การพบกันครั้งแรกในห้องสมุดหลวงได้นำไปสู่การนัดหมายอย่างลับๆ ครั้งที่สอง ณ ศาลาแปดเหลี่ยมริมสระบัวยามค่ำคืน แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมาบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ สะท้อนเงาของม่านหมอกจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือผืนน้ำ สร้างบรรยากาศลึกลับชวนฝัน
เหม่ยหลิง มาถึงก่อนเล็กน้อย เธอสวมชุดสีฟ้าอ่อนที่กลมกลืนกับรัตติกาล ใบหน้าสวยสะดุดตายามต้องแสงจันทร์ เมื่อ ซูเหยียน มาถึงในชุดคลุมสีดำที่ซ่อนเร้นกาย เขาก็ััได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยจากตัวเธอ ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างไม่เป็จังหวะ
"ขออภัยที่ให้คุณหนูต้องรอ" ซูเหยียนเอ่ยเสียงนุ่ม
"ไม่เป็ไรท่านบัณฑิต ข้าก็เพิ่งมาถึง" เหม่ยหลิงตอบ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นทันที "ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านสืบเื่นี้ไปถึงไหนแล้ว? และท่านสงสัยผู้ใดอยู่บ้าง?"
ซูเหยียนถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มเล่าเื่ที่เขาเก็บงำมานาน "ที่ผ่านมา ข้าได้รวบรวมข้อมูลจากการพูดคุยกับนางกำนัลและขันทีที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับผู้ตาย รวมถึงบันทึกเก่าๆ ที่พอจะหาได้ในห้องสมุด" เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ลักษณะการตายของหญิงสาวเหล่านี้คล้ายคลึงกัน... ร่างกายซีดเซียว เืในกายแทบไม่เหลืออยู่เลย และมักเกิดขึ้นใน่เวลาใกล้ค่ำ หรือยามวิกาล"
"ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือการบุกรุกที่ชัดเจน?" เหม่ยหลิงถามในเชิงนักสืบ
"นั่นแหละคือสิ่งที่น่าสงสัย" ซูเหยียนพยักหน้า "เหมือนผู้ตายจะยินยอม หรือไม่ก็ไม่สามารถขัดขืนได้เลย" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองตรงมาที่เหม่ยหลิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจ "และสิ่งที่น่าใยิ่งกว่านั้นก็คือ... ข้าสงสัยว่า มีคนใกล้ชิดฮ่องเต้ เข้ามาเกี่ยวข้อง"
เหม่ยหลิงเบิกตากว้าง "ท่านหมายถึง... ใครกัน?"
"ข้ายังไม่สามารถระบุตัวตนได้แน่ชัด แต่มีหลักฐานบางอย่างชี้ว่าบุคคลผู้นั้นมีอำนาจสูงส่ง สามารถเข้าออกตำหนักของเหล่าสนมได้อย่างอิสระโดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง และมักจะปรากฏตัวใน่เวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" ซูเหยียนกระซิบเสียงต่ำ "ข้าพยายามสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลลึกลับผู้นี้ แต่ดูเหมือนจะมีใครบางคนพยายามปกปิดร่องรอยอย่างแยบยล"
"นั่นหมายความว่าผู้กระทำไม่ใช่แค่มารร้ายธรรมดา แต่เป็บุคคลที่มีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนัก" เหม่ยหลิงสรุป พลางใช้ความคิดอย่างหนัก "พวกเขากำลังใช้ข่าวลือเื่มารร้ายบังหน้าการกระทำอันชั่วร้ายของตน"
"ถูกต้อง" ซูเหยียนพยักหน้า "และข้าสงสัยว่าเื้ัเื่ราวทั้งหมด อาจจะซับซ้อนกว่าที่เราคิด อาจจะเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก หรือมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าแค่การคร่าชีวิตหญิงสาว"
"ท่านคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสนาบดีที่กำลังเคลื่อนไหวเื่การเปลี่ยนตัวฮ่องเต้หรือไม่?" เหม่ยหลิงถามตรงไป เธอรู้เื่ที่บิดาของตนเข้าไปพัวพันกับกลุ่มอำนาจนี้จากบทสนทนาที่เธอแอบได้ยิน
ซูเหยียนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจอีกครั้งที่เหม่ยหลิงรับรู้เื่ราวละเอียดอ่อนเช่นนี้ "คุณหนู... ช่างเฉลียวฉลาดนัก" เขากล่าวชมเชยอย่างจริงใจ "ข้าเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน"
"ท่านเคยเห็น 'ผู้กระทำ' รายนี้ด้วยตาของท่านเองหรือไม่?" เหม่ยหลิงเปลี่ยนคำถามไปที่จุดสำคัญของการสืบสวน
ซูเหยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าเคยเห็นเพียงเงาเลือนรางในยามวิกาล... ร่างกายสูงใหญ่ แผ่ออร่าบางอย่างที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว และที่น่าประหลาดคือ... ไม่ว่าจะหนาวเย็นเพียงใด ร่างนั้นก็ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย"
เหม่ยหลิงนึกถึงสิ่งที่เสี่ยวชิวเล่า และภาพที่เธอเคยเห็นในโลกปัจจุบัน การฆาตกรรมอำพรางโดยใช้ความเชื่อเื่เหนือธรรมชาติเป็ฉากบังหน้าเป็สิ่งที่นักสืบอย่างเธอคุ้นเคยดี เธอเริ่มวาดภาพโปรไฟล์ของผู้กระทำในใจ
"ท่านได้แอบสืบค้นข้อมูลในหอคัมภีร์บ้างหรือไม่? มีบันทึกใดที่กล่าวถึงสิ่งมีชีวิตดูดเืในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฮั่นบ้าง?" เหม่ยหลิงถามต่อ
"ข้าได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น" ซูเหยียนพยักหน้า "มีตำราโบราณบางเล่มที่กล่าวถึง สิ่งมีชีวิตในตำนานที่ดื่มกินโลหิต เพื่อคงความเป็ะ หรือเพื่อเพิ่มพูนพลังอำนาจ บางตำราเรียกพวกมันว่า 'ปีศาจโลหิต' บางเล่มเรียกว่า 'ยมทูตเงา' แต่ทุกตำราล้วนบอกเล่าถึงความน่าสะพรึงกลัวและพลังอำนาจที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป"
"พวกมันสามารถมองเห็นในความมืดได้หรือไม่? มีความเร็วเหนืุ์หรือไม่?" เหม่ยหลิงถามด้วยความอยากรู้ในฐานะนักสืบที่กำลังประเมินภัยคุกคาม
"ใช่... ตามตำรากล่าวไว้เช่นนั้น" ซูเหยียนตอบ "และพวกมันยังสามารถสะกดจิตผู้คนให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจ หรือทำให้เหยื่อไม่สามารถขัดขืนได้"
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกหนาวเย็นสันหลังวาบ เธอเคยคิดว่านี่เป็เพียงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของมนุษย์ธรรมดา แต่เมื่อฟังคำบอกเล่าของซูเหยียนและการเชื่อมโยงกับตำนานโบราณ เธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงความเป็ไปได้ที่ว่า "มารร้าย" เ่าั้อาจไม่ใช่แค่ฉายา แต่เป็สิ่งมีชีวิตที่เหนือธรรมชาติจริงๆ
"ท่านบัณฑิต..." เหม่ยหลิงเอ่ยขึ้น "ข้ามีข้อเสนอ ท่านสามารถบอกข้อมูลที่ท่านสืบได้กับข้า และข้าจะช่วยท่านวิเคราะห์และหาเบาะแสเพิ่มเติม ท่านว่าอย่างไร?" เธอเสนออย่างตรงไปตรงมา โดยใช้หลักการทำงานร่วมกันของนักสืบและผู้เชี่ยวชาญ
ซูเหยียนจ้องมองเหม่ยหลิง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความทึ่งปนสงสัย คุณหนูตรงหน้าช่างแปลกประหลาด แต่ก็เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและไหวพริบ เขาไม่เคยพบสตรีใดเช่นนี้มาก่อน
"คุณหนูหลี่... ช่างเป็สตรีที่ฉลาดเฉลียวเกินใคร ข้าน้อยยินดีอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับท่าน" ซูเหยียนกล่าวพลางโค้งศีรษะให้เธอด้วยความเคารพอย่างจริงใจ
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา สองเงาร่างนั่งสนทนากันอย่างลับๆ ณ ศาลาแปดเหลี่ยม พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่เขาวงกตแห่งความลับและอันตรายของราชสำนักฮั่น โดยไม่รู้เลยว่า กำลังมีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องมองพวกเขาจากเงามืด และรอเวลาที่จะเปิดเผยตัวตน