเพียงแค่สี่คนเท่านั้น คือตัวเขา เด็กหนุ่มที่ชวนเขามา ดันทัวร์ที่นั่งอยู่เงียบ ๆ แล้วก็ชาชาเดียร์ที่กำลังนั่งจิบค๊อกเทลพลางส่งสายตาหวานหยดย้อยไปยังแวมไพร์หนุ่ม.. เพลงที่เปิดก็ยังคงดังต่อไป จนสักพักก็มีไอ้เด็กหนวดงอนกระโดดออกมาเต้นอย่างเมามันอยู่คนเดียว ซึ่งคนอย่างจิมมี่ที่ผ่านงานปาร์ตี้มาจนนับไม่ถ้วนจึงอดรนทนไม่ไหว เขาเดินมุ่งเข้าไปหาเจ้าของงานด้วยอาการหัวเสียในทันที “เฮ้ย!.. แกคือคนที่ชื่อดันทัวร์ใช่ไหม?” เขาตรงไปยังชายผิวซีด แต่ผู้รับสารไม่ได้ตอบรับแต่อย่างใด เขาแค่เพียงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะกลับมานั่งอยู่ในท่าเดิม “แกกล้าเรียกงานโง่ ๆ แบบนี้ว่าปาร์ตี้เหรอ? แต่ถ้าแกจะเรียกมันว่าปาร์ตี้จริง ๆ นี่ก็เป็นงานปาร์ตี้ที่ห่วยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยว่ะ! เสียอารมณ์จริง ๆ ” จิมมี่ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจ ก่อนจะกร่นด่าดันทัวร์ด้วยคำสบถหยาบคายอีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งทางฝั่งของแวมไพร์หนุ่มก็นิ่งเงียบไม่ได้ตอบโต้อะไรจิมมี่กลับไปเลยแม้แต่คำเดียว เขารอจนดิไอรอนลังบ่นความอัดอั้นจนเสร็จ ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา.. “แกอยากจะลองความรู้สึกอะไรใหม่ ๆ ที่แกไม่คิดว่าจะมีความรู้สึกนั้นบนโลกหรือเปล่าล่ะ?” เขาถามด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “ไม่อ่ะ..” จิมมี่บอกปัดเสียงแข็ง “แล้วถ้าสิ่งที่แกพูดถึงมันคือพวกเหล้ายาหรืออะไรพรรค์นั้น ฉันอยากจะบอกว่าฉันลองมาครบทุกอย่างแล้วว่ะ.. แกดูหน้าฉันสิ ฉันเหมือนคนที่อ่อนต่อโลกมากนักหรือไงวะ!?” เขาชี้หน้าชายผู้ดูท่าหยิ่งทะนงผู้นั่งอยู่เบื้องหน้า “ไอ้อบายมุขพวกนั้นน่ะ.. มันเป็นเพียงแค่สิ่งมอมเมา แกจะไปลองมันทำไม? มันไม่ได้ทำให้ชีวิตแกดีขึ้นเลย มีแต่จะทำให้แย่ลง แต่สิ่งที่ฉันกำลังจะมอบให้แกต่อไปนี้เนี่ย มีแต่จะทำให้ชีวิตแกดีขึ้น.. ฉันจะให้แกตัดสินใจอีกที คิดทบทวนดี ๆ ก่อน.. แล้วฉันก็รับประกันได้เลยว่ามันจะเป็นความรู้สึกที่แกไม่เคยสัมผัสจากที่ไหนมาก่อนแน่นอน” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ลุกขึ้นยืนพลางจ้องไปยังดวงตาของชายชาวละตินด้วยใบหน้านิ่งเรียบไร้ความรู้สึก “ไม่อ่ะ.. ฉันไม่มีอารมณ์แล้ว” จิมมี่เบือนหน้าหนี ก่อนที่เขาจะหันหลังพลางเดินตรงไปยังประตูทางออก “ไม่มีอารมณ์หรือไม่กล้ากันแน่?..” ดันทัวร์เย้ย และเหมือนว่ามันจะได้ผล.. เพราะแค่ประโยคนั้นกลับทำให้จิมมี่ชะงักกึก เขาเดินวกกลับมายืนประชันหน้ากับชายผิวซีดอีกครั้ง “แกว่าใครไม่กล้านะ? ไหนล่ะ? สิ่งที่แกจะให้ฉันลอง” ดันทัวร์ยิ้มกริ่มก่อนที่จะง้างกรามของเขาออกจนสุดและลงเขี้ยวไปที่คอของจิมมี่อย่างรวดเร็ว! โดยหลังจากที่ได้รับคมเขี้ยว เจ้าของฉายาไอ้ปอดเหล็กก็ล้มตึงลงไปดิ้นกับพื้นอย่างทุรนทุราย อาการของเขาดูหนักกว่าทุกคนที่ดันทัวร์เคยฝังเขี้ยวมาทั้งหมด.. และทางด้านตัวของแวมไพร์จอมกระหายเลือดเองก็สัมผัสได้ว่าพลังของไอ้หนุ่มสักลายคนนี้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนที่ตัวเองเคยฝังเขี้ยวมาเช่นกัน เขายืนลุ้นอยู่สักพักเพื่อไม่ให้เหยื่อรายล่าสุดที่ได้รับพลังนั้นช็อคจนตาย และทุกอย่างก็เป็นได้ตามหวัง เมื่อจิมมี่ลุกกลับขึ้นมายืนได้ในที่สุด.. “ขอบคุณมากที่มอบพลังนี้ให้กับฉัน” ดิไอรอนลังพูดพลางพินิจไปที่ร่างกายของตนเอง ซึ่งโดยรูปลักษณ์ทางกายภาพมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย แต่ภายในอวัยวะพิเศษของเขานั้นกลับอัดแน่นไปด้วยพลังที่สามารถดึงอินฟินิตี้ฟอร์สออกมาได้จำนวนมหาศาลแบบที่เขาไม่เคยมี และไม่เคยคิดว่าจะได้ครอบครองพลังขนาดนั้นมาก่อน ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเช่นนี้ ท่าทีกับการกระทำของเขาต่อจิมมี่ดูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน “นายคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยฝังเขี้ยวมาเลย..” ดันทัวร์ยิ้มด้วยความภาคภูมิ “โชคดีจริง ๆ ที่มีเจ้านี่ ด้วยความแข็งแกร่งของมันภารกิจของเราคงลุล่วงได้ไม่ยากแน่” แวมไพร์หนุ่มคิดขึ้นในใจ ซึ่งเป็นอันจบเรื่องราวในอดีตของจิมมี่ที่เขาแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง..