ตอนที่ 14 ผู้คุมกฎคนเดิม
เมื่อความจริงคืบคลานเข้ามาขับไล่ภาพฝัน ค่ำคืนอันเร่าร้อนที่พูลวิลล่าหัวหินก็เลือนหายไปราวกับหมอกควันยามเช้า
เช้าวันจันทร์ ณ ตึกสูงระฟ้าใจกลางกรุงเทพมหานคร บรรยากาศรอบตัวของผมแปรเปลี่ยนเป็ความเร่งรีบ วุ่นวาย และเต็มไปด้วยการแข่งขันตามวิถีชีวิตคนเมืองหลวง เสียงรองเท้าหนังสลับกับรองเท้าส้นสูงของเหล่าพนักงานออฟฟิศนับร้อยเดินสวนกันขวักไขว่ผ่านประตูหมุนกระจกบานใหญ่ เสียงบัตรรูดผ่านประตูกลอัตโนมัติดัง *ติ๊ด... ติ๊ด...* ถี่ๆ ผสมกับเสียงคุยโทรศัพท์เื่งานและกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นที่อบอวลไปทั่วห้องโถงชั้นล่าง ทุกอย่างช่างดูห่างไกลจากเสียงเกลียวคลื่น ลมพายุ และห้องสตรีมที่เต็มไปด้วยความชื้นร้อนชื้นนั้นอย่างสิ้นเชิง
ผมยืนอยู่ในลิ้นชักความจำของตัวเอง รู้สึกราวกับว่าเื่ราวทั้งหมดระหว่างผมกับคุณรสรินใน่สามสี่วันที่ผ่านมาเป็เพียงผลลัพธ์ของความฝันอันเพ้อเจ้อที่ผมจินตนาการไปเองคนเดียว
ผมเดินก้าวเข้าสู่แผนกการตลาดของบริษัทด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก เสื้อเชิ้ตพนักงานสีขาวสะอาดและกางเกงสแล็กสีเข้มที่ผ่านการรีดมาอย่างเนี้ยบกริบชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ทั้งที่อากาศในตึกเปิดแอร์เย็นเฉียบ สายตาของผมเหลือบลอยไปที่ห้องทำงานส่วนตัวของคุณรสรินที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมด้านในสุดของชั้น ห้องทำงานกระจกใสบานใหญ่รอบด้านที่คนภายนอกสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในได้ทุกตารางนิ้ว ผ้าม่านแนวตั้งสีเทาอ่อนถูกเปิดกว้าง เผยให้เห็นโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ เก้าอี้หนังบุนวมหรูหรา และแฟ้มเอกสารกองพะเนิน ทว่าเก้าอี้หลังโต๊ะยังคงว่างเปล่า เ้านายสาวใหญ่จอมดุยังเดินทางมาไม่ถึง
"เฮ้ ตง! ยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะฮะ รีบไปเปิดเครื่องสิ วันนี้มีประชุมสรุปผลงาน่เช้านะ" เสียงทักทายของพี่ชัยดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของผม
ผมสะดุ้งเล็กน้อย รีบหันไปพยักหน้าและส่งรอยยิ้มเจื่อนๆ ให้หัวหน้างานรุ่นพี่ "ครับพี่ชัย กำลังจะไปครับ"
ผมเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง จัดวางกระเป๋าและกดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเชื่องช้า สมองยังคงปั่นป่วนวุ่นวาย ระหว่างที่รอดาวน์โหลดระบบ ผมได้ยินเสียงพนักงานคนอื่นๆ ในแผนกเริ่มจับกลุ่มคุยกันเื่ทริปสัมมนาหัวหินที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อ่สุดสัปดาห์
"นี่ๆ เลิกพูดเื่งานก่อน คืนวันเสาร์ที่ฝนตกพายุเข้าหนักๆ น่ะ จำได้ไหม?" เสียงพี่ฝ้ายคุยกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นตลกล้อเลียนเรียกความสนใจจากเพื่อนพนักงานคนอื่นๆ ให้ขยับล้อมวงเข้ามา "พี่ชัยเล่าให้ฟังว่าอุตส่าห์ฝ่าลมพายุเอาไฟฉายกับเทียนหอมไปส่งให้คุณรสที่วิลล่า เพราะเห็นวิลล่าคุณรสมืดสนิทกลัวว่าจะเป็อะไรไป"
"ใช่ๆ ตอนแรกเคาะประตูตั้งนานกว่าคุณรสจะเปิด" พี่ชัยรีบเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจปนประจบสอพลอ "พอไขกุญแจเข้าไปเสร็จนะ ฉันเหมือนได้ยินเสียงคนคุยกันพึมพำแว่วๆ มาจากห้องทำงานด้วยล่ะ แต่คุณรสบอกว่าคุยสายกับลูกค้าค้างไว้ก่อนไฟดับ แต่ฉันว่าแปลกๆ นะ คืนพายุเข้าแรงขนาดนั้น ใครจะบ้าคุยงานกับลูกค้าเวลานั้นล่ะฮะ"
หัวใจของผมกระตุกวาบ เืในกายเย็นเฉียบขึ้นมาทันที ผมรีบก้มหน้าก้มตาจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งอกตั้งใจทำเป็ไม่ได้สนใจรับฟัง สองมือเกร็งแน่นกุมเม้าส์ไว้แน่นจนเหงื่อซึมชื้นผ่านฝ่ามือ ความกลัวที่จะถูกจับได้และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล่นพล่านสลับกันไปมาในหัว ถ้ามีใครรู้ว่าเสียงพึมพำในความมืดที่พี่ชัยได้ยินนั้นคือเสียงครางกระเส่าสะท้านทรวงของผมกับเ้านายสาวใหญ่ภายใต้โต๊ะทำงานล่ะก็ อนาคตและชื่อเสียงของพวกเราสองคนคงพินาศย่อยยับไม่มีชิ้นดีแน่นอน
"คิดมากไปหรือเปล่าพี่ชัย คุณรสรินน่ะเหรอจะพาใครเข้าห้อง ทำงานถวายหัวขนาดนั้น วันๆ เห็นมีแต่ตัวเลขกับแผนการตลาดนั่นแหละจ้า" เสียงพี่แอนพูดขัดขึ้นช่วยคลายความตึงเครียดในอกของผมลงไปได้บ้าง
"ก็จริงของแกนะ ั์วัดแจ้งแห่งแผนกมาร์เก็ตติ้งอย่างคุณรสรินเนี่ยนะจะมีมุมโรแมนติกลับๆ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว" พี่ฝ้ายหัวเราะคิกคักก่อนที่กลุ่มนินทาจะสลายตัวไปเมื่อเสียงรองเท้าส้นสูงดัง *ตึก... ตึก... ตึก...* ที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวดังแว่วเข้ามาจากทางเข้าแผนก
ทุกคนในแผนกเงียบกริบลงในทันตา รีบแยกย้ายกลับไปนั่งประจำโต๊ะทำงานของตัวเองอย่างรู้หน้าที่ ผมเหลือบสายตาขึ้นมองและพบร่างระหงของคุณรสรินเดินก้าวเข้ามาในแผนกอย่างสง่างามและทรงพลังเหมือนเช่นทุกวัน
วันนี้เธอสวมชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีดำสนิทเนี้ยบกริบ ไร้รอยยับแม้แต่จุดเดียว เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีมด้านในติดกระดุมจนถึงเม็ดบนสุด เส้นผมสีเข้มถูกรวบตึงเป็มวยเรียบร้อย ใบหน้าสวยคมแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีเรียบหรู ริมฝีปากเม้มสนิทเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอมน้ำตาลนู้ดเรียบร้อย ดวงตาคู่สวยเ็าคมกริบกวาดตามองผ่านโต๊ะพนักงานทุกคนโดยไม่ได้หยุดพักสายตาที่ใครเป็พิเศษ แม้กระทั่งตัวผมที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ เธอก็ไม่ได้ปรายตามามองหรือส่งสัญญาณพิเศษใดๆ เลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
เธอเดินตรงดิ่งเข้าห้องทำงานกระจกใสปิดประตูลงทันที หน้ากากของผู้คุมกฎจอมดุผู้แสนเ็าและเข้าถึงยากกลับมาสวมทับใบหน้าของเธออย่างสมบูรณ์แบบจนผมรู้สึกวูบโหวงในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเมินเฉยอย่างไร้ร่องรอยนั้นทำให้ผมรู้สึกเ็ปลึกๆ ในอก ความคิดสับสนน้อยเนื้อต่ำใจกลับมาตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง เธอคง้าััเร่าร้อนบทลงโทษพรรค์นั้นแค่ยามวิกาลที่หัวหินเพื่อผ่อนคลายความเครียดชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ส่วนในเวลางานและโลกแห่งความเป็จริง ผมก็เป็แค่พนักงานฝึกหัดตัวเล็กๆ ที่ไร้ค่าและต่ำต้อยในสายตาของเธอ เป็แค่ของเล่นแก้เบื่อชั่วคืนที่ต้องถูกเก็บเข้ากล่องเมื่อแสงสว่างของวันใหม่มาถึง
...
่บ่ายของการทำงานอันแสนอึดอัดผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่ผมต้องส่งรูปเล่มสรุปรายงานผลงานสัมมนาใหญ่หัวหินที่พิมพ์และจัดรูปเล่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมรวบรวมเอกสารใส่แฟ้มเสนอเซ็นสีน้ำเงินเข้มด้วยมือที่สั่นเทา เดินก้าวช้าๆ ไปยังห้องทำงานกระจกใสของคุณรสริน หัวใจเต้นแรงรัวเร็วผสมปนเปความประหม่าเกรงกลัว
ผมหยุดยืนหน้าห้องกระจก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดตัวตรงก่อนเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
"เข้ามา" น้ำเสียงหวานเฉียบดังทะลุประตูออกมา
ผมเปิดประตูและก้าวเท้าเข้าไปในห้องทำงานกลิ่นหอมน้ำหอมแบรนด์หรูโชยปะทะจมูกทันที คุณรสรินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ สายตาจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์และกองเอกสารตรงหน้าโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองผม
"รายงานสรุปผลงานสัมมนาใหญ่หัวหินครับคุณรส จัดทำเรียบร้อยแล้วครับ" ผมส่งเสียงรายงานน้ำเสียงสั่นสะท้านเล็กน้อย ยื่นแฟ้มเอกสารไปวางตรงหน้าเธออย่างสุภาพและถอยหลังกลับมายืนเว้นระยะห่างประสานมือไว้ข้างหน้าตัวตรง
คุณรสรินเอื้อมมือเรียวสวยมาเปิดแฟ้มเอกสารออกช้าๆ ไล่สายตาอ่านรายละเอียดทีละหน้าอย่างถี่ถ้วนและเงียบงัน บรรยากาศภายในห้องทำงานที่กว้างขวางและล้อมรอบด้วยกระจกใสช่างเงียบสงัดและน่าอึดอัดจนผมแทบอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้น สายตาของเพื่อนร่วมงานด้านนอกลอบมองเข้ามาเป็ระยะๆ ยิ่งทำให้ผมเกร็งตัวหนักขึ้น
"ตง..." น้ำเสียงเย็นเฉียบพูดขึ้นเบาๆ แต่มีพลังสะกดประสาททำเอาผมสะดุ้งตัวเล็กน้อย "ทำไมรูปแบบฟอนต์ในหน้าแผนงบประมาณถึงไม่ตรงกับหน้าอื่นๆ? แล้วตรงนี้... ทำไมถึงมีจุดสะกดคำผิดในส่วนสรุปความ้าของลูกค้าตั้งสองจุด? หน้าที่ง่ายๆ แค่นี้เธอยังสะเพร่าทำพลาดอีกงั้นเหรอ?"
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผมตรงๆ แววตาคู่นั้นเย็นยะเยียบและว่างเปล่าราวกับดวงตาของรูปสลักน้ำแข็ง ไม่มีประกายไฟราคะ ไม่มีััอุ่นชื้น ไม่มีคำครางเรียกชื่อผมเหมือนคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาแม้แต่น้อย มีเพียงเ้านายสาวผู้ทรงอำนาจที่มองลูกน้องทำงานชุ่ยๆ ด้วยความระเหี่ยใจ
"ผม... ขอโทษครับคุณรส พอดี่เช้าผมมึนๆ หัวนิดหน่อยครับ... เดี๋ยวผมนำกลับไปแก้ไขทันทีครับ" ผมตอบตอบรับน้ำเสียงสั่นเครือ ก้มหัวต่ำเพื่อหลบสายตาเ็าดุดันนั้น รู้สึกขอบตาอุ่นร้อนด้วยความน้อยใจระคนกลัวเกรง
"นำกลับไปแก้ให้เรียบร้อยภายในเย็นวันนี้ ฉันไม่้าเห็นจุดผิดพลาดไร้สาระแบบนี้ในเล่มรายงานของแผนกฉันอีก" เธอสั่งเสียงเข้มเฉียบขาด ก่อนจะเซ็นปากกาลงชื่อกำกับในหน้าสุดท้ายอย่างรวดเร็วและปิดแฟ้มเสนอเซ็นเสียงดัง *ฉับ!* ยื่นแฟ้มส่งกลับคืนมาให้ผม
ผมยื่นสองมือสั่นเทาไปรับแฟ้มเอกสารกลับคืนมา เตรียมตัวจะหมุนตัวหันหลังเดินก้าวออกจากห้องทำงานแดนปะากระจกใสนี้ไปด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อยซึมเซา ทว่า... จังหวะที่ปลายแฟ้มสีน้ำเงินแตะเข้ากับมือของผม ปลายนิ้วเรียวสวยของคุณรสรินกลับจงใจกรีดผ่านหลังมือเปียกชื้นของผมเบาๆ อย่างมีนัยยะแฝงััอุ่นร้อนที่คุ้นเคย
พร้อมกับถ้อยคำกระซิบแ่เบาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเย้ายวนและสั่นเครือลึกซึ้งที่ดังขึ้นพอให้ได้ยินกันเพียงสองคนในระยะห่างไม่ถึงคืบ ขัดแย้งกับใบหน้าเ็าที่จ้องมองตรงไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างสิ้นเชิง
"วันศุกร์นี้... ตอนสองทุ่มตรง เอาเล่มรายงานที่แก้ไขสมบูรณ์แล้วไปส่งให้ฉันที่คอนโดส่วนตัวของฉัน... อย่าไปช้าแม้แต่นาทีเดียวล่ะ ตง หวังว่าคราวนี้คงจะไม่พิมพ์ตกหล่น และเตรียมตัวรับบทลงโทษสำหรับจุดสะกดผิดพวกนี้ด้วยล่ะ เด็กดื้อ"
หัวใจของผมกระตุกวาบรัวเร็วปั่นป่วนขึ้นมาทันที เืในกายฉีดพล่านจนใบหน้าร้อนผ่าวแดงซ่านขึ้นมาทันตาเห็น ผมเผลอสบตาเธอเสี้ยววินาทีและพบว่ามุมปากหยักสวยเหยียดยิ้มร้ายกาจและเซ็กซี่เย้ายวนใจส่งผ่านมาให้เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับไปตีหน้านิ่งขรึมพิมพ์งานต่ออย่างแเี
ผมรีบกอดแฟ้มเอกสารไว้แน่น พยักหน้ารับคำเสียงสั่นระริก "ค... ครับคุณรส ผมจะรีบนำไปแก้ไขครับ!"
ผมหมุนตัวเดินก้าวพ้นห้องทำงานกระจกใสออกมาด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำไม่เป็จังหวะ ปลุกความรู้สึกตื่นเต้นท้าทายเสน่หาให้กลับมาพุ่งพล่านอีกครั้ง บทลงโทษครั้งต่อไปกำลังจะเริ่มต้นขึ้นนอกเวลางาน ณ คอนโดส่วนตัวของเ้านายสาวใหญ่ผู้คุมกฎคนเดิมในวันศุกร์ที่จะถึงนี้... และเกมนี้ยังอีกยาวไกลนัก
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*