บทที่ 29 ไม่คาดคิด
ณ เวลานั้น แม้แต่เล่อเวยที่รู้ตัวเร็ว ก็ยังมีเหงื่อเย็นไหลซึมออกมา
ถ้าเธอไม่ได้กินยาเพิ่มพลัง ทำให้การได้ยินกับปฏิกิริยาว่องไวกว่าคนปกติ เธอคงสลบอยู่ตรงนั้นทันทีที่ไม้ตีโดนหัว
และเมื่อฟื้นขึ้นมา คงพบว่าตัวเองถูกจองจำอีกครั้ง!
ภายใต้แสงจันทร์สลัว เล่อเวยผู้มีสายตาดีเยี่ยม มองเห็นสถานการณ์โดยรอบได้อย่างชัดเจน
คนที่นั่งอยู่บนรถเข็นใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลก็คือ เฝิงเจียง!
บริเวณรอบๆ มีชายห้าคนยืนอยู่ แต่ละคนมีท่าทีมุ่งร้าย ชายสองคนในกลุ่มถือไม้ท่อนใหญ่เท่าแขนไว้ในมือ ส่วนอีกคนมีเชือกพันไว้รอบเอว เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะใช้เพื่อมัดคน
ส่วนอีกสองคนถือไฟฉายในมือส่องมาที่เล่อเวย
เมื่อเฝิงเจียงเห็นเล่อเวย เขาก็ยิ้มอย่างเืเย็น “ว่าแล้วว่าแกต้องเป็คนเอายันต์ผีมาติดไว้”
เขาขว้างกระดาษที่ถูกขยำมาที่เท้าของเล่อเวย เธอเหลือบมองแผ่นยันต์สีเหลืองโดยไม่เปล่งเสียงใดๆ
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากพูด แต่เธอต้องระวังตัว
ชาติก่อน สิ่งหนึ่งที่เล่อเวยเรียนรู้จากการใช้ชีวิตอย่างทรหดอดทนในเมืองกวางโจวก็คือ หากอีกฝ่ายพูดจายั่วยุชี้นำ อย่าได้ตอบสนอง เพราะฝ่ายนั้นอาจจะแอบบันทึกคำพูดเอาไว้!
หากงับเหยื่อที่อีกฝ่ายโยนมา อาจสะใจที่ได้พูดมันออกไป แต่กลับพ่ายแพ้ในชั้นศาล!
ถึงแม้จะยังไม่มีปากกาบันทึกเสียงในยุค 80 แต่เครื่องบันทึกเสียงแบบพกพาก็ยังพอจะมีอยู่บ้าง ตราบใดที่มีเส้นสายก็สามารถหาซื้อได้
และเฝิงเจียงก็เป็ประเภทที่หาเส้นสายได้เสียด้วย!
เฝิงเจียงพูดทุกอย่างที่เขาอยากพูดราวกับผายลม ถึงสายตาของเล่อเวยจะจับอยู่ที่เฝิงเจียง แต่ความสนใจของเธอกลับอยู่ที่ชายถือไม้ใกล้ๆ ตัวเอง
คงถึงเวลาทดสอบพละกำลังกับคนพวกนี้แล้ว จะได้รู้ด้วยว่าเธอแข็งแกร่งขึ้นสักแค่ไหน!
เฝิงเจียงยังคงพูดต่อ “คิดไม่ถึงละสิ ว่าฉันจะเตรียมตัวเอาไว้แล้ว ฮ่าๆ ตอนนี้แกมันก็เป็แค่ลูกไก่ในกำมือ สงสัยจริงๆ ว่าแกจะหนีไปได้ยังไง ยังอยากเรียกให้คนมาช่วยอีกไหมล่ะ ะโสิ! ต่อให้แหกปากจนคอแตก ก็ไม่มีใครมาช่วยแกหรอก!”
เล่อเวยไม่สนใจจะฟังคำขู่ซ้ำซากจำเจของเขา เธอใช้จังหวะที่ชายถือไม้หันไปหัวเราะกับเฝิงเจียง กระทืบเท้าดันตัวะโด้วยความเร็วสูงจนเหมือนเธอทะยานลอยขึ้นไปในอากาศ!
ชายที่ถือไม้เงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ และเห็นเพียงแค่ร่างอันงดงามลอยอยู่เหนือตัวเขาก่อนจะเตะลงมา
“พรวด!” เขาถูกเหยียบเข้าที่หน้าอย่างจัง จนต้องพ่นเืที่เต็มปากพร้อมกับฟันที่หักออกมา
เล่อเวยไม่ให้เวลาเขาได้ตั้งตัว เธอคว้าไหล่ของชายคนนั้น บิดหมุนซ้ำไปซ้ำมาจนเกิดเสียงดัง ไหล่ขวาของชายคนนั้นหักในทันที
ทันใดนั้น บรรยากาศโดยรอบก็เงียบลง ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันเช่นนี้
เล่อเวยรู้สึกลิงโลดเป็อย่างมาก ในที่สุดเธอก็ไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ถูกคนอื่นรังแกอีกแล้ว!
แต่เธอก็สังเกตเห็นบางอย่าง
ทางที่ดี ในเวลาที่ต่อสู้ เธอไม่ควรจะทิ้งหลักฐานเอาไว้!
รอยเท้าบนใบหน้าของชายคนนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็รอยเท้าของเด็กสาว หากเฝิงเจียงเรียกตำรวจแล้วแจ้งความเธอ เมื่อตำรวจเปรียบเทียบขนาดรองเท้า ย่อมระบุได้ว่าเธอเป็คนทำ
เล่อเวยจึงคว้าเสื้อของชายคนนั้น ฉีกออกเป็ชิ้นใหญ่แล้วเอามาพันมือของตัวเองเพื่อปิดบังลายนิ้วมือ ก่อนจะหยิบท่อนไม้ที่ตกพื้นขึ้นมา
“แก...แก...”
ก่อนที่เฝิงเจียงจะทันได้ใ เขาก็เห็นเด็กสาวร่างผอมบางจิกผมชายคนนั้น แล้วฟาดหน้าเขาลงกับพื้น!
ภายใต้อุ้งมือของเด็กสาว ร่างใหญ่โตของอันธพาลไม่ต่างอะไรกับไส้เดือนที่ถูกเหยียบย่ำ ไม่ว่าจะบิดตัวหนีไปทางไหน ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการนั้นได้
เล่อเวยแค่้าลบรอยเท้าของตัวเอง แต่การลากใบหน้าชายคนนั้นไปกับพื้นอย่างรุนแรงทำให้คนอื่นๆ เงียบลงไปอย่างเห็นได้ชัด
“เฝิง พี่เฝิง นังนี่มันบ้าหรือเปล่า”
“พี่ไม่ได้บอกว่าเราต้องมาสู้กับคนบ้านี่”
“เอาน่า!” เฝิงเจียงระงับความตื่นตระหนก ก่อนจะะโออกไป “บ้าหรือไม่บ้า นังนั่นก็แค่ขยะ พวกแกสี่คนจะเอาชนะไม่ได้หรือยังไง ต้องได้สิวะ!”
ใช่ ต้องได้สิ!
พวกนักเลงมองหน้ากัน
ก็แค่ผู้หญิง ถึงพอจะรู้ทักษะกังฟูมาบ้าง แต่จะเอาชนะพวกเขาสี่คนได้ยังไง
นักเลงสองคนที่ไม่มีไม้ในมือโยนไฟฉายไปที่เฝิงเจียงแล้วหยิบบางอย่างออกมาจากเอว
นี่ไม่ใช่มีดธรรมดาทั่วไป แต่ยาวและคมกว่ามาก ใบมีดสีเงินสะท้อนเงาแห่งลางร้ายภายใต้แสงจันทร์
หัวใจของเล่อเวยเต้นรัว
มันคือ...กริชทหาร!
เมื่ออยู่ในมืออันธพาลที่แข็งแกร่ง กริชเล่มนั้นก็สามารถตัดแขนของเล่อเวยได้อย่างง่ายดาย!
บทที่ 30 เลยเถิด
ชาติก่อนในกวางโจว เล่อเวยเคยเห็นแก๊งนักซิ่งฟันคนด้วยมีดหั่นแตงโมอย่างน่าสยดสยอง!
ถึงแม้การใช้มีดหั่นแตงโมฟันจะฟังดูโเี้ แต่ใบมีดไม่ถือว่าคมมาก คนถูกฟันยังพอจะมีโอกาสรอด หากไปถึงโรงพยาบาลได้ทัน
แต่กริชสองเล่มนั้นน่ากลัวและคมกว่ามาก หากโดนฟัน พระเ้าก็คงจะช่วยเธอไม่ได้!
เล่อเวยรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก!
ไม่ใช่ว่าเธอหวาดกลัว แต่ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ ใครบ้างไม่ประหม่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคมดาบ!
ถึงเล่อเวยจะเคยใช้ชีวิตมาแล้วหนึ่งชาติ แต่เธอไม่เคยถูกกริชทหารสองเล่มจ่อหน้าแบบนี้มาก่อน!
เธอกำไม้ในมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
ไม่ได้การแล้ว เธอต้องรีบแก้สถานการณ์โดยด่วน!
เล่อเวยย่อตัวลง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแทงจากกริชในมือของอีกฝ่าย เธอจะะโใส่เขาจาก้าไม่ได้
แม้แต่พวกนักเลงยังต้องใช้กำลังในการฟันใครสักคน กระดูกไม่ใช่กระดาษ จึงต้องพึ่งความเร็วและแรงโน้มถ่วง
เล่อเวยไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้โต้กลับ เธอพุ่งตัวออกไป แล้วใช้ไม้ตีข้อเท้าของนักเลงคนหนึ่งในนั้น
นี่คือจุดอ่อนของทุกคน!
แน่นอน คนที่เหลือะโก้องและวิ่งไล่ตามเธอพร้อมกับกริชในมือ “มึงมันรนหาที่ตาย!”
เล่อเวยอ้อมไปด้านหลังเฝิงเจียง ก่อนจะผลักรถเข็นอย่างแรง ใช้เฝิงเจียงเป็เกราะสกัดพวกนักเลงที่วิ่งตามมา
พวกนั้นหยุดเท้าเกือบไม่ทัน แถมยังฟันกริชไปโดนรถเข็นของเฝิงเจียง
“ตาบอดหรือไงวะ! ดูให้ดีก่อนฟันสิโว้ย!” เฝิงเจียงโพล่งออกมาพร้อมกับเหงื่อเย็นเต็มหน้า จากนั้นดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้าง เมื่อเห็นว่าเล่อเวยปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของนักเลงพวกนั้นพร้อมกับชูไม้ในมือ
เสียงฟาดดังพลั่ก
นักเลงคนหนึ่งร่วงลงกับพื้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา ภายใต้ความมืดยามราตรี นักเลงที่ถือกริชอีกคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
“ระวัง!” เฝิงเจียงะโ แต่สายเกินไปแล้ว ใบหน้าของชายคนหนึ่งอาบเืจากไม้ที่ฟาดลงมา ก่อนจะล้มหงายลงบนพื้น
เสียงไม้ฟาดกระทบเนื้อดังติดต่อกันหลายครั้ง
ชั่วพริบตา นักเลงทั้งห้าคนที่เฝิงเจียงพามาก็ถูกเล่อเวยตีจนสลบไปทั้งหมด
เหลือเพียงเฝิงเจียงที่นั่งตัวสั่นอยู่บนรถเข็น “เดี๋ยวก่อน ฉันมีเื่จะพูด คือ...เอ่อ!”
เล่อเวยไม่ให้โอกาสเขา เธอใช้ไม้ฟาดเฝิงเจียงจนหมดสติไปอีกคน
หลังจัดการคนทั้งหกแล้ว เธอก็ใช้มือที่พันด้วยผ้าค้นตัวเฝิงเจียงดูว่าเขาซ่อนเครื่องอัดเสียงไว้หรือไม่
และก็จริงดังคาด มีเครื่องอัดเสียงจากต่างประเทศซ่อนอยู่ในอกเสื้อของเขา เนื้อเทปกำลังหมุนแสดงถึงการอัดเสียงไว้อย่างชัดเจน
เล่อเวยดึงเทปนั้นออก เหยียบมันจนแตก และเก็บเครื่องอัดเสียงคืนใส่กระเป๋าของเฝิงเจียง
นี่เธอต้องทำอะไรต่อกันนะ
ยันต์ของเล่อตงที่ฉีกขาด ไม่รู้จะยังใช้การได้หรือไม่ แต่เธอก็อยากจะลองดู
เล่อเวยคลี่แผ่นยันต์สีเหลืองที่ถูกขยำแปะกลับไปที่ตำแหน่งเดิม จากนั้นก็วางวัตถุไวไฟทั้งหมดตามจุดที่เล่อตงบอก
หลังลากตัวเฝิงเจียงและพรรคพวกไปไว้ใต้ต้นไม้ห่างจากลานบ้านสกุลเฝิง เธอก็รวบรวมสิ่งที่ควรจะเก็บ และโยนสิ่งที่ต้องทำลายเข้าไปในลานบ้าน เล่อเวยหยิบนกหวีดที่เล่อตงมอบให้ออกมาจากอกเสื้อก่อนจะเป่ามันอย่างแรง
รออยู่ครู่หนึ่ง
แต่...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ยันต์ที่ฉีกขาดใช้การไม่ได้จริงหรือนี่ แต่เธอไม่มีโอกาสแก้แค้นอีกเป็ครั้งที่สอง ต้องคืนนี้เท่านั้น คิดแบบนั้นแล้ว เล่อเวยจึงเป่านกหวีดติดกันอีกหลายครั้ง
และสิ่งที่เธอไม่ทันได้สังเกตก็คือ ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มมีเมฆรวมตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ บริเวณโดยรอบมืดสนิท มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วของตัวเอง
เพียงแต่ศักยภาพในการมองเห็นตอนกลางคืนของเล่อเวยดีขึ้นมากจากผลของยาเพิ่มพลัง เธอจึงมองเห็นเกือบทุกอย่าง และเพราะยังไม่ชินกับความสามารถที่เพิ่งจะได้มา เล่อเวยจึงเข้าใจไปเองว่าเห็นทุกอย่างได้เพราะแสงจันทร์
เธอลองเป่านกหวีดเป็ครั้งสุดท้าย หากไม่ได้ผลจริงๆ เธอก็จะกลับบ้านไปถามเล่อตงและหาหนทางอื่นดู ยังไงเสีย การกลับไปกลับมาสำหรับเธอก็ไม่ใช่ปัญหา
แต่ทันทีที่นกหวีดััริมฝีปากของเล่อเวย เธอก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืจากใต้ฝ่าเท้า
ไม่สิ!
จากเบื้องบนต่างหาก!
แผ่นดินกำลังสั่นะเื มีแสงวูบวาบแล่นผ่านเมฆดำมืดมาจากที่ไกลๆ
แผ่นดินไหวเหรอ...ไม่มีทาง
วินาทีถัดมา เสียงฟ้าร้องก็ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งท้องฟ้า สายฟ้าฟาดถล่มลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนแทบจะเปลี่ยนกลางคืนให้กลายเป็กลางวัน!