“ดีจ้ายายวันนี้ผมแวะมาเยี่ยมน่ะ ถึงจะบอกว่ามาเยี่ยมก็เถอะแต่จริง ๆ แล้วมีเื่จะสารภาพอะแฮ่ม ผมเข้าเื่เลยแล้วกันนะครับคุณยาย คือว่าเงินมรดกที่คุณยายทิ้งไว้ให้นั้นผมใช้มันหมดไปแล้วละ ฮ่าๆ”
ผมหัวเราะเสียงดังลั่นต่อหน้าหลุมศพของคุณยายพร้อมเอามือเขกหัวตัวเองเบาๆ
“อ๊ะ!! ผมไม่ได้ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายหรอกนะ แต่ว่าผมให้คนที่้ามันมากกว่าผมไปน่ะซึ่งการช่วยเหลือแบบนี้ผมไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาของเขาได้จริง ๆ ไหม แต่ผมก็ยังอยากจะทำมันเหมือนที่คุณยายสอนให้ผมคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนกว่าเสมอนั้นแหละถึงอย่างนั้นคุณยายไม่ต้องเป็ห่วงเื่ความเป็อยู่ของผมหรอกนะ ผมเริ่มทำงานที่ฟาร์มคุณวิลเลี่ยม...”
แปะ! แปะ! แปะ!
ขณะที่ผมกำลังพูดกับป้ายหลุมศพของคุณยายอยู่นั้น ฝนก็เริ่มตกลงมาปรอยๆ
“โอ๊ย!! แย่จังเลยฝนดันมาตกซะได้ ดูเหมือนว่าผมต้องไปแล้วนะยายไว้จะกลับมาเยี่ยมใหม่นะครับ”
เมื่อกล่าวลาเสร็จผมก็นำช่อดอกไม้และทั้งหมดนั้นเป็ดอกเดซี่สีส้ม ซึ่งเป็ดอกไม้ที่คุณยายชอบมาวางลงที่หลุมศพของคุณยายแล้วค่อยๆ เดินออกจากสุสานที่อยู่ด้านหลังของโบสถ์แต่ว่าฝนนั้นได้ตกลงมาห่าใหญ่อย่างกับฟ้ารั่วยังไงยังงั้น ลมก็แรง พายุเข้ารึเปล่านะ?ผมได้แต่คิดอย่างนั้น ดังนั้นผมจำเป็ต้องเข้าไปในโบสถ์เพื่อใช้เป็ที่หลบฝน
เมื่อผมเข้ามาภายในตัวโบสถ์ก็พบกับโถงขนาดใหญ่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องประกอบพิธีทางศาสนาหลายชนิดมีม้านั่งยาวหลายแถวอีกฝั่งของห้องนั้นตรงกลางมีรูปปั้นผู้หญิงสวมชุดคลุมยาวสวมมงกุฎประดับด้วยอัญมณี6 ชนิด เป็งานประติมากรรมที่สวยงาม ถูกสร้างด้วยช่างฝีมือที่มีความประณีตมากด้านหลังเป็งานศิลปะกระจกสีซึ่งมีทั้งหมด 6 บาน เป็รูปเทพและเทพีต่างๆซึ่งด้านหน้าของรูปปั้นมีแท่นสำหรับทำพิธีตั้งอยู่ พอมองไปที่แท่นบูชานั้นก็มีซิสเตอร์กำลังนั่งคุกเข่าสวดภาวนาอยู่ตรงนั้น
ปัง!!
เสียงกระแทกของประตูโบสถ์ที่ถูกลมพัดดังขึ้น ทำให้ผมกับซิสเตอร์คนนั้นต้องสะดุ้งเฮือกขึ้นมาเธอได้หันมาทางต้นตอของเสียง จากนั้นตาของพวกเราสบเข้าด้วยกัน ั์ตาสีฟ้าอ่อนภายใต้ผ้าคลุมหัวนั้นผมของเธอมีสีบลอนด์อ่อนส่องประกายราวกับแสงแดดยามเช้ารูปร่างสูงโปร่งดูเป็สง่า และใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา ถึงเธอจะทำหน้าตื่นตระหนกที่ดูตลกหน่อยๆ ก็เถอะ แต่ความสวยของเธอทำให้ผมรู้สึกประหม่าขึ้นมาเลยจริงๆ
“ขะ...ขะ...ขอโท- โอ๊ย!!”
“คะ? สาโท?”
โธ่เว้ย!! ดันกัดลิ้นตัวเองซะได้ น่าขายหน้าชะมัดเลยจะว่าไปเราคุยกับผู้หญิงครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันล่ะเนี้ย? เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับงานที่ฟาร์มแถมที่ฟาร์มของคุณวิลเลี่ยมก็มีแต่ตัวผู้ทั้งนั้นถ้าเป็ผู้หญิงในหมู่บ้านนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแค่พูดว่า “สวัสดี” พวกหล่อนก็เดินหนีผมแล้ว อาจจะเป็เพราะรูปร่างหน้าตาของเราหรืออะไรก็ตามแต่ผมเื่คิดเื่หาเหตุผลไปนานแล้ว แต่ทว่าตอนนี้การคุยกับผู้หญิงครั้งแรกในรอบหลายปีดันมาพังไม่เป็ท่าอายซะจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีวุ้ย แต่ใจเย็นก่อนสิตัวข้าเพื่อแก้สถานการณ์ที่เราทำพังไปเมื่อกี้นี้ จังหวะนี้เราต้องรอดูท่าทีของอีกฝ่ายไปก่อนเอาล่ะคุณซิสเตอร์คนสวยจะมาไม้ไหนกันล่ะ!?
“เอ่อ... คือว่า...”
ให้ตายสิเอาเข้าจริงก็ไม่กล้าสบตาเ้าหล่อนเลย
“คุณมาสารภาพบาปใช่ไหมคะ?”
“ครับ!!”
10 นาทีต่อมา
ซะ...ซวยล่ะสิ ทำไมถึงเป็อย่างนี้ไปได้ทั้ง ๆ แค่มาหาที่หลบฝนเท่านั้นเองแต่การที่เราต้องมาลงเอยในห้องสารภาพบาปแบบนี้เป็เพราะเราดันตอบไปโดยไม่ทันคิดนั้นแหละแล้วเราดันไม่มีเื่อะไรที่จะต้องมาสารภาพด้วยสิ แต่ถ้านั่งเงียบก็จะถูกเข้าใจผิดเข้าไปใหญ่แน่จะหนีกลับตอนนี้ก็ไม่ได้อีก โธ่เว้ย!! ยังไงตอนนี้ก็ต้องตามน้ำไปก่อนแล้วกัน
“ขออภัยที่ให้รอนานนะคะตอนนี้บาทหลวงท่านไม่ว่าง วันนี้ฉันเลยจะทำหน้าที่รับฟังความทุกข์ของคุณแทนหลวงพ่อเองค่ะถึงว่าฉันจะเริ่มงานวันนี้เป็วันแรกแต่ฉันก็จะพยายามทำอย่างเต็มที่เพื่อคลายความทุกข์ของคุณค่ะ ไม่ว่ายังไงทางนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“โอะ...โอ้ ครับฝากเนื้อฝากตัวเช่นกันครับ ว่าแต่บาทหลวงคอลลินส์ไปไหนงั้นเหรอครับ? เห็นปกติก็ทำตัวว่างอยู่ตลอดนี้นา”
ถ้าจะให้พูดถึงบาทหลวงคอลลินส์แล้วล่ะก็ อ่า… จะว่ายังไงดีล่ะเป็ตาแก่บ้า ๆ บอ ๆ ที่ทำตัวไม่เหมาะสมกับการเป็บาทหลวงเลยสักนิด แต่ว่าต้องยอมรับว่าฝีมือในการรักษานั้นเป็ของจริงผู้คนในเมืองนี้รู้จักเขาในฐานะหมอผู้มากความสามารถถึงดูจากการกระทำแล้วจะไม่ใช่ก็เถอะและเขาก็เป็ผู้มีพระคุณของผมด้วยนั้นก็คือในวันที่คุณยายล้มป่วยก็ได้เขามาคอยรักษาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลยสักแดงซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยรู้เหตุผลหรอกว่าทำไมเขาต้องคอยช่วยเหลือพวกเราขนาดนี้อย่างไรก็ตามมีเหตุผลบางอย่างดูเหมือนตาแก่บ้านั้นจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าผมสักเท่าไหร่พอเจอหน้ากันทีไรก็ชอบมาทำเขม่นใส่ และพูดประมาณว่า “คนอย่างแกฉันไม่วันยอมรับหรอก”บ้างล่ะ “ฉันจะเจี๋ยนแก” บ้างล่ะ เป็คนที่รับมือยากจริง ๆ ผับผ่าสิ พอมาเยี่ยมหลุมศพคุณยายทีไรก็ต้องคอยหลบหน้าไอตาแก่นั้นทุกที
“จริง ๆ แล้วั้แ่ฉันกลับมาที่นี้ท่านก็เริ่มทำตัวแปลกๆ ไปนะคะ คือหลังทานมื้อเช้าเสร็จก็มักพึมพรำว่า “ต้องคอยเฝ้าระวังเ้านั้น” จากนั้นก็รีบออกไปเดินตรวจตรารอบโบสถ์กลับมาอีกทีก็ตอนหัวค่ำค่ะ หรือว่า...ตอนนี้เมืองของเรามีปัญหาเื่มอนสเตอร์บุกรุกอยู่งั้นเหรอคะ!?”
ถึงจะไม่ได้เห็นสีหน้าของเธอเพราะผนังของห้องสารภาพบาปที่กั้นเราทั้งสองไว้แต่แค่ฟังจากน้ำเสียงของเธอนั้นแสดงออกให้เห็นถึงความกังวลอย่างชัดเจน
“อืมมมม เท่า ๆที่ผมรู้คิดว่า่นี้ไม่น่ามีปัญหามอนสเตอร์บุกรุกนะครับ”
ผมทำท่าเท้าคางและครุ่นคิดสักครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบออกไปแบบนั้น
“จริงเหรอคะ!?”
“แน่นอนครับ เอาหัวผมเป็ประกันเลย”
“ฟู่... งั้นคุณพ่อก็คงต้องทำเื่อะไรไร้สาระอีกแล้วสินะเฮ้อ!! ฉันละอยากให้เขาจริงจังกับงานแบบนี้บ้างจังเลยนะ”
“ใช่ๆ คือว่านะตาแก่นั้นนะ เวลาทำพิธีสำคัญอยู่ก็เอาข้าวกล่องขึ้นมากินเฉยเลย หรือบางทีก็โดดงานไปก๊งเหล้าที่บาร์ั้แ่หัววันอยากให้คนเคารพก็พยายามหน่อยสิตาแก่เอ๊ย!!”
“ทางฉันเอง ตอนที่ฉันยังเด็กนะคะเวลาฉันออกไปเล่นกับเด็กในหมู่บ้านก็ชอบแอบตามไปทุกทีพอมีเด็กผู้ชายเข้ามาเล่นกับฉันก็จะส่งเสียงขู่ออกมาทำให้เด็กผู้ชายไม่กล้าเข้าใกล้ฉันเลยแหละค่ะ ฉันละอายจริง ๆ เลย”
“เฮ้อ!!” “เฮ้อ!!”
ดูเหมือนการสารภาพบาปของผมก็กลายเป็การสาธยายบาปของบาทหลวงคอลลินส์ไปเสียแล้วถึงจะรู้สึกผิดแต่ก็ต้องขอบคุณตาแก่คอลลินส์ที่ทำให้เรารอดพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้และเื่นี้ทำให้ผมสนุกปากไปหน่อยผมจึงขุดคุ้ยอดีตอันดำมืดแทบทุกเื่ที่ผมรู้เกี่ยวกับตาแก่นั้นมาเล่าให้ซิสเตอร์ฟัง
แต่ทว่าผมก็รู้สึกถึงความผิดปกติจากทางฝั่งของซิสเตอร์เสียงของเธอนั้นจู่ ๆ ก็แปลกไป และส่งเสียงกัดฟันออกมาเป็ระยะ ๆ ผมรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุจึงได้ถามออกไปออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เอ่อ... คะ...คือว่าซิสเตอร์ครับ ทำไมเสียงของคุณถึงแปลก ๆ ไปล่ะครับ?”
“อ้อพอดีฉันรู้สึกเจ็บคอขึ้นมาค่ะ เหมือนจะไม่สบาย แค่กๆๆ”
ซิสเตอร์ตอบด้วยเสียงแหบแห้งเหมือนคนแก่ พร้อมไอค่อกแค่กออกมา ผมค่อยๆ สังเกตเห็นเงาดำจากอีกฝากของผนังที่ดูแล้วไม่เหมือนเงาของซิสเตอร์เลยแม้แต่นิด
“คุณซิสเตอร์ครับทำไมหุ่นคุณถึงได้ดูล่ำขนาดนี้ล่ะครับ?”
ผมถาม แล้วค่อย ๆ ถอยออกมาเพราะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย
“ก็เพราะมันเอาไว้ฆ่าแกยังไงล่ะไอเด็กบ้า!!”
บาทหลวงคอลลินส์ที่ไม่แสร้งทำตัวเป็ซิสเตอร์อีกต่อไปกระโจนทะลุผนังกั้นเข้ามาจู่โจมผมอย่างเกรี้ยวกราด
กรี๊ดดดดดด!!!
ผมส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างไม่ตั้งใจ พรางหลบการโจมตีของตาแก่ดายฮาร์ดคนนี้ไปด้วย
“แฮ่กๆ เฮ้ย!! ไอหนูอย่าหลบสิฟร่ะ!!”
“แฮ่กๆ บ้าดิ!!ตาแก่ ขืนไม่หลบล่ะก็ได้ไปทำความรู้จักกับคุณผีในสู่สานแหงแซะว่าแต่ได้ยินั้แ่ตอนไหนกัน!?”
เอาแล้วจุ้ย!! เ้าตัวดันโผล่มาซะได้ยังไงก็ตามเพื่อรอดจากสถานการณ์ตรงนี้ต้องหาทางแก้ต่างให้ตัวเอง เราต้องลองยิงถามหยั่งเชิงไปก่อนเผื่อตาแก่นี้ยังได้ยินอะไรไปไม่มาก
“เหอะ!! ั้แ่ต้นนั้นแหละโว้ย!!”
หนอยแน่ เราอุตส่าห์ระวังไม่ให้เ้านี้มาเจอกับลูกสาวสุดที่เลิฟของเราแล้วแท้ๆ แค่คลาดสายตาไปนิดเดียวมันดันมาโผล่ตรงนี้ซะได้ แถมยังมาเผาเื่ของเราให้มาย สวีทฮาร์ทฟังอีกนะแกวันนี้แหละฉันจะลากแกไปลงนรกให้ได้
“ทำอะไรกันอยู่เหรอคะ!?ทั้งสองคน”
เฮือก!!
ราวกับเสียงระฆังช่วยชีวิตจากหญิงสาวที่ยิ้มอย่างเยือกเย็น เธอคนนั้นก็คือซิสเตอร์ที่ไม่ได้ไปั้แ่ต้นตาแก่คอลลินส์เมื่อได้เห็นใบหน้านั้นของซิสเตอร์ก็ถึงกับสะดุ้งโหยงตัวแข็งทื่อไปเลย
“หนูเห็นทั้งสองสนิทกันถึงยอมให้คุณพ่อเข้ามาฟังเื่ของเขาด้วยแต่ที่ทำแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ?”
“อะ...เอ่อ...คะ...คือ...วะ...ว่า”
เมื่อซิสเตอร์ถาม ตาแก่ที่ตัวแข็งทื่ออยู่เมื่อครู่ก็ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวผมที่เห็นท่าทางของบาทหลวงคอลลินส์ตอนนี้ผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยเพราะคนหยาบกร้านอย่างเขาไม่น่าจะแสดงท่าทีอะไรแบบนี้ออกมาได้ง่าย ๆดูเหมือนว่าซิสเตอร์คนนี้จะกุมจุดอ่อนบางอย่างของเขาไว้อย่างงั้นเหรอผมได้แต่เอียงคอสงสัย
“’งั้นคุณคงเป็ ไลโคโอราเคิล สินะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันชื่อแคลร์คอลลินส์เป็ลูกสาวของบาทหลวงคอลลินส์ค่ะ ฉันได้ยินเื่ของคุณผ่านจดหมายที่คุณพ่อส่งให้ฉันตอนที่ตอนยังเป็นักบวชฝึกหัดอยู่ที่นครศักดิ์สิทธิ์-เวอร์คอนติแล้วค่ะ”
เดี๋ยวก่อนนะ นี้เธอกำลังจะบอกว่าเธอเป็ลูกสาวของตาแก่บ้า ๆ บอ ๆคนนี้น่ะเหรอ แถมตาแก่นี้เขียนเื่ของเราให้เธออ่านอีก ถ้าเื่ของเราที่ตาแก่นี้เขียนให้เธออ่านละก็คงไม่ใช่เื่ดีๆ หรอก คอยดูจะเอาคืนทบต้นทบดอกเลย เอ๊ะ!! จะว่าไปเราก็เผาตาแก่นั้นเหมือนกันนี้หว่าเมื่อพูดจบเธอก็หันไปทางพ่อของเธอและส่งยิ้มน่ากลัวไปให้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“จะว่าไปแล้วตอนหนูไม่อยู่ดูเหมือนจะทำเื่ไว้เยอะเลยนี้คะคุณพ่อ”
“มะ...มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะฮ่าๆ เ้าไลโคมันก็พูดไปเรื่อย จริงไหม!?”
พอพูดจบบาทหลวงคอลลินส์ก็จ้องมาเขม็งมาที่ผมแต่นั้นเป็การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
“เฮ้ย ๆ ตาแก่ไม่ต้องทำตาขวางใส่ฉันเลยนะ”
ผมเอามือป้องปากพรางกระซิบไปที่หูของตาแก่
“ไม่ใช่เพราะแกรึไง? ที่เอาเื่ของฉันมาเผา เพราะงั้นรีบ ๆ หาทางแก้ตัวให้ฉันซะไอเด็กบ้า”
บาทหลวงกระซิบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“โฮ่นี้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเขาพูดกันแบบนี้เหรอ!?”
จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้วสิว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ดูเหมือนบาทหลวงคอลลินส์ก็ดูจะเกรงกลัวซิสเตอร์อยู่ไม่น้อยแต่ซิสเตอร์เองตอนที่เราแลกเปลี่ยนเื่ของตาแก่ก็ดูเหมือนว่าเธอเคยอาศัยอยู่ที่เมืองสปริงฟิลด์แห่งนี้และก็รู้จักกับตาแก่คอลลินส์มานาน
“อะแฮ่มกระซิบเื่อะไรกันอยู่งั้นเหรอคะ!? ให้ฉันรู้เื่ด้วยคนได้รึเปล่า!?”
ซิสเตอร์กระแอมออกมา และใบหน้าของเธอตอนนี้จากรอยยิ้มที่เย็นะเืกลายเป็รอยยิ้มที่สุดแสนจะน่ากลัว ทำเอาผมรู้สึกเกร็งไม่กล้าขยับตัวเลย
“เฮ้อ!! เอาเป็ว่าเก็บกวาดห้อง แล้วก็จัดการซ่อมผนังที่เป็รูให้เรียบร้อยนะคะเพื่อเป็การลงโทษเพราะอย่างนั้นมื้อเย็นนี้งดนะคะ และก็ถ้าทำไม่เสร็จภายในวันนี้ล่ะก็ได้อดข้าวเช้าไปด้วยอีกมื้อนะคะเข้าใจใช่ไหมคะ!?”
ซิสเตอร์ส่งยิ้มมาให้เราทั้งสองคนแล้วเดินผ่านประตูออกไป
ไม่กี่นาทีต่อมา
“ไหงฉันต้องมาเก็บกวาดด้วยล่ะ? ตาแก่”
ผมถามบาทหลวงคอลลินส์ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจพรางซ่อมรูที่ผนังไปด้วย
“ก็เป็ความผิดของแกส่วนหนึ่งด้วยไม่ใช่รึไง?”
บาทหลวงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายพรางเอามือขึ้นมาเกาหัว
“ไม่เห็นรู้เลยว่าคุณมีลูกแล้ว?ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างคุณจะมีคนยอมแต่งงานด้วยหรือว่าคุณไปไข่ทิ้งไว้ที่ไหนแล้วรู้สึกผิดเลยไปรับเธอมาเลี้ยงกันล่ะ? ฮ่าๆ”
ผมพูดแซวออกไปแบบนั้น แต่ว่าผมเองก็ประหลาดใจเป็อย่างมากที่เขามีลูกแล้วอาจจะเป็เพราะั้แ่รู้จักเขามา เราไม่ค่อยได้มีโอกาสได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่ถึงแม้เขาจะมาหาคุณยายที่บ้านของผมเป็ประจำก็ตาม
“บ้าดิ!! มาย สวีทฮาร์ทของฉันน่ะ เกิดจากความรักของฉันและภรรยาถึงแม้ว่าเธอจะจากไปหลังจากที่เธอให้กำเนิดแคลร์ออกมาก็ตาม”
บาทหลวงที่ตอนนี้ทำหน้าตาเศร้าสร้อยหลังจากที่พูดถึงภรรยาผู้ล่วงลับผมตกตะลึงไปอีกครั้ง ผมไม่คิดว่าตาแก่คอลลินส์จะแสดงด้านแบบนี้ออกมาให้ผมเห็นผมควรทำยังไงดีล่ะ? เข้าไปปลอบเขาดีไหม? ยังไงเราก็ต้องขอโทษเขาที่เราพูดเื่นี้ไปก่อน
“งะ...งั้นเหรอฉันต้องขอโทษด้วยนะตาแก่ ฉันไม่รู้มาก่อนเลย”
“เหอะ!! ช่างเื่ของฉันเถอะน่า ว่าแต่แกเถอะ เข้ากับคนในเมืองได้บ้างรึยัง?”
เป็คำถามที่จี้จุดผมเข้าเต็มเปา เพราะในทวีปยูโรก้า(Euroka)แห่งนี้ผมถือว่าเป็คนต่างถิ่นและการเป็คนต่างถิ่นถูกคนส่วนหนึ่งในทวีปนี้ดูถูกเหยียดหยามนั้นเป็เื่ปกติ เพราะคนต่างถิ่นส่วนใหญ่ที่มาถึงทวีปนี้จะมาในฐานะทาสและผมที่มาจากทวีปไอเซีย(Aisia)ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่จะถูกมองแบบนั้นถึงแม้คุณยายจะรับผมมาเลี้ยงซึ่งทำให้ได้สิทธิเป็พลเมืองของทวีปนี้แล้วก็ตามแต่การที่จะให้เป็ที่ยอมรับของคนในทวีปนี้นั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยแต่ก็มีข้อยกเว้นเหมือนกัน นั้นก็คือการเป็นักผจญภัย นักผจญภัยนั้นเป็อาชีพที่ทรงเกียรติ์เพราะเป็อาชีพที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ไม่ว่าจะเป็ภารกิจกำจัดมอนสเตอร์ที่บุกรุกที่อยู่อาศัยของมนุษย์ตามล่าวัตถุดิบเพื่อมาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งยารักษาโรคเพราะมีพวกเขาอยู่คุณภาพชีวิตพวกเราถึงได้ดีขึ้นอย่างที่ว่ามาทั้งหมดยิ่งนักผจญภัยทำภารกิจที่อันตรายสำเร็จมากเท่าไหร่ชื่อเสียงก็มากขึ้นตามเท่านั้น และการมีชื่อเสียงนั้นหมายถึงการถูกยอมรับยังไงล่ะด้วยเหตุผลนี้ทำให้ผมมีความฝันว่าอยากเป็นักผจญภัยระดับโลกให้ได้