ตอนที่ 9 ฮวาจวิ้นหยาง
อิ่งเม่ยขยับถอยหลังหนึ่งก้าว นางนั่งลงบนเก้าอี้ยกยิ้มเย็น มองกลุ่มคนที่กองกันบนพื้นที่เต็มไปด้วยเื ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงน่าเวทนาไม่น้อย
“ชิวเอ๋อร์ ประคองข้าขึ้นเตียง” อิ่งเม่ยเหลือบสายตากวาดมองคนข้างกายที่ยืนนิ่งโง่เขลาอยู่ที่เดิม หางตาโค้งงออย่างขำขัน ยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของนาง
“อ๊ะ เ้าค่ะคุณหนู” ชิวเอ๋อร์รีบหมุนตัวกลับมา ใบหน้านับถือจ้องมองไปยังอิ่งเม่ย เด็กสาวทั้งฮึกเหิมทั้งหวาดกลัวมองไปยังกลุ่มคนที่ล้มอยู่บนพื้น พลางประคองเ้านายไปที่เตียงอย่างเบามือ
เมื่อได้ยินเสียงสาวเท้ารีบร้อนมาจากในจวน อิ่งเม่ยจึงหันไปกระซิบเสียงเบาอยู่ข้างหูชิวเอ๋อร์ชั่วครู่ จากนั้นนอนลงบนเตียงด้วยใบหน้าอ่อนแอ
ชิวเอ๋อร์ชะงักเล็กน้อยหลังฟังอิ่งเม่ยเอ่ย จากนั้นสังเกตถึงเสียงเท้าในเรือนที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดวงตาเป็ประกายขึ้นมาชั่วขณะ ยกมือขึ้นมาขยี้มวยผมของตนให้ยุ่งเหยิง
กระชากเศษผ้าที่พันาแออก กัดฟัน นิ้วมือจิ้มเข้าไปในแผลที่เืหยุดไหลไปแล้วของตนอย่างแรง จนเือุ่นๆ ไหลออกมาอีกครั้ง จากนั้นชิวเอ๋อร์จึงคุกเข่าเสียงดัง “ปัก” ลงข้างเตียง ตาใสมีน้ำตาหลั่งรินลงมาราวกับฝนตกทันใด
อิ่งเม่ยกวาดตามองชิวเอ๋อร์ด้วยความพึงพอใจ ใบหูขยับเบาๆ กระทั่งเสียงเท้าดังเข้าใกล้ประตู น้ำเสียงแหบแห้งขาดๆ หายๆ ออกมาจากปากของนาง “อี๋เหนียงทั้งหลาย นี่พวกท่านทำอันใดกัน ข้า...ข้า...”
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสารออกมาจากปากของอิ่งเม่ย น้ำเสียงโรยรา เหมือนกับเป็คำพูดสุดท้ายของคนป่วยเรื้อรังใกล้ตาย
ยามได้ยินวาจาของอิ่งเม่ย ใบหน้าหล่อเหลาของฮวาจวิ้นหยางที่ยืนอยู่หน้าประตูบึ้งตึงในทันที เขาเพิ่งกลับจากงานราชการในราชสำนัก พลันได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนเข้ากระดูก จึงเดินตามทิศทางมา ที่แท้กลับดังออกมาจากในเรือนของฮวาอิ่งเม่ย เขาร้อนใจขึ้นมาทันใด รีบพาบรรดาบ่าวรับใช้ของตนมา
นี่ไม่อาจกล่าวว่าเขาเป็ห่วงฮวาอิ่งเม่ย ตรงกันข้าม ความจริงเขาไม่ได้ไยดีบุตรสาวที่ไม่ได้ความของตนผู้นี้ เพียงแต่อีกไม่กี่วันไทเฮาก็จะกลับจากวัดหลวงต้าเซียง ไม่ว่าเื่เมื่อครั้งนั้นไทเฮาจะปล่อยวางได้หรือไม่ แต่หากเป็อิ่งเม่ย ไทเฮาจะต้องใส่ใจอย่างแน่นอน หากรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องเผชิญมาตลอดหลายปีนี้ในจวน ไทเฮาจะต้องโกรธจัดเป็แน่ ถึงตอนนั้นคนที่เสียหายก็คือเขาแม่ทัพใหญ่ผู้นี้
หลายวันนี้ เขาตักเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ให้เหล่าอนุภรรยาที่ไม่น่าวางใจอย่าได้ไปหาเื่อิ่งเม่ย แต่พวกนางกลับทำเหมือนวาจาของตนเป็ลมผ่านหูไปเท่านั้น
ยังไม่ทันเข้าประตู ฮวาจวิ้นหยางก็รู้สึกขยะแขยงต่อเหล่าอนุภรรยา ยามนี้เขาได้ยินวาจาของอิ่งเม่ย ความโกรธพลันปะทุขึ้นมา เขาก้าวเข้าไปในห้องอย่างมาดมั่น ทว่าต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
“นี่มันเื่อันใดกัน” ฮวาจวิ้นหยางเอ่ยถามเสียงดังด้วยความโกรธ ดวงตาเปี่ยมด้วยเืคู่นั้นมองไปยังเหล่าสตรีที่ร้องโอดครวญอยู่บนพื้น สายตาน่าสะพรึงจับจ้องไปยังชิวเอ๋อร์ที่คุกเข่าอยู่ข้างเตียง
“นายท่าน ช่วยด้วยเ้าค่ะ คุณหนูใหญ่บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว นางจะฆ่าพวกข้าเ้าค่ะ!” อี๋เหนียงสี่ราวกับฟางข้าวที่เห็นทางรอด คว้าจับข้อเท้าของฮวาจวิ้นหยางแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวาอ้อนวอนเสียงดังต่อเขา
เสียงของอี๋เหนียงสี่ราวกับเป็ชนวน เสียงร้องอ้อนวอนสูงต่ำยามนี้ดังระงมไปทั่วทั้งห้อง
“อะไรนะ” ได้ยินวาจาของทุกคน ฮวาจวิ้นหยางใบหน้าไม่อยากเชื่อจ้องเขม็งไปยังอิ่งเม่ยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนแออยู่บนเตียง คลื่นประกายความสงสัยวาดผ่านดวงตาดุที่แหลมคม บุตรสาวอ่อนแอราวกับเครื่องลายครามผู้นี้จะมีความสามารถทำร้ายผู้คนจนกลายเป็เช่นนี้จริงๆ เอ่ยตามตรง เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อแม้แต่น้อย
ดวงตาทะมึนไม่มั่นคงกวาดมองทุกคนในห้อง เตะอี๋เหนียงสี่ที่จับข้อเท้าเขาออกอย่างรังเกียจ หลังสายตาดุเห็นว่าในบรรดาคนเหล่านี้ไม่ได้มีอี๋เหนียงสาม อี๋เหนียงห้าที่เขารักที่สุด และฮวาโหรวหลานบุตรสาวที่รัก ความโกรธที่ซ่อนลึกในดวงตาจึงลดลงไปหนึ่งส่วน
ฮวาจวิ้นหยางขมวดคิ้วหนัก ยามนี้เขาเอ่ยถามอิ่งเม่ยล้วนไม่สมควร แต่หากไม่ทำให้ชัดเจนว่าเกิดเื่อันใด เขาจะเป็ที่นับถือของผู้คนได้เยี่ยงไร
“ชิวเอ๋อร์ เ้าบอกมา เ้าปรนนิบัติอย่างไร นี่มันเกิดเื่อันใดขึ้น” ฮวาจวิ้นหยางเคลื่อนสายตามาหยุดอยู่ที่ชิวเอ๋อร์ ดวงตาแหลมคมไม่โกรธทว่าสะท้อนแสงเย็นเยือกน่าเกรงขาม
“หึ~” อิ่งเม่ยได้ยินฮวาจวิ้นหยางเปลี่ยนมาโจมตีชิวเอ๋อร์ ใบหน้าซีดเซียวปรากฏรอยยิ้มเย็นที่ไม่อาจสังเกตได้ขึ้นมาทันใด
“ตอบนายท่าน วันนี้เหล่าอี๋เหนียงคุณหนูมาเยี่ยมคุณหนูใหญ่ แต่ไม่รู้ไยอี๋เหนียงรองจึงทะเลาะกับอี๋เหนียงสี่ขึ้นมาได้ สุดท้ายจึงลงไม้ลงมือ เหล่าอี๋เหนียงคนอื่นๆ เข้าไปห้าม แต่กลับได้รับาเ็ ก็เลย...ก็เลย...” ชิวเอ๋อร์เล่าตามคำพูดของอิ่งเม่ยไม่ขาดแม้เพียงคำเดียว มือด้านล่างพลันกำแน่น เืแดงฉานหยดลงไปบนพื้นทีละหยด รวมกันกลายเป็ดอกไม้ที่สวยหยาดเยิ้ม